เรื่องจากปก/นสพ.สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์... เกลือจิ้มเกลือ

การเมือง6 มิ.ย. 2560 • 08:04 น.
เรื่องจากปก/นสพ.สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์...    เกลือจิ้มเกลือ
เรื่องจากปก เกลือจิ้มเกลือ ลมปราณแตกซ่านกันไปทั่วทั้งยุทธภพการเมือง หลัง “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ส่ง “ปริศนาฟ้าแลบ” 4 ข้อ ฝ่า “ค่ายกล” ของฝ่ายการเมืองตีโอบเขาอยู่ หัสเดิมหากไล่เรียงความย้อนหลัง จะเห็นจังหวะที่ผลัดกัน “รุก-รับ”ทางการเมืองอยู่ ไล่มาจาก “บิ๊กตู่”ชิงจังหวะแหวกม่านควันระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในวาระครบรอบ 3 ปี คสช. ด้วยการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับเหตุระเบิดโยงไปถึงเรื่องการเลือกตั้งว่า “ระยะเวลาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ก็ยังเป็นไปตามนั้นทุกอย่าง เว้นแต่บ้านเมืองไม่สงบ” บทสัมภาษณ์ดังกล่าวถูกแปลไทยเป็นไทยว่า หากไม่สงบก็จะไม่มีการเลือกตั้ง ส่งผลให้บรรดาขาประจำและขาจรทั้งหลายพร้อมใจกันดาหน้าออกมาคัดค้านเกมยื้ออำนาจ พร้อมกับเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งตามโรดแมป เมื่อฝ่ายการเมืองทั้งซีกซ้าย ซีกขวา “ปรองดองแบบเฉียบพลัน” หันมาปะ ฉะ ดะ กับคสช. “บิ๊กตู่” จึงต้องใช้กลยุทธ์ “เกลือจิ้มเกลือ” แทนที่จะปล่อยให้นักการเมืองที่อ้างว่าเป็นตัวแทนประชาชน กดดันฝ่ายเดียว ก็ศอกกลับไปบ้าง โดยส่งสัญญาณถึง “ประชาชนตัวจริงเสียงจริง” เสียเลยว่า ที่แท้แล้วคิดอย่างไรกับการเลือกตั้งกันแน่ โดยฝากคำถามถึงประชาชน ผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชา” 4 ข้อ 1.ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มี ธรรมาภิบาลหรือไม่ 2.หากไม่ได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล จะทำอย่างไร 3.การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง ของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวไม่คำนึงถึงเรื่องอนาคตของประเทศและเรื่องอื่นๆ เช่น ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่นั้นถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง และ4.ท่านคิดว่ากลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณีควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาอีกแล้วจะให้ใครแก้ไขและแก้ไขด้วยวิธีอะไร เจอไม้นี้เข้า ก็ดูเหมือนจะยิ่งทำให้สถานการณ์การเมืองยิ่งร้อนแรงกว่าเดิม เพราะฝ่ายการเมืองรู้สึกเหมือนถูก “ตีแสกหน้า” จากเนื้อหาในคำถาม จึงผลักให้ฝ่ายการเมืองรวมตัวกันสาดสรรพอาวุธหนักประเคนใส่นายกฯกันอย่างดุเดือด “พล.อ.