“สุทิน คลังแสง” เปิดภารกิจ “ฝ่ายค้าน” น็อก “รัฐบาล” กลางสภาฯ
หมายเหตุ : “สุทิน คลังแสง” ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์พิเศษ รายการ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ออกอากาศทางช่องยูทูบ Siamrath เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา โดยได้วิเคราะห์และระบุถึงการเตรียมความพร้อมของพรรคฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกรัฐมนตรี” และ “รัฐมนตรี” ในครม. ภายใต้ “ยุทธการเด็ดหัว สอยนั่งร้าน” มีสาระที่น่าสนใจดังนี้
- สำหรับญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านรอบนี้ ถ้อยคำข้อ กล่าวหาต่างๆ โดยเฉพาะกับตัวพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียกว่าดุเดือด เวลานี้ฝ่ายค้านมีความพร้อมหรือหลักฐานหมัดเด็ดอะไรที่จะน็อกนายกรัฐมนตรีกลางสภาฯ
เรื่องสำนวน เรื่องข้อกล่าวหาก่อน ก็คงหนัก แต่เราก็พยายามจะสะท้อนอารมณ์ของประชาชน สังคมให้มากที่สุด ส่วนว่าจะเห็นตรงกันหรือไม่ อีกเรื่องหนึ่ง แต่เท่าที่ฝ่ายค้านสดับรับฟังมาก็พยายามสะท้อน ส่วนว่าหลักฐานเด็ดน็อกหรือไม่น็อก ต้องเรียนว่าการจะน็อคนายกฯกลางสภาฯหรืออภิปรายแล้วมีการยกมือจนไม่ไว้วางใจจนคว่ำรัฐบาลได้นั้นมันไม่ง่าย เพราะมือของรัฐบาลมากกว่า
ทั่วโลกฝ่ายค้านอภิปรายแล้วยกมือไม่ค่อยคว่ำรัฐบาลในสภาฯได้หรอก แต่จะเกิดเหตุการณ์คว่ำก็หลังจากนั้น เช่นว่า หลังอภิปรายแล้ว เริ่มแล้ว ประชาชนเสื่อมศรัทธาแล้ว เชื่อข้อมูลฝ่ายค้านแล้ว สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นก็คือคงไม่ยกมือคว่ำกัน แต่ก็จะเห็นการแตกตัวออกจากพรรคร่วม อาจจะมีการถอนตัวบ้าง และแน่นอนที่สุดก็คือความเสื่อมมันก็จะเกิดแล้วก็ไปแพ้ในสนามเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็พูดง่ายๆว่าถ้าเป็นนักมวย มันก็มีชนะน็อกกับชนะคะแนน ไม่ชนะน็อกก็ชนะคะแนนขาดลอย อันนี้ฝ่ายค้านก็มองเป้าไว้สองเป้า
- เรามีความหวังบ้างหรือไม่ หลังจากที่ ได้เห็นตัวเลขการโหวตลงคะแนนร่างพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม ซึ่งพรรคเศรษฐกิจไทยออกมาประกาศเลยว่าโหวตให้กับร่างนี้ ในส่วนของตรงนี้เสียงของพรรคเศรษฐกิจไทยเป็นความหวังของฝ่ายค้านบ้างหรือไม่
ที่จริงเราก็ไม่ได้ตั้งความหวังกับใคร คนใดคนหนึ่ง เราก็คิดว่าทำให้ดีที่สุด อภิปรายดีที่สุดมีเหตุมีผลที่สุด มีหลักฐานที่สุด ผมเชื่อว่าวันหนึ่งพรรคเศรษฐกิจไทยก็คงจะมายกมือด้วย รวมทั้งพรรคอื่นๆไม่ใช่แค่พรรคเศรษฐกิจไทย ผมคิดว่าพรรคร่วมรัฐบาลวันนี้ก็คงต้องคิดหนัก เพราะว่าจะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง การจะไปยอมอวย การจะไปยอมอุ้ม การจะไปยอมเป็นนั่งร้าน ให้กับการกระทำที่ไม่ถูก แล้วประชาชนเดือดร้อน ผมคิดว่ามันเกิดขึ้นได้ ไม่เฉพาะพรรคเศรษฐกิจไทยเท่านั้น
