"จตุพร" สดุดีวีรชนทุกชีวิต รำลึกการต่อสู้ 13ปี เมษา-พฤษภา 53 ขอทวงความเป็นธรรม"คนเสื้อแดง"
วันที่ 10 เม.ย.66 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน โพสต์เพจเฟซบุ๊ก "Jatuporn Prompan - จตุพร พรหมพันธุ์" เรื่อง สดุดีวีรชนเมษา-พฤษภา 53 ผู้นำพาจิตวิญญาณและอุดมการณ์ “เมื่อลุกขึ้นสู้ ชีวิตจึงเป็นเรื่องเล็ก” ว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ในฐานะนักสู้ภาคประชาชนคนหนึ่ง ผู้ผ่านทางคราบน้ำตา หยดเลือดบาดเจ็บ และซากชีวิตสูญสิ้นจากการล้อมปราบของอำนาจรัฐทั้งเหตุการณ์พฤษภา 2535 และ 2553
แม้เหตุการณ์ผ่านเลยนับสิบปีหรือหลายสิบปีก็ตาม แต่ภาพชีวิตของนักสู้ยังไม่รางเลือนจากห้วงสำนึกทรงจำ ความรู้สึกอัดแน่นเจ็บปวด รวดร้าว แต่เขายังดำรงมั่นกับการต่อสู้บนถนน ตามความเชื่อแน่วแน่ที่วีรชนนำพามาสู่ “เมื่อลุกขึ้นสู้ ชีวิตและอิสรภาพมันเป็นเรื่องเล็กมาก” อย่างเป็นปกติและอยู่เสมอๆ
ทุกวันที่ 10 เมษายนของทุกปี เป็นวันครบรอบเหตุการณ์ 10 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งมีความตายนับร้อยชีวิต บาดเจ็บเรือนพัน และถูกคุมขังในเรือนจำอีกจำนวนมาก พี่น้องประชาชนนักสู้ในนาม “เสื้อแดง” ผู้สูญสิ้นอิสรภาพมาชุมนุมกันเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยแท้จริงของประชาชน กลับถูกล้อมปราบด้วยอาวุธสงครามของคนบ่งการบ้าคลั่ง
หลายชีวิตถูกสไนเปอร์ยิงที่หัว สมองกระจายสุดเหี้ยมอำมหิต และบนถนนมีเลือดนอง ส่วนผู้สั่งปราบ และฆ่าทิ้งกลางย่านเศรษฐกิจกรุงเทพแดนศิวิไลซ์ ยังลอยนวล ลอยหน้าลอยตาพ้นผิด แถมมีบารมีมากอำนาจพอกพูน และวันนี้ยังอยากจะมีต่อไปอีก
วันนี้ 10 เมษายน 2566 วันครบรอบ 13 ปีเหตุการณ์ 10 เมษายนถึง 19 พฤษภาคม 2553 นายจตุพร ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผู้มีฉากชีวิตร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่น้องประชาชน ได้รำลึกถึงและสดุดีวีรชนผู้สูญสิ้นชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้ไร้อิสรภาพถูกคุมขังในเรือนจำ
คำสดุดีของนายจตุพร เป็นประหนึ่งการย้อนทวนทวงหาความยุติธรรมให้กับคนตาย พร้อมประกาศยึดมั่นจิตวิญญาณการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างมั่นคง ไม่แปรเปลี่ยน แม้เวลาผ่านมาครบ 13 ปี มีนักสู้ร่วมเหตุการณ์หลายคนแยกย้ายไปตามวิถีชีวิตทางการเมืองของแต่ละคน แต่เขายังอยู่ในฐานะประชาชนตามเดิม
พร้อมย้ำสะท้อนความรู้สึกเจ็บปวดร้าวลึก ประหนึ่งคนอมเลือด แต่ยังจดจำคำวีรชนนำพาสู่จิตวิญญาณ “เมื่อลุกขึ้นสู้ ชีวิตจึงเป็นเรื่องเล็ก”...โดยคำรำลึก สดุดีวีรชน ถูกถ่ายทอดดังนี้
..............................