ประยุทธ์ นอกจากถามนำและชี้นำแล้วยังเป็นการตั้งข้อสงสัยต่อรัฐธรรมนูญของตนเอง และแสดงความฝักใฝ่เสพติดการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ โดยหวังว่า ประชาชนจะเรียกร้องให้ตนเองมีอำนาจเบ็ดเสร็จต่อเนื่องไป อีกนานๆ”จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุ ขณะที่ องอาจ คล้ามไพบูลย์ จากป้อมค่ายพรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมาดักคอว่า เราคงคาดหวังไม่ได้ว่าจะได้คำตอบที่ตรงไปตรงมาน่าเชื่อถือ แต่น่าจะได้คำตอบที่ถูกใจนายกฯมากกว่า เพราะคำถามมีลักษณะชี้นำโน้มเอียงหวังโน้มน้าวให้ได้รับคำตอบตามที่ผู้ถามต้องการมากกว่าจะได้รับคำตอบที่แท้จริง “ดูจากคำถามแล้วรู้สึกว่านายกฯจะวิตกกังวลว่ารัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะไม่มีธรรมาภิบาล นายกฯไม่ควรวิตกกังวล ควรปล่อยให้ประชาชนกำหนดอนาคตของตัวเอง ไม่ควรมีใครทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดีชี้นำประชาชน ถ้าได้รัฐบาลไม่เหมาะสมก็มีกลไกต่างๆมากมายที่ท่านมีส่วนกำหนดขึ้นจัดการได้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ อย่าถือเอาอำนาจที่มีอยู่ในปัจจุบันไปวิตกกังวลหรือตัดสินใจแทนประชาชนล่วงหน้า ไม่ว่านายกฯจะมีเจตนาดีอย่างไรในการตั้งคำถาม แต่ตัวคำถาม และกระบวนการได้มาซึ่งคำตอบก็ไม่อยู่บนพื้นฐานของความชอบธรรมความน่าเชื่อถือ แต่กลับทำให้ถูกมองได้ว่าชี้นำ ทำการสร้างกระแสเพื่อให้มีเงื่อนไขในการสืบทอดอำนาจ” แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ฝ่ายที่ออกมารุมกินโต๊ะ “บิ๊กตู่” ยังมีเสียงออกมาจากปีกของแม่น้ำ 5 สายที่ออกมาเป็นกำแพงพิงหลัง สนับสนุนแนวทางของ “บิ๊กตู่” ทั้ง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือกรธ.ที่เห็นว่า การตั้งคำถามของนายกฯว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและตอบโจทย์ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนด คือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมต่อการเสนอความเห็นในประเด็นที่สำคัญของบ้านเมือง ทั้ง 4 ข้อ ไม่ใช่การสะท้อนความต้องการของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการอยู่ต่อหรือขยายเวลาการบริหารราชการแผ่นดินตามที่สังคมเข้าใจแบบผิด ๆ แต่เป็นการหาคำตอบจากประชาชนเพื่อนำมาบัญญัติไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องหากประชาชนเห็นว่าประเด็นพฤติกรรมของนักการเมืองหรือการเข้าสู่ตำแหน่งต้องมีความเข้มงวด สามารถนำมาเขียนในกฎหมายที่อยู่ในชั้นการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ได้เพื่อให้เกิดมาตรการที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ขณะที่ อลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือสปท. ที่ก็ออกมาปกป้องนายกฯและตอบโต้กลับฝ่ายการเมืองกลับอย่างเผ็ดร้อนว่า นายกฯตั้ง 4 คำถามเพราะห่วงใยอนาคตประเทศ “ถ้าดูผลสำรวจโพลต่างๆ สะท้อนความรู้สึกประชาชนถึงความไม่ไว้วางใจนักการเมือง ที่ได้เรตติ้งต่ำกว่าทุกอาชีพ เพราะมีนักการเมืองบางกลุ่มที่เสียงดัง ยังเล่นการเมืองแบบเดิมๆ มองอะไรสุดโต่งด้านเดียว เก่งแต่ตำหนิติเตียน บางคนลืมส่องกระจกดูตัวเอง ถึงกับสอนสั่งเรื่องธรรมาภิบาล แต่ตัวเองติดคดีคอร์รัปชันสมัยเป็นรัฐมนตรี ใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือเพื่อได้มาซึ่งอำนาจแล้วมาทุจริต แบ่งประชาชนเป็นฝักฝ่าย จนประชาธิปไตยไปไม่รอด ที่น่าห่วง