“ไชยันต์ ไชยพร” มองบริบท “การเมืองไทย” ผ่าน “เลือกตั้ง66” เปิดสูตร “ตั้งรัฐบาล”- “บิ๊กตู่-ทักษิณ” เกมนี้แพ้ไม่ได้ ?

การเมือง14 เม.ย. 2566 • 23:30 น.
“ไชยันต์ ไชยพร” มองบริบท “การเมืองไทย” ผ่าน “เลือกตั้ง66” เปิดสูตร “ตั้งรัฐบาล”- “บิ๊กตู่-ทักษิณ” เกมนี้แพ้ไม่ได้ ?

หมายเหตุ:  “ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร”  อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ “สยามรัฐ” วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม พรรคไหนจะชนะการเลือกตั้ง และใครจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เปิดสูตรตั้งรัฐบาลโอกาสที่ “เพื่อไทย” จะได้ตั้งรัฐบาลพรรคเดียวเป็นไปได้แค่ไหน

-การเลือกตั้งครั้งนี้มีความหมายอย่างไรบ้าง สำหรับบริบทการเมืองไทย

ความหมายที่สำคัญที่สุดสำหรับบริบทการเมืองไทยก็คือ เป็นการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลได้อย่างราบรื่นตามครรลองของประชาธิปไตยภายใต้กติการัฐธรรมนูญ  เรามีวิกฤติความจำเป็นที่ต้องยุติรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยการทำรัฐประหารในปี พ.ศ. 2557  เราเป็นประเทศที่มีการทำรัฐประหารมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และติดอันดับต้นๆของโลกในศตวรรษที่ 20

เพราะฉะนั้นหากการเลือกตั้งปีนี้นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และสามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้ ก็เท่ากับว่า ทุกอย่างดำเนินไปตามกลไกของรัฐธรรมนูญ และเมื่อจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว และรัฐบาลใหม่  และสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ สามารถปฏิบัติหน้าที่ไปได้จนถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ว่ารัฐบาลจะครบวาระ หรือยุบสภาตามหลักการก็ถือว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนของการลงหลักปักฐานให้เกิดประชาธิปไตยที่ตั้งมั่นขึ้นในประเทศไทย 

อยากให้มองจากมุมสูง คิดให้ยาวๆไกลๆไปถึงอนาคตของประชาธิปไตย และหวังว่าความจำเป็นที่ต้องมีรัฐประหาร และการเว้นวรรคระหว่าง พ.ศ. 2557-2562 จะเป็นปรากฎการณ์ครั้งสุดท้าย และเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่เป็นบทเรียนให้ทุกฝ่ายรู้จักประนีประนอม ไม่สุดโต่ง 

อีกมุมหนึ่ง การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีอีกความหมายหนึ่งสำหรับบริบทการเมืองไทย ซึ่งคราวนี้ไม่ได้มองแค่การมีการเลือกตั้งเฉยๆ แต่มองไปที่ผลการเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นตามมา สูตรแรก คือหากพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส. แบบแลนด์สไลด์ตามที่เพื่อไทยคาดไว้คือ 310 เสียง และรวมกับเสียงของพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งจนได้ 376 เสียงโดยไม่ต้องอาศัยเสียงของ ส.ว. เลย

จะเป็นปรากฎการณ์ที่ทำให้สภาผู้แทนราษฎรมีความเป็นอิสระในการสรรหานายกรัฐมนตรี โดยไม่ตกอยู่ภายใต้การลงคะแนนเสียงของ ส.ว. ที่รัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลที่บังคับใช้เป็นเวลา 5 ปี ปรากฎการณ์ดังกล่าวนี้ถือเป็นชัยชนะของเสียงข้างมาก ของประชาชนที่สะท้อนให้เห็นในชัยชนะแลนด์สไลด์ของเพื่อไทย ที่ทำให้บทเฉพาะกาลดังกล่าวไร้น้ำยาไปโดยปริยาย