-ในรอบนี้ พรรคฝ่ายค้านอภิปรายทั้ง “3 ป.” ตรงนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมาพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ติดโผมาทุกรอบ แต่รอบนี้ทำไมถึงติดโผ
การทำงานของรัฐบาลมาจะ 4 ปีแล้วในครั้งก่อนๆความผิดของแต่ละคนอาจจะไม่ชัด อาจจะยังไม่โผ่ แต่พอมันนานเข้า ความผิดสะสมออกมามันก็เริ่มเห็นชัดเป็นโพรง เราก็คงจะไม่ปล่อยให้คนใดคนหนึ่งลอยนวล เพราะฉะนั้นสังคมอาจจะเรียกร้องมาด้วยซ้ำไปว่าทำไมไม่อภิปรายพล.อ.ประวิตร ทำไมไม่อภิปรายคนนั้นคนนี้ โดยเฉพาะพล.อ.ประวัติ เพราะฉะนั้นคราวนี้เราก็ถือว่าเราจัดให้ ที่จัดไม่ได้จัดเพราะความเลื่อนลอย แต่มีเวลาที่มันสะสมความผิดที่มันสะสมชัด มันก็เห็นชัดขึ้น มันก็จำเป็นต้องทำ
- ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย มีชื่อของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรียกว่ากำลังเป็นประเด็นร้อน ในเรื่องกัญชา
ตรงนี้ที่ต้องพูดถึง ผมว่าเรื่องนี้เราจับกระแสสังคม สังคมก็เป็นห่วง สังคมเป็นห่วงเยอะ วันนี้มีความวิตกกัน โดยเฉพาะผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ เฉพาะฉะนั้นมันเป็นความผิดพลาด หรือจงใจผิดพลาด อันนี้ต้องพูดถึงอยู่พอสมควร เพราะว่ามันเป็นประเด็นที่สังคมวิตก
- เราได้ตรวจสอบบ้างหรือไม่ ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล เรียกว่ารู้เขารู้เรา ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล เขาแก้เกมกัน อย่างไร หลังจากที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติ ไปแล้ว
ผมเชื่อว่ามีการเช็กกันอยู่ แต่รัฐบาลก็ยังประเมินแล้วยังวิเคราะห์ผิด เพราะค่อนข้างมั่นใจ กระหยิ่มยิ้มย่องว่า ฝ่ายค้านทำอะไรไม่ได้ เพราะมือในสภาฯ ฝั่งรัฐบาลมากกว่า มือเยอะกว่าอยู่แล้วล้มไม่ได้ เราก็รู้ เราก็บอกเขาไปอย่างผมไปออกรายการหนึ่ง ผมก็บอกว่า ที่จริงรัฐบาลต้องคิดใหม่นะ แม้ว่าเราจะล้มคุณไม่ได้ เพราะว่าคุณมือเยอะกว่าแล้วคุณก็มีการบริหารจัดการมือ โดยวิธีพิเศษ เรารู้ ว่ารัฐบาลจะต้องพบกับความเสื่อมไปเรื่อยๆ ในอดีตที่ผ่านมา พวกเราล้มคุณไม่ได้ แต่รัฐบาลต้องสังเกตให้ดี จะรู้ว่า ความเสื่อมที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลมันเกิดขึ้นตลอด เสื่อมตรงไหน คุณก็ดูว่าในการเลือกตั้งซ่อม หลังๆ
แม้แต่การเลือกตั้งผู้ว่าฯกรุงเทพฯ ก็เป็นตัวชี้วัดว่าคุณไม่แพ้น็อกนะ แต่คุณแพ้คะแนน มาเรื่อยๆ แล้วเสื่อมมาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นวันนี้รัฐบาลอาจจะให้คิดว่าน็อกไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ แต่รัฐบาลลืมคิดไปว่า แล้วควรจะกลับมาได้อีกไหมคราวหน้า อันนี้รัฐบาลอาจจะลืมคิด เพราะฉะนั้น ถามว่าหลังจากยื่นญัติ ปฏิกิริยาเขาเป็นอย่างไร ก็พบว่ามีอาการกังวลร้อนรนอยู่ แต่ก็คงจะต้องสร้างเอกภาพ ในรัฐบาล ก็ไม่ว่ากัน มันเป็นวิถีทาง ตราบใดที่เราสู้กันตามกติกา