เวลาความเจ็บปวด ความสูญเสียผ่านไป 13 ปี ในเหตุการณ์ 10 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม 2553 พี่น้องร่วมเป็นร่วมตายในการต่อสู้กว่า 100 ชีวิต บาดเจ็บหลายพัน สูญสิ้นอิสรภาพนับไม่ถ้วน และมีชะตากรรมต่างๆ เกิดขึ้นมากมายในขณะที่ได้ร่วมต่อสู้กันมาจนถึงปัจจุบันนี้
สิ่งที่เราพูดกันมาตลอดว่า การต่อสู้ของคนเสื้อแดง และการต่อสู้ของภาคประชาชนไม่ว่าในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 รวมทั้ง พฤษภาคม 2535 หรือการชุมนุมในคืนใดของภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ ในช่วงกว่า 10 ปีนี้ก็ตาม นับตั้งแต่ประเทศไทยเคยมีมา การต่อสู้ของคนเสื้่อแดงมีความตายมากที่สุด สูญสิ้นอิสรภาพมากที่สุด ได้รับการสูญเสียมากที่สุด รวมทั้งได้รับความอยุติธรรมมากที่สุดด้วย
ผมเรียนกับพี่น้องว่า ในฐานะที่เราได้ร่วมต่อสู้ในเหตุการณ์นั้น นับเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครจะเปลี่ยนแปลงไปได้ หลายคนได้่รับชะตากรรมมากมาย ตายในเรือนจำและถูกขังเป็นเวลาหลายปีจำนวนมาก ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เข้าคุก ออกคุกมาแล้ว 5 ครั้งอันเป็นผลพวงจากการต่อสู้ และยังมีคดีเหลือยาวเป็นหางว่าว ผมเคยพูดให้หมู่มิตรทั้งหลายว่า ในวันที่เรามีความเจ็บปวด มีความท้อแท้ ให้นึกถึงพี่น้องเราที่อยู่ในเรือนจำ
อีกทั้งได้บอกกับพี่น้องในเรือนจำและบอกกับตัวเองทุกเวลาเมื่อขณะที่อยู่ในเรือนจำว่า แม้เราเจ็บปวด แต่ยังเจ็บน้อยกว่าพี่น้องที่เจ็บและตาย และที่เจ็บปวดมากกว่าคนที่เจ็บและตายคือ ญาติพี่น้องที่ยังเหลือชีวิตอยู่กับความทรงจำของคนในครอบครัวต้องไปตายจากการเรียกร้องประชาธิปไตย ผมพูดมาโดยตลอดว่า ไม่ว่าเหตุการณ์ใด หรือฝ่ายใดก็ตาม ไม่ควรจะต้องมีใครมาตาย ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือเจ้าหน้าที่รัฐก็ตาม
หลังจากเหตุการณ์ปี 2553 เราได้รัฐบาลที่เรามีความวาดหวังว่า กระบวนการประชาธิปไตยต่อไปนี้นั้นจะมีความแข็งแรงที่สุดและจะมีภูมิต้านทานมากที่สุด โดยมีประชาชนได้ต่อสู้บาดเจ็บล้มตายเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้
ยังมีความวาดหวังที่เป็นสัญญาใจที่ใหญ่กว่าสัญญาประชาคม ไม่ว่าเรื่องยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศหรือ ไอซีซี ก็ตาม ส่วนการเยียวยานั่นเป็นเพียงความสำเร็จเดียวที่ได้รับ การจะได้รัฐธรรมนูญซึ่งมาจากประชาชนอย่างแท้จริง พรรครัฐบาลคุมเสียงข้างมากในสภาก็ไม่กล้าที่จะโหวตในวาระสาม รวมกระทั้งการสร้างความแข็งแรงให้เกิดขึ้นกับประชาชน แต่ทุกอย่างมันเป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ตลอดระยะเวลาได้เป็นรัฐบาลร่วม 3 ปีนั้น ไม่กล้ายอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศเฉพาะเหตุการณ์ปี 2552-2553 เพียงแค่มีคนยื่นอำนาจเด็ดขาดว่า ถ้ายอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศจะยึดอำนาจ แต่ว่าท้ายที่สุดคนที่ออกมาเตือน เขาก็เป็นผู้ยึดอำนาจเสียเอง เราจึงไม่ได้อะไรจากความตาย ความสูญเสียทุกรูปแบบ
ผมมักบอกพี่น้องเสมอว่า เมื่อตัดสินใจเลือกที่จะต่อสู้ เราได้ยกอิสรภาพให้ ยกชีวิตให้ แปลความง่ายๆ คือ ไม่ตายก็ติดคุก และคำพูดนี้ยังดำรงอยู่จนถึงปัจจุจัน ผมเป็นคนหนึ่งที่พูดอย่างเดิมมาตลอดเวลา นับแต่ร่วมต่อสู้เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ตั้งแต่เป็นผู้ร่วมโฆษกเวทีปราศรัย แล้วเป็นผู้นำไม้สุดท้ายในวันที่ 19 พฤษภาคม 2535 ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งผ่านความตายตั้งแต่วันที่ 17-18 พฤษภาคม 2535 โดยยึดรามคำแหงเป็นเรือนตาย ใช้รามคำแหงเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของฝ่ายประชาชน และแล้วในวันเดียวกันนั้น คือ 19 พฤษภาคม 2553 ต้องกล่าวยุติการชุมนุม เมื่อทนเห็นความตายของพี่น้องอีกต่อไปไม่ไหว เพราะคนที่อยู่หน้าเวทีแยกราชประสงค์พร้อมจะพลีชีพกันทั้งหมด
เราได้ต่อสู้ในเรื่องราวต่างๆ และเรามีชีวิตเหลืออยู่หลังจากนั้นมา เราต้องทวงความยุุติธรรมให้กับคนที่ตาย ไม่ว่าไปทำหน้าที่ปลุกปลอบหัวใจพี่น้องประชาชน หลังจากเหตุการณ์นั้นเพื่อนเราจำนวนหนึ่งอยู่ในเรือนจำ อีกจำนวนหนึ่งหลบลี้หนีภัยท่ามกลางความหวาดผวากับความตายที่ปรากฎซึ้งหน้า
ความตายที่เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ว่าที่จุดใด ผมและเพื่อนพ้องที่เหลืออยู่ เราก็ไป ณ จุดนั้น แถลงข่าว ปราศรัย ซึ่งถูกยื่นถอนประกันททุกสัปดาห์ แล้วท้ายที่สุดมาถึงการสูญสิ้นอิสรภาพถูกจับขังคุก นอกจากนั้นผมได้อภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎรสองครั้ง โดยครั้งที่สองยืนพูดตั้งแต่สี่ทุ่มถึงตีสอง ตอนเช้าก็ฟาดฟันกันต่อเพื่อทวงความยุติธรรมให้กับคนที่ตาย
ตลอดระยะเวลา 13 ปีมานี้ มีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ใครจะเชื่อตามวิถีทางการเมืองอย่างไรก็ตาม ผมเองนั้นอาจโชคร้ายที่อยู่ในเหตุการณ์และใกล้ชิดกับข้อเท็จจริง ซึ่งบางเรื่องหรือหลากหลายเรื่อง ผมพูดมาตลอดว่า ต้องกลืนเลือดไว้ตลอดระยะเวลา จนกระทั่งสำลักเลือดออกมานั้น
ในชีวิตของผม ทั้งสองเหตุการณ์ปี 2535 และปี 2553 นั้น มีคนตายผ่านตา ผ่านความรู้สึกร่วม 200 ชีวิต บาดเจ็บหลายพัน และสูญสิ้นอิสรภาพนับไม่ถ้วน ในปัจจุบันนี้บางคนยังอยู่ในเรือนจำ เพราะฉะนั้น ครบรอบ 13 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่มากความสัมพันธ์ยาวนาน จึงเป็นเรื่องความรู้สึก ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่ร่วมกันต่อสู้นั้น ไม่มีใครจะตำหนิอะไรกันได้ในระหว่างการต่อสู้
ปัจจุบันนี้หลายคนอาจมีความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกันไป ผมพูดเสมอว่าเป็นเรื่องความรับผิดชอบของบุคคลนั้นๆ มาครั้งนี้ผมพูดชัดเจนว่า ผมอยู่ในฐานะประชาชน ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด ทั้งในนิตินัยซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะพ้นโทษมาไม่ถึง 10 ปี และโดยพฤตินัยก็ไม่ได้ไปช่วยพรรคการเมืองใด อยู่ในฐานะประชาชนและมีความวาดหวังว่า ประเทศนี้จะมีการเปลี่ยนแปลง ประเทศนี้เราจะมีรัฐธรรมนูญโดยประชาชน ประเทศนี้เราจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง อย่างน้อยในชีวิตนี้จะได้เห็นสักครั้งหนึ่ง หรือวันหนึ่ง แต่ทั้งหมดมันก็เป็นความคาดหวัง