และถือว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะกำหนดทิศทางอนาคตของการเมืองไทยต่อไปอีกยาวนาน และอาจจะนำมาซึ่งการปรับตัวของพรรคฝ่ายตรงข้ามพรรคเพื่อไทย ที่อาจจะจำเป็นต้องยุบและควบรวมเป็นพรรคเดียวกันสำหรับการแข่งขันเลือกตั้งในครั้งต่อไป และการเมืองไทยก็อาจจะก้าวเข้าสู่ระบบสองพรรคใหญ่ในที่สุด 

ขณะเดียวกัน ผลการเลือกตั้งครั้งนี้นำมาซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทยภายใต้เสียงของตัวเอง 310 เราจะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพความมั่นคงอย่างยิ่ง การอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจจะไม่ได้ต้องลุ้นจนตัวโก่งเหมือนสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกทั้งการก้าวไปสู่การออกกฎหมายนิรโทษกรรม หรือการขออภัยโทษให้ทักษิณ ชินวัตร ก็อาจจะเกิดขึ้นตามมา ซึ่งจะต่างจากการถวายฎีกาอภัยโทษโดยคนเสื้อแดงในปี 2552 หรือการพยายามออกกฎหมายนิรโทษกรรมโดย ส.ส. พรรคเพื่อไทยในปี 2556    เพราะการขออภัยโทษหรือการออกกฎหมายนิรโทษครั้งนี้ จะรวมไปถึงผู้ต้องหาคดีในปี 2556-2557 หรือแกนนำการชุมนุม กปปส. และผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนหนึ่งที่ต้องคดี ด้วย ซึ่งผู้ต้องหาเหล่านี้อยู่ตรงข้ามฝ่ายทักษิณ และจริงๆแล้ว จะรวมย้อนหลังไปถึงแกนนำพันธมิตร และผู้เข้าร่วมชุมนุมที่ต้องคดีด้วย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ลึกๆแล้ว ความต้องการได้รับอภัยโทษหรือนิรโทษของทุกฝ่ายมีอยู่จริงๆ เพียงแต่ฝ่ายตรงข้ามทักษิณ จะได้อภัยโทษหรือนิรโทษได้ ก็ต้องให้ทักษิณได้ก่อน จึงเป็นเงื่อนไขที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกสำหรับฝ่ายต่อต้านทักษิณ  หากฝ่ายต่อต้านทักษิณไม่ยอมรับการนิรโทษและอภัยโทษที่ต้องพ่วงทักษิณเข้าไปด้วย แต่รัฐบาลเพื่อไทยยังพยายามจะผลักดัน สมการการเมืองก็อาจจะกลับมาซ้ำรอยเดิมได้อีกครั้ง

แต่คราวนี้จะสับสนวุ่นวายมากกว่าที่ผ่านมา เพราะมีตัวแปรใหม่ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ 2563 คือ พวกกลุ่มทะลุอะไรต่างๆที่พุ่งเป้าไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์  ดังนั้น หากเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลด้วยเสียงเริ่มต้น 310 เสียง ควรพิจารณาการเดินหมากทางการเมืองในเรื่องนี้ให้รอบคอบกว่าที่ผ่านมา

สูตรที่สองคือ พรรคเพื่อไทยได้เสียงมาที่หนึ่ง และได้เกิน 250 หรือใกล้เคียง สูตรนี้ เพื่อไทยก็ยังได้เป็นรัฐบาล แต่จะถูกต่อรองจากพรรคพลังประชารัฐที่ถูกเข้าใจว่า มีสายสัมพันธ์กับ ส.ว. มากพอที่จะโน้มน้าวให้ ส.ว. เทคะแนนให้บุคคลที่เพื่อไทยและพลังประชารัฐต้องการให้เป็นนายกรัฐมนตรี  สูตรนี้ อำนาจในการขับเคลื่อนกฎหมายนิรโทษหรืออภัยโทษจะน้อยลง  แต่เพื่อไทยก็น่าจะรับได้ เพราะต้องการเป็นรัฐบาลยาวๆ โดยไม่ต้องสุ่มเสี่ยงกับการต่อต้านเรื่องนิรโทษ อภัยโทษ    