- พรรคฝ่ายค้านมีความกังวลในประเด็นที่จะมีส.ส.งูเห่าเพิ่มจำนวนมากขึ้นหรือไม่ ในการโหวตไม่ไว้วางใจ ที่อาจจะไปโหวตสนับสนุนนายกฯและรัฐมนตรี
ก็มีโอกาสเกิดขึ้น เพราะหนึ่ง เป็นช่วงปลายสมัยของสภาฯ ทุกครั้ง โดยธรรมชาติจะมีการโยกย้ายเปลี่ยนพรรคทุกครั้ง เพราะฉะนั้นวันนี้หลายคนอาจจะคิดโยก คิดย้าย คิดเปลี่ยน เมื่อเขารู้ว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหนอย่างไร และไม่อยู่ที่เดิมแล้ว ก็แน่นอนว่า พฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากพรรคเดิมก็จะเกิดขึ้น แต่เราเชื่อว่าอย่างไรเสีย ก็จะไม่มากจนผิดปกติ จะเป็นเกณฑ์ปกติ อย่างเช่นพรรค เพื่อไทยคราวที่แล้วก็ 5 คน 10 คนผมถือว่าธรรมดา ก็จะมีคนที่ออกไปอย่างนั้น แต่ก็จะมีคนย้อนกลับมา ก็คือเราก็มีทั้งขาออกและขาเข้า
- มีข้อสังเกตอีกด้านหนึ่งมองว่าการที่ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ อาจจะกลายเป็นการเปิดทางให้บางพรรค บางกลุ่มการเมือง ใช้เป็นโอกาสต่อรองผลประโยชน์เพื่อแลกกับการยกมือโหวต
มันเป็นความจริงที่หลีกหนีไม่พ้น เราก็รู้สึกอย่างนั้นอยู่ ผมเองก็ซึ่งเป็นคนทำเรื่องนี้ เราก็รู้สึกว่าในขณะที่เรากำลังขะมักเขม้นที่จะต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้น ในขณะที่เราจะต้องลงแส้ กับรัฐบาลอย่างหนักมันก็เป็นโอกาสให้คนกลุ่มหนึ่ง เป็นช่วงทำมาหากิน ก็เอาสถานการณ์นี้ไปต่อรองให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ ซึ่งห้ามไปไม่ได้ เป็นสถานการณ์ที่ต้องยอมรับว่ามันไม่อยากให้เกิด แต่ก็เจ็บปวดสำหรับพวกเราที่ทำงาน สำหรับคนซึ่งเตะหมู ก็เจ็บปวด
-เรารวบรวมหลักฐาน เป็นฝ่ายตรวจสอบ ทำหน้าที่แต่สุดท้ายแล้ว รัฐบาลก็ยังอยู่เหมือนเดิม เสียงก็ยังอยู่ครบ คนที่เราคิดว่าจะมาโหวตให้ก็ไม่โหวตอีก ตรงนี้ ยอมรับว่าเจ็บปวด แต่ว่ามีการคิด หรือว่ามองหรือไม่ว่า สุดท้ายแล้วจะมีรัฐมนตรีคนไหน หรือว่าเป็นเป้าที่เราเล็งเอาไว้จะได้คะแนนน้อยกว่าคนอื่นๆ จนกระทั่งอยู่ไม่ได้
ขอตอบคำถามตอนแรกก่อน ที่บอกว่าความเจ็บปวดว่าเราทำเต็มที่แล้ว รัฐบาลยังไม่ไปไหนยังอยู่เหมือนเดิม ล้มก็ไม่ได้ จริงๆแล้วเราก็มีความภูมิใจนะ ก็ไม่ถึงกับเจ็บปวด อีกมุมหนึ่งที่เราภูมิใจว่า เราทำเต็มที่แม้ ล้มก็ไม่ได้ แต่มันเกิดประโยชน์กับประชาชน คือ ฝ่ายค้านที่ทำงานอย่างเข้มแข็ง จะทำให้รัฐบาลไม่เหลิง ไม่ประมาทเลินเล่อ ไม่ชะล่าใจหรือไม่คะนองใจ ที่จะไปทำอะไรที่ตามใจตัวเอง แล้วก็ตรงกันข้าม ทำให้เขาต้องปรับปรุงประสิทธิภาพของเขาเอง เพื่อเอาชนะกับฝ่ายค้าน เพราะฉะนั้นผลประโยชน์จะตกไปอยู่กับประชาชน อันนี้คือความภูมิใจของเรา