ผมมักพูดเสมอว่า เราเดินมาตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งในวัยท้ายๆ ของชีวิต ผมไม่ได้มีความอีนังขังขอบกับความรู้สึกหรือคำตำหนิหรือคำสรรเสริญเยินยอ เราได้ผ่านเส้นทางนี้มายาวนาน มีความหวังเดียวคือว่า ประชาชนจะเป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตยที่แท้จริงกันได้อย่างไร
ผมเห็นทั้งสองเหตุการณ์นี้ในชั่วชีวิตผม ว่าท้ายที่สุดของแต่ละเหตุการณ์ที่เหลืออยู่กับความทรงจำและความเจ็บปวด ปีแรกๆ คนอาจจะเหลือความทรงจำอยู่เป็นจำนวนมาก ปีต่อมาก็ลดลงตามลำดับ และท้ายที่สุดก็เหลือแต่คนที่เป็นญาติ แต่เจตนารมณ์การต่อสู้ยังดำรงอยู่ ไม่ว่าใครจะอยู่ในบริบทไหน แต่การต่อสู้นั้นเปลี่ยนแปลงไปไม่ได้
เพราะฉะนันครบรอบ 13 ปีในวันนี้ ผมเองก็เลือกใช้วิธีแยกย้ายกันไปทำบุญ ซึ่งได้ทำมาก่อนล่วงหน้าเป็นปกติอยู่แล้ว ในฐานะเราเป็นคนพุทธก็ทำหน้าที่อุทิศส่วนกุศลให้กับวีรชนผู้ล่วงลับจากการต่อสู้ก็ทำหน้าที่นี้กันทุกปี แม้บางปีอยู่ในเรือนจำก็จะมีรูปแบบวิธี และนานๆ สักครั้งเรือนจำจะจัดให้พระเข้ามาบิณฑบาตร โดยสิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้คือการอุทิศส่วนกุศลให้กับวีรชนผู้ล่วงลับในการต่อสู้ เช่นเดียนวกับการปฏิบัติธรรมในบางช่วงบางครั้งของการเข้าไปอยู่ในเรือนจำไม่เคยขาดแม้วันเดียวตามสถานการณ์ที่เอื้ออำนวยและสามารถจัดการกันได้ เราอยู่กับความเจ็บปวด อยู่กับความสูญเสีย แน่นอนไม่มีใครจะร้าวรานจากการต่อสู้มากไปกว่าประชาชน เพราะฉะนั้น ผมเองก็อยู่ในบริบทหนึ่งของคนที่ผ่านทางในการต่อสู้มา
เรียนย้ำอีกครั้งว่า ใครจะมีความเชื่อทางการเมืองอย่างไร ย่อมเป็นสิทธิ์ ผมมีความเชื่อในภาคประชาชน ในวันนี้ทุกเรื่อง ทุกคำพูดที่เคยพูดกันเอาไว้ในแต่ละเหตุการณ์ตลอดชีวิตของผมก็ยังเป็นเช่นนั้น และมีความวาดหวังกันว่า บ้านเมืองจะได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น ผมจึงใช้รูปแบบการพูดผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียไปยังพี่น้องประชาชน ในฐานะคนๆ หนึ่งที่ได้ร่วมต่อสู้ ร่วมเป็นร่วมตายกับพี่น้องทุกคน
ขอสดุดีวีรชนทุกชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้สูญสิ้นอิสรภาพทุกชีวิตว่า ท่านคือพลังแห่งความเปลี่ยนแปลง ท่านนำพาสู่คำว่า ประชาชนเมื่อลุกขึ้นสู้แล้ว ชีวิตมันเป็นเรื่องเล็ก จุดยืนอุดมการณ์ จิตวิญญาณมันเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องคนที่ผ่านในกระบวนการต่อสู้นี้ไม่มีวันลืม เราทำในฐานะประชาชนเพราะฉะนั้นเรื่องราวต่างๆ มันมีความเจ็บปวดผ่านกันมามากมาย แต่เราก็ต้องอยู่กันด้วยความหวัง แม้ความหวังริบหรี่ แต่เราต้องไม่สิ้นหวัง
ขอสดุดีวีรชนทุกชีวิต ทุกเหตุการณ์อีกครั้งหนึ่งในวันครบรอบ 10 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม 2553 ในวันนี้ สวัสดีครับ
ขอบคุณ เพจเฟซบุ๊ก Jatuporn Prompan - จตุพร พรหมพันธุ์