สูตรสาม คือ เพื่อไทยมาที่หนึ่ง แต่จำนวน ส.ส. ไม่ทิ้งห่างพรรคอื่นๆที่เป็นพรรคเด่นๆมากนัก สูตรนี้ บอกไม่ได้แน่ว่า พรรคใดจะเป็นแกนกลางในการรวมพรรคอื่นๆในการจัดตั้งรัฐบาล  และสูตรนี้อาจจะนำไปสู่การที่ไม่มีขั้วการเมืองใดสามารถรวมเสียงได้เกิน 250 เลยก็ได้  เมื่อไม่มีใครได้เกิน 250  ส.ว. ก็จะไม่ลงคะแนนให้ใคร เพราะยึดหลักการที่เคยประกาศไว้เมื่อปี 2562 ว่า จะลงให้พรรคที่สามารถรวมเสียง ส.ส. ได้เกิน 250 

การไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้จะนำไปสู่ความจำเป็นที่จะต้องหานายกรัฐมนตรีคนนอก ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดว่า จะต้องรวมเสียง ส.ส. ได้ 250 และไปยื่นกับวุฒิสภาเพื่อขอเปิดประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อลงมติให้ ส.ส. สามารถเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีนอกเหนือจากรายชื่อที่แต่ละพรรคได้เสนอไปในตอนสมัครรับเลือกตั้ง การที่มตินี้จะผ่านได้ก็ต้องได้เสียงจากสองสภารวมแล้ว 500 เสียง (สภาผู้แทนฯมี ส.ส. 500 วุฒิสภาขณะนี้มี ส.ว. 250)  เมื่อผ่านแล้ว ก็จะกลับไปที่สภาผู้แทนราษฎร  คราวนี้ พรรคการเมืองที่มี ส.ส. ตั้งแต่ 25 คนขึ้นไปสามารถเสนอบุคคลนอกบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีที่เคยมีการเสนอมาก่อน และถ้ามีเสียงสนับสนุนรวมสองสภาถึง 376 บุคคลนั้นก็จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่งการเสนอชื่อบุคคลจะเสนอชื่อตามบัญชีรายชื่อเดิมก็ได้  

แต่ถ้ามติไม่ผ่าน คือไม่ได้เสียงสนับสนุนถึง 500 ก็ไม่สามารถปลดล็อกให้มีการเสนอชื่อคนนอกบัญชีรายชื่อได้  และจะเข้าทางตันจริงๆ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้บอกไว้ว่า จะต้องทำอย่างไรต่อ เมื่อไม่มีบทบัญญัติไว้ รัฐธรรมนูญก็มีมาตรา 5 คือ ให้ใช้ประเพณีการปกครอง ซึ่งตามประเพณีการปกครองแบบรัฐสภาโดยทั่วไป มีทางออกสองกรณี นั่นคือ ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ หรือ ยอมให้มีรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ไม่ถึง 376 ได้  หรือยอมให้มีรัฐบาลแห่งชาติขึ้นก็ได้

-เราได้เห็นการจับขั้ว เปลี่ยนฝ่าย ของกลุ่มการเมืองที่วุ่นวายก่อนยุบสภา เป็นเพราะอะไร

อยากจะขอให้มองภาพสูงตามที่กล่าวไป ส่วนการจับขั้วย้ายข้างอันวุ่นวายนั้นเป็นภาพในรายละเอียด ซึ่งหากมองแล้ว อาจท้อแท้สิ้นหวังกับการเมืองและนักการเมือง ซึ่งปรากฎการณ์จับขั้วย้ายพรรค ตั้งพรรคใหม่ ที่เกิดขึ้นขณะนี้ ไม่ใช่ของใหม่ แต่เกิดขึ้นหลังจากที่มีพระราชบัญญัติพรรคการเมืองฉบับแรกในปี พ.ศ. 2498  ดังเห็นได้จากการแยกพรรค ย้ายพรรคที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2500 และการเลือกตั้งในปลายปีเดียวกันนั้น

ถ้าจะถามว่าเป็นเพราะอะไร คำตอบแรกก็คือ พรรคการเมืองไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีความเป็นสถาบัน ดังที่นักวิเคราะห์ฝรั่งคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า เป็นเรื่องปกติสำหรับพรรคการเมืองไทยโดยทั่วไปที่จะเกิดและดับไปโดยง่ายดาย พรรคการเมืองไทยมักจะรวมตัวกันอย่างง่ายๆและมีอายุสั้น อย่างเช่นในระหว่าง พ.ศ. 2522-2539 มีพรรคการเมืองไทยถึง 23 พรรค ลงแข่งขันในการเลือกตั้ง  และในจำนวนนั้น มีเพียง 10 พรรคเท่านั้นที่ยังคงอยู่ หลังจากการเลือกตั้ง  ต่อมาในการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2544  มีพรรคการเมืองลงเลือกตั้งถึงกว่า 30 พรรค  ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วพรรคการเมืองไทยจะแข่งขันในการเลือกตั้งไม่ถึง 3 ครั้ง หลังจากนั้นก็ปิดกิจการไป 

ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองเกือบครึ่ง (20 พรรค) ลงแข่งขันในการเลือกตั้งเพียงครั้งเดียว ส่วนคำตอบที่สองก็คือ การย้ายพรรค เลิกพรรค ตั้งพรรค นอกจากจะสะท้อนการขาดความเป็นสถาบันของพรรคการเมืองแล้ว ยังสะท้อนถึงการวิ่งเข้าหาผู้มีอำนาจ อิทธิพล ไม่ว่าจะเป็นอำนาจอิทธิพลทางการเงิน ทางการเมืองที่มีศักยภาพที่จะเป็นรัฐบาล         

อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่า ให้มองในมุมสูง มองอดีต ปัจจุบันและอนาคต และเปรียบเทียบกับประเทศที่ประชาธิปไตยตั้งมั่นแล้ว ซึ่งจะพบว่า นักการเมืองอังกฤษในศตวรรษที่ 18-19 ก็ย้ายข้างไปมาเป็นว่าเล่น แต่การเมืองอังกฤษก็เพิ่งมีกฎหมายพรรคการเมืองมาไม่นานนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่พรรคการเมืองของเขามีความเป็นสถาบันแล้วอีกต่างหาก  ดังนั้นในแง่หนึ่ง การมีกฎหมายพรรคการเมือง เพื่อหวังว่าจะให้เกิดความเป็นสถาบันของพรรคการเมือง ก็อาจจะช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ต้องรอเวลา   ดังนั้นการย้ายขั้ว เปลี่ยนข้าง เปลี่ยนพรรค ไม่ได้เกิดขึ้นในการเมืองไทยเท่านั้น แต่ยังเกิดในประเทศอื่นๆอีกด้วย เช่น บราซิล อิตาลี โรมาเนีย ยูเครน อินเดีย ฟิลิปปินส์ ดังนั้น ทำใจร่มๆ ทนๆไว้ มองให้ไกล

-โอกาสสำหรับ "ประชาชน-ภาคประชาชน" ที่จะส่งเสียงเรียกร้องไปยังนักการเมือง มีมากน้อยแค่ไหน

โอกาสส่งเสียงมีเยอะ แต่จะฟังมากน้อยแค่ไหน

-นิวโหวตเตอร์ คนรุ่นใหม่ คือโอกาสของ "พรรคการเมือง" ไหนบ้าง   

น่าจะพรรคเดียว คือ ก้าวไกล เพราะเขาสื่อสารผ่านทั้งโลกออนไลน์ และทั้งทางตัวเป็นๆมานาน อาจจะเป็นเพราะมองการณ์ไกลก็ได้ หรือไม่สามารถสื่อกับคนที่ไม่ใช่เด็ก

-เราจะได้เห็นปรากฏการณ์ทางการเมือง หลังการเลือกตั้งที่เปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ โดยเฉพาะกติกาใหม่ "บัตร2ใบ" และสูตร "หาร 100"   

เปลี่ยนมาก เพราะแต่ละพรรคไม่เหมือนเดิมเหมือนในปี 2562  ประชาชนจะตัดสินใจยากกว่ามาก  นอกจากแต่ละพรรคไม่เหมือนเดิมแล้ว พรรคที่ชอบ นายกฯที่ใช่ ผู้สมัครที่โอเค มันสลับสับวุ่นวายกันไปหมด  โอกาสที่พรรคหลักๆจะได้ ส.ส. ไม่ต่างกันมากนักจะสูงมาก

-กระแส กระสุนในการเลือกตั้งรอบนี้ อะไรสำคัญมากกว่ากัน

บางพรรคไม่มีกระสุน กระแสเลยสำคัญ  บางพรรคไม่มีกระแสเลย เลยต้องเน้นที่กระสุนลูกเดียว (ลูกเดียวนี่ จริงๆต้องใช้หลายลูก)  บางพรรคได้ทั้งกระแส และกระสุน  และยิ่งมีบัตรตั้ง 2 ใบให้กา กระสุนจึงสำคัญกว่ากระแส

-การเลือกตั้งรอบนี้ ระหว่าง "ทักษิณ"กับ "บิ๊กตู่" ใครมีเดิมพันทางการเมืองมากกว่ากัน ชนิดที่เรียกว่า "แพ้ไม่ได้"      

ตอบได้เลยว่า ไม่มีใครมีเดิมพันทางการเมืองขนาดที่เรียกว่า แพ้ไม่ได้ เพราะหากทักษิณชนะ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะได้กลับบ้านอย่างสะดวก ยังมีอุปสรรคขั้นตอนอีกมาก เพียงแต่เขาจะรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจที่พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ได้ ส.ส. เป็นอันดับหนึ่งมาตลอดตั้งแต่การเลือกตั้ง 2544, 2548, 2549, 2550, 2554, 2562 และใน 6 ครั้งนี้ ได้ ส.ส. เกินครึ่งสภาผู้แทนฯ 2 ครั้ง และจัดตั้งรัฐบาลได้ 4 ครั้ง  และเขาจะรู้สึกพอใจกับเสียงสนับสนุนของพี่น้องประชาชน ที่ว่า ไม่ว่าเขาจะส่งใครมา ไม่ว่าจะเป็นน้องเขย น้องสาว หรือลูกสาว คนก็ยังสนับสนุนเพื่อไทย ไม่ต่างจากสมัยก่อนที่เขาว่ากันว่า ประชาธิปัตย์ส่งเสาไฟฟ้า คนก็เลือก      

คำว่าทักษิณแพ้ มีสองความหมาย ความหมายแรกคือ เพื่อไทยพลาดตำแหน่งได้แชมป์ ส.ส. มากที่สุด อันนี้ ทักษิณก็แค่เสียหน้า  ความหมายที่สองคือ ได้ตำแหน่งแชมป์แต่จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ อันนี้ ทักษิณเสียทั้งหน้าและเสียทั้งผลประโยชน์ต่างๆ และโอกาสที่นักการเมืองที่มีความสามารถสลับขั้วไปมาจะหาทางกลับไปอยู่กับฝ่ายรัฐบาลใหม่ในอนาคตก็มีสูง ความเป็นพรรคของเพื่อไทยจะไม่เสถียร แต่ก็ยังไม่ใช่เร็วๆนี้ จึงไม่ได้เป็นความสูญเสียมากมายอะไรสำหรับทักษิณในสภาพที่เป็นอยู่ขณะนี้ 

ส่วน บิ๊กตู่ นั้น ถ้าแพ้ก็แค่เลิกเล่นการเมือง อยู่บ้านเลี้ยงหลาน ไม่ได้บิ๊กดีล(เรื่องใหญ่)อะไร เพราะอยู่มานานมาก และตัวพล.อ.ประยุทธ์ ก็รู้สถานะของเองดีตอนที่เจอประเด็นเรื่อง 8 ปี  อีกทั้ง ก็ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพโดยเริ่มต้น  ส่วนเรื่องการถูกเช็กบิลเรื่องทำรัฐประหารนั้น บอกได้เลยว่า ยากพอๆกับที่จะนิรโทษ หรืออภัยโทษทักษิณ