ประการต่อมาคือความภูมิใจ ผลงานที่เราคิดว่ามันจะเกิดขึ้นก็คือแม้น็อกไม่ได้ ผมเชื่อว่าความเสื่อมมันเกิดขึ้นกับรัฐบาล ในสนามเลือกตั้งที่จะมาถึง เราอาจจะได้ผลประโยชน์ อาจจะเก็บเกี่ยวมรรคผลจากการทำงานของเรามา 4 ปี ทีนี้เก็งไปอยู่ว่า รัฐมนตรีท่านใดที่เป็นเป้า ก็มีเกือบทุกคน ที่เราต้องอภิปราย บางคนก็มองว่าเราไร้เดียงสาเหมือนกัน ทำไมอภิปรายตั้งเยอะ ตั้ง 11 คน ทำไมไม่เอาคนเดียวเลย ถ้าคิดมุมการเมืองอย่างเดียว เราต้องเอานายกฯคนเดียว ก็ส่งผลได้ทั้งคณะ ถ้าคิดเฉพาะมุมการเมือง
แต่เราคิดว่าเป็นการตรวจสอบที่ตรงไปตรงมามีคุณภาพ คือ ใครทำผิด เราปล่อยให้ลอยนวลไม่ได้ จะ 20 คนก็ต้อง อภิปรายฯ ปล่อยให้ลอยนวลไม่ได้ ก็ต้องทำ เมื่อถามว่ามีใครบ้าง ก็เข้าเกณฑ์ทุกคน แต่บางคนก็คนละข้อหาไป บางคนก็เป็นเรื่องทุจริตตรงๆ บางคนก็ขาดจริยธรรม บางคนก็เป็นความผิดพลาดที่มันไว้ใจให้ทำงานต่อไม่ได้ เพราะฉะนั้นในการอภิปรายยุคใหม่จะแตกต่างจากยุคก่อน คอการเมือง ยุคอื่นๆคือ พอมีอภิปรายไม่ไว้วางใจใจทุกครั้งจะต้องมีเรื่องเซอร์ไพรส์ออกมา เปิดปั๊บชกสนั่นเมืองนั่นคืออดีต แต่ปัจจุบันนี้มันไม่ได้ เพราะว่าสังคมโซเชียล โลกโซเชียล โลกข่าวสาร มันไปถึงกันหมด เกิดอะไรขึ้นที่ไหนคนรู้หมด ใครมีโทรศัพท์มือถือเป็นผู้สื่อข่าวหมด เพราะฉะนั้นมันไม่มีความลับ มันไม่มีอะไรต้องเซอร์ไพรส์เพราะฉะนั้นเปิดออกมาอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ เรื่องเก่า แต่ว่ามันอาจจะมีพัฒนาการลึกแบบที่เราคิดเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นน็อกได้ไหม ผมยังบอกว่าเขาว่า ยุคใหม่แพ้น็อคไม่ได้ ก็ชนะคะแนนขาดลอย คาดว่ารัฐมนตรีก็มีหลายคนที่โดน ที่คิดว่าสังคมรับไม่ได้
-บรรยากาศภายนอกสภาฯ จะเอื้อต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือไม่ ทั้งปัญหาค่าครองชีพ การเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชน หรือม็อบทะลุแก๊ส ที่มีความรุนแรงมากขึ้น
แน่นอนการอภิปรายของเรา เราไม่ได้คิดว่าเราอยากจะอภิปรายก็อภิปราย เพื่อสนองความต้องการของตัวเอง แต่มาจากปัญหาทางสังคม มาจากการสะท้อนของสังคม ประชาชนเดือดร้อน ประชาชนบ่น ประชาชนอยากให้เราลงแส้ ประชาชนอยากให้เราปลด เราก็ต้องทำตามนั้น เพราะฉะนั้นมันก็สอดคล้องต้องกันกับความเคลื่อนไหวทางสังคมอยู่ดี
ซึ่งอันนี้เป็นตัวชี้วัดว่าสิ่งที่เราทำ มันไม่ได้ทำเพราะเราคนเดียว ภาคประชาชนเขาก็แสดงออกเช่นเดียวกับเรา ทีนี้ผลมันจะเกิดอย่างไร มันก็อาจจะเป็นการอภิปรายคู่ขนาน โดยบังเอิญ เช่นในสภาฯเราก็อาจจะว่าเต็มที่ ข้างนอกเขาก็อาจจะว่าของเขาไปเต็มที่ ซึ่งมันก็จะส่งผลเป็นแรงกดดัน เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตระหนักมากขึ้นกว่าเดิม ว่าครั้งนี้ไม่เฉพาะในสภาฯนะ นอกสภาฯก็พูดนะ เพราะฉะนั้นระดับสำนึกคุณจะต้องตรวจเช็กตัวเองแล้วว่ามันจะเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว