นักวิชาการฟันธง การจับกัญชามูลนิธิขวัญข้าว ขัดหลักกฎหมาย

การเมือง9 เม.ย. 2562 • 01:26 น.
นักวิชาการฟันธง การจับกัญชามูลนิธิขวัญข้าว ขัดหลักกฎหมาย
วันที่ 9 เม.ย.62 มีรายงานว่า อาจารย์คมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านกฎหมาย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Komsarn Pokong ข้อความว่า ไขข้อสงสัยทางกฎหมาย เกี่ยวกับการครองครองกัญชาของมูลนิธิข้าวขวัญ ในระหว่างที่บทนิรโทษกรรมในมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ ยังมีผลใช้บังคับ ในขณะนี้ได้เกิดปรากฎการณ์ที่เป็นข้อโต้แย้งและมีผลกระทบเป็นวงกว้างเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายเกิดขึ้น ในกรณีของการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด ได้เข้าตรวจค้นและยึดกัญชาและสารสกัดจากกัญชาจำนวนมากได้ที่มูลนิธิข้าวขวัญ ซึ่งมีนายเดชา ศิริภัทร เป็นประธานมูลนิธิ และมีการจับกุมเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิ ไปดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ จนมีข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในการปฏิบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่ เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๒ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้มีผลใช้บังคับ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๖ ตอนที่ ๑๙ ก/หน้า ๑/๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒) โดยในบทบัญญัติมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดหลักการสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายไว้ในลักษณะของบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดในกฎหมายดังกล่าวเป็นเวลาเก้าสิบวัน โดยบทบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติไว้ดังนี้ “มาตรา ๒๒ ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เฉพาะกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ การรักษาผู้ป่วย การใช้รักษาโรคเฉพาะตัว หรือการศึกษาวิจัย อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ไม่ต้องรับโทษสำหรับการกระทำนั้นเมื่อดำเนินการดังต่อไปนี้ (๑) ยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่อเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ในกรณีที่เป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๖/๕ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และให้สามารถครอบครองยาเสพติดให้โทษดังกล่าวได้ต่อไปจนกว่าการพิจารณาอนุญาตจะแล้วเสร็จ ในกรณีไม่ได้รับอนุญาต ให้ยาเสพติดให้โทษนั้นตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุขหรือให้ทำลาย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ (๒) ในกรณีนอกจาก (๑) ให้แจ้งการครอบครองต่อเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ หากเป็นผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เฉพาะกัญชาเพื่อรักษาโรคเฉพาะตัว และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ สำหรับบุคคลอื่นเมื่อแจ้งการครอบครองแล้วให้ยาเสพติดให้โทษดังกล่าวตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุขหรือให้ทำลาย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ บทเฉพาะกาลดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่ครอบครองยาเสพติดประเภทที่ ๕ เฉพาะกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ ไม่ต้องรับโทษ หากได้ดำเนินการตามที่กำหนดในบทบัญญัติมาตรา ๒๒ ดังกล่าว ภายในช่วงเวลา ๙๐ วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ คือ ในช่วงเวลาวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๒ -วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๒ กล่าวคือ ก. สำหรับผู้ที่มีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เฉพาะกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ การรักษาผู้ป่วย การใช้รักษาโรคเฉพาะตัว หรือการศึกษาวิจัย ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่อเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มแรก เป็นกรณีที่เป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๖/๕ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ และให้สามารถครอบครองยาเสพติดให้โทษดังกล่าวได้ต่อไปจนกว่า การพิจารณาอนุญาตจะแล้วเสร็จ กลุ่มที่สอง ในกรณีของกลุ่มไม่ได้รับอนุญาตเพราะอาจไม่เข้าเงื่อนไขของการเป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๖/๕ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ ให้ยาเสพติดให้โทษนั้นตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุขหรือให้ทำลาย ข. กลุ่มที่ไม่เข้าลักษณะใดๆในการขอรับอนุญาตตามมาตรา มาตรา ๒๒ (๑) แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๗ ) พ.ศ. ๒๕๖๒ ให้แจ้งการครอบครองต่อเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา หากเป็นผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เฉพาะกัญชาเพื่อรักษาโรค เฉพาะมีไว้ในการครอบครองเฉพาะตัว สำหรับบุคคลอื่นเมื่อแจ้งการครอบครองแล้วให้ยาเสพติดให้โทษดังกล่าวตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุขหรือให้ทำลาย โดยทุกกลุ่มต้องปฏิบัติตามและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ บทเฉพาะกาลและบทนิรโทษกรรม ในกฎหมายต่างๆ คืออะไร ในคู่มือการร่างกฎหมาย ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในหน้า ๒๔๕-๒๙๒ ได้กล่าวถึง “บทเฉพาะกาล” เอาไว้ว่า คือ บทกฎหมายที่บัญญัติให้ใช้เฉพาะในช่วงเวลาหนึ่งหรือกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นก่อนวันใช้บังคับกฎหมายนั้น การร่างบทเฉพาะกาลในกฎหมายนั้นมักมีความมุ่งหมายเพื่อ ๑. เพื่อให้การดำเนินการของรัฐหรือองค์กรที่เคยมีกฎหมายรองรับสามารถดำเนินการต่อเนื่อง ไม่หยุดยั้งจนกว่ากลไกของกฎหมายที่เกิดขึ้นใหม่นั้นหรือใช้บังคับนั้นมีความพร้อมหรือสามารถดำเนินการได้ ๒. เพื่อรองรับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหรือขจัดข้อขัดแย้งในเรื่องต่างๆ จากการใช้บังคับกฎหมายที่ตราขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายฉบับใหม่หรือยกเลิกปรับปรุงกฎหมาย หรือการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ๓. เพื่อรองรับการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งของเอกชนที่มีก่อนกฎหมายที่ตราขึ้นใช้บังคับ ให้เป็นการดำเนินการที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายต่อไป หรือให้ดพำเนินการได้อย่างต่อเนื่องต่อไปในช่วงที่มีการเริ่มบังคับใช้กฎหมาย ๔. เพื่อกำหนดกลไกหรือมาตรการทางกฎหมายใช้บังคับเป็นการชั่วคราวในวาระแรกหรือในระยะแรกของการบังคับใช้กฎหมาย ๕. เพื่อรองรับสิทธิประโยชน์ที่บุคคลได้รับมาโดยผลของกฎหมายฉบับเดิมที่ถูกยกเลิกไปให้คงมีอยู่ต่อไป สำหรับหลักการของบทเฉพาะกาลตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ นั้น เป็นบทกฎหมายที่มีลักษณะพิเศษเป็นการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นการยกเว้นการรับโทษในช่วงกฎหมายใช้บังคับ ซึ่งการมีกฎหมายใหม่จะทำให้ผู้ครอบครองกัญชาไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องได้รับผลกระทบจากการมีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ ในการบัญญัติกฎหมายจึงต้องมีการกำหนดหลักการดังกล่าวไว้ และจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ซึ่งกระทำการที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิดจะได้ปฏิบัติตนให้เป็นไปตามกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใหม่ทันทีที่กฎหมายใช้บังคับ รวมทั้ง จะมีผลทำให้เป็นการลดการกระทำความผิดกฎหมายและได้ผลในการสมัครใจเข้าสู่การดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นการลดการก่ออาชญากรรมในรูปแบบมาตรการทางกฎหมายเชิงบวก ซึ่งบทบัญญัติมาตรา ๒๒ ดังกล่าว มีลักษณะเดียวกับการกำหนดการนิรโทษกรรมตามบทเฉพาะกาลที่พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ ได้กำหนดไว้ในมาตรา ๘๖ ซึ่งบัญญัติว่า “มาตรา ๘๖ ผู้ใดมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ไม่ว่าชนิดหรือขนาดใดซึ่งยังไม่ได้รับใบอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าได้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดดังกล่าวแล้วมาขอรับอนุญาตเพื่อปฏิบัติการให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัตินี้ต่อนายทะเบียนท้องที่ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ผู้นั้น ไม่ต้องรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้ และมิให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา ๕๕ มาใช้บังคับเพื่อการนี้ รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขในการออกใบอนุญาตตามที่เห็นสมควรก็ได้” ต่อมากฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ก้ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง ซึ่งเมื่อมีการแก้ไขกฎหมายแต่ละครั้ง ก็ได้มีการนิรโทษกรรมเกือบทุกครั้ง เช่น การตราพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ ๖)พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้มีการตรามาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ เพื่อนิรโทษกรรมในช่วงเวลาที่กำหนด(เก้าสิบวัน)และมีเงื่อนไขให้ผู้กระทำการอันเป็นความผิดตามกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวปฏิบัติให้ส่งมอบอาวุธปืนก่อนที่กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมจะมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ “มาตรา ๓ ผู้ใดมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิดไม่ว่าชนิดหรือขนาดใด