คือ ตลอด 3 ปี ยังไม่สำนึก ยังมีพฤติกรรมเหมือน 10 ปี ก่อน แล้วประเทศจะฝากความหวังกับนักการเมืองพวกนี้ได้อย่างไร” ส่วน “บิ๊กตู่”เอง ก็ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า เขาถามประชาชน ไม่ได้ถามนักการเมือง เพราะฉะนั้นที่นักการเมืองถามกลับมา เขาไม่สนใจ ที่ผ่านมาถูกโจมตีทุกวัน จึงต้องถามกลับแค่นั้นเอง พร้อมทั้งเคลียร์ประเด็นเรื่องต้องการอยู่ต่อว่า “ถ้าอยากอยู่ต่อผมต้องถามว่า ต้องการเลือกตั้งหรือไม่ แต่ผมไม่ได้ถาม เมื่อไม่ได้ถามก็อย่าไปตีความ แต่ผมถามว่าถ้าเกิดปัญหาในวันหน้าาจะแก้ไขอย่างไร หรือต้องเรียกทหารออกมาปฏิวัติอีก คุณจะเอาอะไาจะแก้ไขอย่างไร หรือต้องเรียกทหารออกมาปฏิวัติอีก คุณจะเอาอะไรกับผม” อย่างไรก็ตาม หลังจากถูกสื่อมวลชนจี้ถามเรื่องคำถาม 4 ข้อมากๆเข้า นายกฯก็ประกาศงดให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ คล้ายจะต้องการผ่อนคลายความร้อนแรงของสถานการณ์ขณะนี้ลงไปชั่วคราว กระนั้น ก็อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า การพักยกของ “บิ๊กตู่” จะหมายถึงการถอยทัพ เพราะต้องรอดูสถานการณ์ต่อไป เมื่อกระทรวงมหาดไทยรับลูกด้วยการเรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศเพื่อคำถาม 4 ข้อแล้ว คสช.ก็จะพ้นจากภาวะโดดเดี่ยวผู้น่ารัก เพราะมี “ผนังทองแดง กำแพงเหล็ก” นั่นก็คือ ประชาชน ที่เปรียบดั่ง “เสียงสวรรค์” นั่นหมายความว่า การตั้งคำถาม 4 ข้อของ “บิ๊กตู่” ไม่ใช่การเผลอพูดหรือ “ปืนลั่น” แต่มีความตั้งใจและมีกระบวนการรองรับอย่างเป็นระบบ แม้จะมีความเป็นไปได้สูง ที่คำตอบของประชาชนผ่านศูนย์ดำรงธรรมจำนวนมากจะออกมาในลักษณะที่ไม่ต้องการให้รีบเลือกตั้ง แต่ฝ่ายการเมืองก็มีทางเลือกไม่มาก ที่จะต้องเข้ามาเล่นในกระดานการเมืองที่ “บิ๊กตู่”เป็นคนตั้ง โดยเล่นผ่านฐานเสียงจัดตั้งของฝ่ายการเมือง- ส่งคำตอบเข้าไปประลองกันที่ศูนย์ดำรงธรรม แม้เชื่อว่า จะไม่มีผลมากนัก ขณะเดียวกัน หากผลออกมาเป็นบวกกับคสช. ก็จะกระชากเรตติ้งรัฐบาล ที่ก่อนหน้านี้กำลังเจียนอยู่เจียนไปในสภาพขาลงขึ้นมาได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถหยิบมาใช้เป็นเงื่อนไข สนับสนุนให้ “บิ๊กตู่” มีความชอบธรรมในการอยู่ในอำนาจต่อไป อย่างที่ฝ่ายการเมืองพยายามตีปลาหน้าไซ ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้สุดท้ายจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตามโรดแมปได้ก็ตาม แต่ช็อตหลังเลือกตั้ง หาก “บิ๊กตู่”จะคัมแบ็ก ก็จะมีเหตุผลรองรับทันที สอดคล้องกับเสียงเชียร์มาแต่ไก่โห่ จาก สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่สนับสนุนให้ “บิ๊กตู่”เป็นนายกฯคนนอก หลังการเลือกตั้ง ถามว่า เมื่อถึงจุดนั้น แล้วฝ่ายการเมืองจะทำอะไรได้มากกว่า การร้องแรกแหกกระเฌอเช่นอย่างทุกวันนี้ ในขณะที่โมเดล 4 พรรคสู้ทหาร ของ พิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่จุดพลุออกมา ก็เป็นไปได้ยาก เมื่อต่างฝ่ายต่างยังตั้งแง่กันอยู่ แต่ที่แน่ๆ การเมืองแบบ “เกลือจิ้มเกลือ”นี้ ก็จะได้เห็นกันบ่อยขึ้น นับจากนี้