เกมซื้อเวลา

การเมือง29 ก.ย. 2566 • 16:00 น.
เกมซื้อเวลา

ถูกจับจ้องจับผิดในทุกฝีก้าวสำหรับรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน เพียงครึ่งเดือนของการเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจบริหารประเทศ ก็มีประเด็นปัญหาสารพัดสารพันที่เข้ามาท้าทายอดีตซีอีโอหมื่นล้าน ให้ต้องตั้งรับไม่เว้นแต่ละวัน เรียกว่าความวัวยังไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก

ทั้งเสียงวิจารณ์เรื่องค่าใช้จ่ายเหมาลำเครื่องบินเดินทางไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่สหรัฐอเมริกา  เรื่องฉาวในแวดวงสีกากี ที่นายกฯเศรษฐานั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน กตร. และล่าสุดการออกกฎห้ามให้ข่าวสื่อมวลชน เว้นผู้ที่ได้รับมอบหมายมีโทษฝ่าฝืนไล่ออก ปลดออก ที่แม้จะเร่งเครื่องออกมาตรการต่างๆ  ในการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งลดราคาพลังงาน และล่าสุดคือพักชำระหนี้เกษตรกร3ปี และวีซ่าฟรีให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีนและคาซัคสถาน แต่ก็เหมือนมรสุมข่าวเชิงลบ จะมากลบข่าวดี

กระนั้น ดูเหมือนรัฐบาลจะพยายาม “ตั้งกระดานการเมือง” ขึ้นมา ด้วยหมายใจว่าจะช่วยกู้วิกฤติศรัทธา ก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะเห็นได้ว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยพยายามที่จะชูประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ นับแต่ฉากแรกที่พลิกบทขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วน ที่ นายฯเศรษฐา แถลงต่อรัฐสภา โดยระบุว่า การแก้ไขจะไม่แตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์ และรัฐบาลจะหารือแนวทางการทำประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โดยผ่านไปครึ่งเดือน ยังอยู่ในขั้นตอนของการตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติที่มี “เดอะอ้วน”ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเท่านั้น ซึ่งการขับเคลื่อนประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านการตั้งคณะกรรมการฯขึ้นมานั้น ถูกวิจารณ์ว่า เป็นการซื้อเวลา เพื่อที่จะลดแรงเสียดทานให้มีการยุบสภา

แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น จะเป็นหมากบังคับ ไม่เพียงอ่านจากรหัสนัยจากคนในอย่าง “เดอะอ๋อย”จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย ส่งสัญญาณเตือนว่า ถ้าไม่ทำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง พรรคเพื่อไทยอาจจะหมดหน้าตักจริงๆ

และไม่เพียงเท่านั้น “จาตุรนต์” ยังออกแรงขับเคลื่อนคู่ขนานไปกับรัฐบาล โดยโพสต์ภาพการประชุมทีมส.ส.ของพรรคเพื่อไทยที่รับผิดชอบด้านกฎหมาย และการแก้รัฐธรรมนูญในสภาโดยมีชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นประธาน เพื่อกำหนดแนวทางการผลักดันร่างกฎหมายสำคัญๆที่หาเสียงไว้

ขณะที่อดีตคนในอย่าง “ตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ ก็มองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น สามารถแก้ได้เฉพาะการเลือกตั้งเท่านั้น เรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชนแก้ได้ยากมาก แต่มีกำหนดแนวทางจะเอา รัฐธรรมนูญปี  2540 มาเป็นตัวตั้งให้เกิดการแก้ไข

โดยที่ “ตู่”เชื่อว่า การแก้ รัฐธรรมนูญครั้งนี้คงนำร่องไปสู่เป้าหมายการเลือกตั้งจะชนะพรรคก้าวไกลได้อย่างไร โดยมีผู้รู้หลายคนบอกว่า มีวิธีเดียวคือ ต้องยกเลิก สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน หากไม่ทำแล้วคงไม่มีหนทางอื่นที่เพื่อไทยจะสู้ได้เลย