ที่ทำจากภายนอกราชอาณาจักรโดยโรงงานที่ได้รับอนุญาตหรือที่ทำภายในราชอาณาจักรที่มีคุณภาพใช้ได้โดยปลอดภัย ซึ่งยังไม่ได้รับอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าได้นำอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิดดังกล่าวแล้วมาขอรับอนุญาตเพื่อปฏิบัติการให้ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ต่อนายทะเบียนท้องที่ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษเพื่อการนี้ รัฐมนตรีจะกำหนดชนิด ขนาดของอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิด และกำหนดเงื่อนไขในการอนุญาตตามที่เห็นสมควรก็ได้ มาตรา ๔ ผู้ใดมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิด ไม่ว่าชนิดหรือขนาดใด ซึ่งยังไม่ได้รับอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่อาจอนุญาตได้ตามกฎหมายว่าด้วย อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ถ้าได้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิดดังกล่าวมามอบให้นายทะเบียนท้องที่ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ มาตรา ๕ ผู้ใดมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิดสำหรับใช้เฉพาะแต่ในการสงครามตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ถ้าได้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิดดังกล่าวมามอบให้นายทะเบียนท้องที่ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษเพื่อการนี้ ให้รัฐมนตรีกำหนดราคาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิดที่นำมาส่งมอบและชดใช้ให้ในราคาที่สมควร ภายในเวลาไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันส่งมอบ” ต่อมา ได้มีการตราพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๓๐ ก็บัญญัติการนิรโทษกรรมให้ผู้กระทำการอันเป็นความผิดตามกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมอีก และบัญญัติในมาตรา ๔ เพื่อนิรโทษกรรมในช่วงเวลาที่กำหนด(เก้าสิบวัน)และมีเงื่อนไขให้ผู้กระทำการอันเป็นความผิดตามกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวปฏิบัติให้ส่งมอบอาวุธปืนก่อนที่กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมจะมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์เช่นเดียวกันกับที่เคยกระทำมาแล้ว เมื่อครั้งตราพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ ๖)พ.ศ. ๒๕๑๘ “มาตรา ๔ ผู้ใดมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด นอกจากที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๕๕ ถ้าได้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิด ดังกล่าวมามอบให้นายทะเบียนท้องที่ ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ผู้กระทำความผิดที่ถูกจับกุมและอยู่ในระหว่างการสอบสวนหรือระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่นำมาส่งมอบตามวรรคหนึ่ง ทางราชการไม่จำต้องชดใช้ราคา” ดังนั้น เมื่อเราพิจารณาเปรียบเทียบบทบัญญัติของการตราบทเฉพาะกาลเพื่อนิรโทษกรรม ให้แก่ผู้กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ดังกล่าวข้างต้น กับบทบัญญัติมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ แล้ว ก็จะพบหลักการสำคัญในการนิรโทษกรรม รวมทั้งสิ้น ประการดังนี้ ประการที่ ๑ บทเฉพาะกาลที่เป็นการนิรโทษกรรม เป็นกำหนดเงื่อนเวลาในการบังคับใช้กฎหมายในช่วงรอยต่อเปลี่ยนผ่านจากกฎหมายเดิมไปสู่กฎหมายใหม่ เพื่อคุ้มครองบุคคลซึ่งอาจได้รับผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้นั้นตากการมีกฎหมาย และเปิดโอกาสให้บุคคลนั้นสามารถปรับตัวในการดำเนินการเข้าสู่กฎหมายใหม่อย่างถูกต้องสมบูรณ์ ประการที่ ๒ บทเฉพาะกาลดังกล่าวกำหนดกรอบเวลาในการให้บุคคลซึ่งอาจได้รับผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพจากการบังคับใช้กฎหมายใหม่ มีหน้าที่ต้องปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปเงื่อนไขตามที่กฎหมายได้กำหนด ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ ประการที่ ๓ ในช่วงเวลาที่กำหนดของบทเฉพาะกาล ซึ่งในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ ช่วงเวลาเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ(หลังจากการประกาศในราขกิจจานุเบกษา) คือ ในช่วงระหว่างวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๒ -วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ย่อมหมายความว่า ผลบังคับใช้กฎหมายคือ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ ยังไม่มีผลสมบูรณ์ในการบังคับใช้ ผลสมบูรณ์ที่จะบังคับใช้กฎหมายกับการกระทำที่เป็นการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๕ เฉพาะกัญชา จะเริ่มในวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ประการที่ ๔ ด้วยเหตุผลในประการที่ ๓ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ ยังไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายตามกฎหมายใหม่ได้ในช่วงเวลาระหว่างวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๒ -วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๒ และไม่สามารถนำบทบัญญัติที่เป็นโทษเกี่ยวการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอันเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๕ เฉพาะกัญชา ที่เคยบัญญัติในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาใช้บังคับก็ไม่สามารถทำได้ เพราะได้ถูกแก้ไขเพิ่มเติมไปแล้วโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ ประการที่ ๕ บุคคลผู้ได้รับการกระทบสิทธิและเสรีภาพสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทเฉพาะกาลที่เป็นการนิรโทษกรรมให้เป็นตามกฎหมายใหม่ ซึ่งในที่นี้คือ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ ๗ พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้ตลอดช่วงระหว่างระหว่างวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๒ -วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๒ และในช่วงเวลานี้สามารถผลิต ครอบครอง จำหน่ายจ่าย แจก เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้ ไม่ถือเป็นการกระทำผิดที่ต้องได้รับโทษ แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข คือต้องไปยื่นคำร้องขอต่อเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ภายในช่วงเวลาดังกล่าว ด้วยประเด็นข้อกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เข้าตรวจค้นและจับกุมบุคคลในมูลนิธิข้าวขวัญ ว่ามีการผลิต ครอบครอง จำหน่ายจ่ายแจก กัญชา ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๕ ที่ได้รับการนิรโทษกรรมการกระทำความผิดในช่วงระหว่างวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๒ -วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ซึ่งอยู่ในระหว่างการนิรโทษกรรมเป็นเวลาเก้าสิบวันตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ จึงเป็นการปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักการของกฎหมาย และเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของมาตรา ๒๒ ดังกล่าวข้างต้น เพราะการมีบทเฉพาะกาลดังกล่าวเป็นไปด้วยเงื่อนไขที่หลายฝ่ายก็เข้าใจอยู่ว่า ในช่วงเวลาระหว่างวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๒ -วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๒ เป็นช่วงเวลาของการนิรโทษกรรมไม่เอาผิดกับผู้ซึ่งมีไว้ในการครอบครองกัญชาในทุกกรณี ไม่ว่าจะมีไว้ในครอบครองเพื่อผลิต การค้า การจำหน่าย จ่ายแจก หรือกิจกรรมใด ไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการแพทย์ การรักษาผู้ป่วย การใช้รักษาโรคเฉพาะตัว การศึกษาวิจัย หรือเพื่อการใดๆ ซึ่งรวมถึงการมีไว้เพื่อสันทนาการ ก็ตาม ก็ได้รับประโยชน์จากบทนิรโทษกรรมดังกล่าวด้วย ที่จะต้องไม่มีความผิดใดๆ หากมีการปฏิบัติตามเงื่อนไข การไปแจ้งการครอบครองหรือมีไว้ต่อเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ตามที่กำหนดมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ ดังนั้น บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นบทเฉพาะกาลเพื่อนิรโทษกรรมการการกระทำความผิดในช่วงระหว่างที่กำหนดในช่วงระหว่างวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๒ -วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ซึ่งหมายความว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐจะดำเนินคดีกับผู้หนึ่งผู้ใดไม่ได้ในช่วงเวลาดังกล่าว จนกว่าจะพ้นเวลาที่กำหนด ๙๐ วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ ใช้บังคับ ซึ่งก็คือ พ้นวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๒ และเริ่มบังคับใช้กฎหมายได้เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒ เป็นต้นไป สำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตรา ๒๒ ดังกล่าว ดังนั้น เมื่อหลักการของกฎหมายเป็นไปดังกล่าว การกระทำของเจ้าหน้าที่ที่เข้าดำเนินการกับมูลนิธิขวัญข้าว จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักความชอบด้วยกฎหมายในสาระสำคัญของหลักนิติรัฐ คือหลักกฎหมายว่าด้วยความมาก่อนของกฎหมาย และการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องชอบด้วยกฎหมายและเป็นไปตามกฎหมาย เราไม่รู้ว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเกิดจากวัตถุประสงค์ใด แต่หากการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อกลั่นแกล้งให้บุคคลใดต้องรับผิดทางอาญา หรือเพื่อผลประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มผลประโยชน์ใดๆในการมีสิทธิเหนือ “กัญชา” เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้กระทำไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งคงต้องเตรียมตัวสำหรับการรับผลจากการกระทำตามบทบัญญัติมาตรา ๑๕๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา เอาไว้ด้วย