"นายกฯ" รับแก้ปัญหาโควิดโจทย์ยาก พร้อมเปิด “ศูนย์อาเซียนด้านการรับมือกับภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข-โรคอุบัติใหม่” ส.ค.นี้
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 พ.ค. 65 ที่ห้างสรรพสินค้าสยาม พารากอนนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมเสวนา "ถามมา - ตอบไป เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม" ( Better Thailand Open Dialogue) โดยนายกฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษ “ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม” ตอนหนึ่งว่า การเกิดวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งเป็นวิกฤติโลกที่เราไม่ได้ก่อและเป็นมหาวิกฤติครั้งที่ใหญ่ส่งผลกระทบรุนแรงทางเศรษฐกิจทุกประเทศในโลกรวมถึงประเทศไทย เราถูกประเมินว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดในระดับต้นๆ ของโลก เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวกว่าร้อยละ 20 ของจีดีพี การระบาดของโควิด-19 ทำให้ทั่วโลกหยุดเดินทาง และการท่องเที่ยวไม่สามารถสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยได้เหมือนก่อน
นายกฯ กล่าวว่า เมื่อมองย้อนกลับไป 2 ปี วิกฤติโควิด-19 เป็นโจทย์ยาก เพราะเราสู้อยู่กับศัตรูที่มองไม่เห็น ไม่มีอาวุธใดจะปราบได้ โดยช่วงเริ่มการระบาดทั่วโลกจำเป็นต้องปิดประเทศและใช้งบประมาณจำนวนมากในการเยียวยาช่วยเหลือประชาชน เพื่อประคับประคองและกระตุ้นเศรษฐกิจ การต่อสู้กับการระบาดของโควิด-19 ต้องสร้างมาตรฐานในหลายระลอกมีวัคซีนก็ต้องแบ่งปัน เพื่อความปลอดภัยของคนในประเทศนโยบายต่างๆ ที่ออกมาคำนึงถึงการสร้างความสมดุล ทั้งมิติด้านสุขภาพและมิติทางเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องบริหารจัดการให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อได้
นายกฯ กล่าวว่า โดยเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2564 ประเทศไทยได้นำร่องเปิดประเทศในโครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์และได้เปิดประเทศจริงจังเมื่อ 1 พ.ย. 2564 ปีที่ ซึ่งเป็นต้นแบบให้กับประเทศอื่นๆ แม้เปิดประเทศแล้วเรายังจำเป็นต้องระมัดระวังและเตรียมความพร้อมทั้งวัคซีนและยารักษาเพราะวิกฤติการแพร่ระบาดยังไม่จบสิ้น ทั้งนี้ผลสัมฤทธิ์จากความร่วมมือร่วมใจของคนไทย ทุกภาคส่วน ภาครัฐ ภาคเอกชน บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ อสม.และเจ้าหน้าที่ด่านหน้าที่เกี่ยวข้อง ทำให้องค์กรต่างประเทศหลายแห่งรวมถึงองค์การอนามัยโลกได้ยอมรับและชื่นชมประเทศไทยให้เป็นประเทศที่รับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ได้ดีเป็นลำดับต้นๆ ของโลก
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แม้โควิดจะเป็นวิกฤติโลก แต่เป็นโอกาสของไทย 1. ทั่วโลกได้เห็นศักยภาพระบบสาธารณสุขไทย ทั้งการรักษา การให้บริการ การรับมือโรคอุบัติใหม่และภาวะฉุกเฉิน 2.ยกระดับความมั่นคงทางด้านสุขภาพ ตั้งแต่บริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ ทีมหมอครอบครัว อสม. รวมถึงขีดความสามารถในการวิจัย พัฒนา และผลิตวัคซีนโควิด
และ 3.ส่งเสริมบทบาทการเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และสาธารณสุข(Medical and Wellness Hub) ของโลก โดยไทยได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งสำนักงานเลขาธิการของ “ศูนย์อาเซียนด้านการรับมือกับภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่” (ASEAN Centre for Public Health Emergencies and Emerging Diseases : ACPHEED) ซึ่งจะเปิดในเดือนส.ค.นี้ ทั้งยังส่งเสริมโอกาสให้ประเทศไทยสามารถเปิดตลาดอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้อย่างเต็มที่ หลังวิกฤติโควิดอีกด้วย