ขณะที่มีข้อสังเกตที่น่าสนใจจาก “ปรมาจารย์ด้านกฎหมาย” อย่าง วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่แม้จะไม่ได้ตอบรับเข้าร่วมเป็นกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติของรัฐบาลด้วย แต่ได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่า ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็ควรจะหลบหลีกการทำประชามติหลายครั้ง และเห็นด้วยกับแก้ไขเป็นรายมาตรา ทีละหลายๆ มาตราก็ได้ เพราะรัฐธรรมนูญห้ามไว้แต่เพียงว่าในกรณีที่เป็นการแก้ไขหมวด 1 ทั่วไป, หมวด 2 พระมหากษัตริย์ และหมวด 15 เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 

“วิษณุ” อธิบายว่าที่ต้องทำประชามติ เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 256 กำหนดไว้ แต่ถ้าแก้มาตรา 256 ว่าการแก้รัฐธรรมนูญไม่ต้องทำประชามติ ก็จะไม่ต้องทำประชามติ แต่การจะแก้หนแรกในเรื่องมาตรา 256 ต้องทำประชามติก่อน ถึงจะลบล้างเรื่องประชามติไปได้ 

“พอเสร็จวาระ 1-3 ก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป จะไม่ได้เจอเรื่องทำประชามติ แต่ถ้าแก้ตามแนวทางของรัฐบาลก็ต้องทำประชามติ ซึ่งก็คือ 1. คุณก็ต้องทำประชามติแก้ทั้งฉบับว่าเห็นด้วยหรือไม่ 2. ต้องตั้ง สสร. และ 3. ถ้า สสร. ต้องไปทำประชามติทั้งประเทศอีก ซึ่งการทำประชามติครั้งหนึ่งประมาณ 3 พันล้านบาท จึงต้องแก้ที่มาตรา 256 ซึ่งอาจไม่ผ่าน เพราะต้องผ่านความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เขาก็กลัวว่าจะไปแก้อะไรต่อมิอะไรกัน อย่างไรก็ตาม การทำประชามติควรทำอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ เริ่มแก้ไขและตอนจบที่จะไปประกาศใช้” วิษณุ ระบุ

ฟังเสียงของ“ภูมิธรรม” ระบุว่า ได้ให้กรอบแนวคิดการดำเนินการต่างๆ กับคณะกรรมการฯทราบทั้งหมดแล้ว พร้อมย้ำว่าหลักการของการร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกจะต้องจบภายใน 4 ปี เพื่อให้การเลือกตั้งสามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายใหม่ และจะยื่นขอทำประชามติให้เร็วที่สุด

“ภูมิธรรม” ยังระบุว่า หลักการที่พูดไว้แต่เดิมคือต้องมี สสร. แต่จะดำเนินการอย่างไรเพื่อลดขั้นตอน ก็จะทำอย่างนั้น

อย่างไรก็ตาม หากพิเคราะห์อย่างสังเคราะห์ ประการแรก เป็นหมากบังคับที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่แม้กระบวนการในการตั้งคณะกรรมการขึ้นมานั้น อาจถูกมองว่าซื้อเวลาให้กับรัฐบาลนั้น ทางหนึ่งก็ต้องยอมเปลืองตัว แต่อีกทางหนึ่งก็เพื่อยื้อเวลาให้สมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ หมดวาระ ด้วยอาจมีในหลายประเด็นที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจติดขัดในขั้นตอนของสมาชิกวุฒิสภา

ประการต่อมา หากพรรคเพื่อไทยจะตั้งสสร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ก็อาจมีความเสี่ยง เนื่องจากมีการเลือกตั้งสสร.ในบรรยากาศการเมืองไทยเช่นนี้ ที่คณะก้าวหน้าและพรรคก้าวไกลยังเลี้ยงกระแสชัยชนะในการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคมและการพลาดโอกาสจัดตั้งรัฐบาล  ที่ไม่อาจสามารถควบคุมได้ และอาจเปิดโอกาสให้  3 เกลอ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ปิยบุตร แสงกนกกุล และพรรณิการ์ วานิช ลงสู่สนามนี้ จึงต้องวัดใจว่าพรรคเพื่อไทยจะเสี่ยงหรือไม่

และประการสุดท้าย คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญรื้อระบบเลือกตั้งส.ส.โดยเฉพาะกติกาบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ รัฐบาลจะต้องเลี้ยงกระแสไปให้ได้ จนกว่าจะครบ 4 ปี