รศ.ดร.สมชาย ภคภาสวิวัฒน์ มองการเมืองหลังเลือกตั้ง 24 มีนา 62 เปิด “ปรากฏการณ์ช็อก” กระเพื่อมทุกขั้ว !
หมายเหตุ : การเลือกตั้งครั้งล่าสุด 24 มีนาคม ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าได้เกิดปรากฎการณ์ที่ทำให้หลายฝ่ายแปลกใจอยู่ไม่น้อย หลายเรื่อง หลายเหตุการณ์กลายเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง
ทั้งนี้ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “รศ.ดร.สมชาย ภคภาสวิวัฒน์” อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกว่าเกิดอะไรขึ้น และจากนี้การเมืองไทยจะเดินไปในทิศทางไหน
- การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นล่าสุดอาจารย์จะให้นิยามว่าอะไร
ขอให้นิยามว่า “ช็อค” เพราะ 1.ปรากฎการณ์ของพรรคเก่าในพื้นที่ต่างๆ ที่เคยเป็นที่ยึดอย่างเหนียวแน่นมาโดยตลอดเวลา กลับถูกแย่งพื้นที่ไป เช่น พรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ชลบุรี โคราช หรือพื้นที่ภาคใต้บางส่วน จะเห็นว่าแชมป์ก็ถูกล้ม
2.ปรากฎการณ์พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ช็อคเท่าไหร่ เพราะคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าเป็นจะต้องเกิดขึ้นแน่นอนในประเทศไทย เพราะเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก พรรคเก่าถูกแย่งพื้นที่ เพราะคนเลือกตั้งต้องการการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม พรรคอนาคตใหม่ได้คะแนนเสียงสูงเป็นพิเศษ จากตอนแรกคาดว่าน่าจะได้ ประมาณ 30-40 เสียง แต่ขึ้นมาได้กว่า 80 เสียง ซึ่งก็ช็อคว่าสูงกว่าที่เคยคาดไว้ ซึ่งคะแนนสูงแบบนี้ อธิบายเหตุผลได้คือทั่วโลกมีความเหมือนกันคือเบื่อพรรคเก่า เพราะพรรคเก่าๆ ที่บริหารกัน ส่วนใหญ่ก็จะเจอปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้คนต้องการอะไรใหม่ๆ
กรณีมีคนอยู่กลุ่มหนึ่ง กลุ่มนี้เป็นลูกค้าประจำของเพื่อไทย และลูกค้าประจำฝั่งตรงข้ามเพื่อไทย แต่มีอีกกลุ่มคือกลุ่มที่ไม่อยากอยู่กับทั้งฝั่งเพื่อไทย และฝั่งตรงข้ามเพื่อไทย ทำให้คนกลุ่มนี้เลือกสิ่งใหม่ นั่นคือพรรคอนาคตใหม่ 3.ปรากฎการณ์ครั้งนี้ คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หรือ New Voter มีประมาณ 7 ล้านคน เท่ากับ 14 เปอร์เซ็นต์ คนกลุ่มนี้คือกลุ่มที่ไม่มีประวัติศาสตร์อยู่ในใจ ทำให้คนกลุ่มนี้ตัดสินใจเลือกพรรคใหม่
และ4.กระแสโซเชียลมีเดีย คือกลุ่มที่อยู่ใน New Voter บวกกับกลุ่มอายุ 25-30 ปี กลุ่มเหล่านี้ก็จะเลือกพรรคใหม่ บวกกับพรรคที่มีลักษณะเหมือนกัน ซึ่งนี่เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้พรรคอนาคตใหม่ ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างของประชากร และกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้พรรคอนาคตใหม่ถือว่าได้โบนัสอีกอย่างคือ การยุบพรรคไทยรักษาชาติ และพรรคเพื่อไทยเองส่งส.ส.เขต แค่ 250 คน ทำให้ในพื้นที่ที่ไม่มีพรรคไทยรักษาชาตินั้น ก็หันมาเลือกพรรคอนาคตใหม่
- มองว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะฟื้นตัวเองได้กลับมาเป็นพรรคที่มีที่นั่งมากกว่า 100 ที่อีกหรือไม่
กรณีพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนเสียงลดลงนั้น ไม่ใช่แค่เพราะคนเลือกพรรคใหม่ แต่มาจากเรื่องของการมีคู่แข่ง ที่มีลูกค้ากลุ่มเดียวกัน คือต้องเลือกระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประช
ารัฐ ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ถูกแย่งพื้นที่ไป อีกทั้งการแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นการดวลที่รุนแรงมาก กลุ่มที่เลือกพรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องการพรรคที่เขาคิดว่ามีพลัง ในการต่อสู้กับพรรคเพื่อไทย
อย่างไรก็ตามประเด็นที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ระบุว่าไม่ยอมรับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และไม่สนับสนุนเผด็จการนั้น โดยส่วนตัวนายอภิสิทธิ์ได้ลาออก เพื่อแสดงความเป็นนักการเมืองที่ดี มีหลักการ ไม่ต้องการที่จะเป็นปลาไหล แต่ในแง่ของการเมือง โดยเฉพาะในวัฒนธรรมไทยนั้น คนจะมองอีกด้านหนึ่ง ทำให้บางคนเกิดความไม่พอใจนายอภิสิทธิ์ ซึ่งในตอนแรกตั้งใจจะเลือกนายอภิสิทธิ์ หรือเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เพราะคิดว่าเป็นกลุ่มเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ แต่เมื่อไม่พอใจในอภิสิทธิ์ คนกลุ่มนี้ก็หันมาเลือกพรรคพลังประชารัฐ ทำให้คะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ลดลงไป
หากถามว่าพรรคประชาธิปัตย์จะฟื้นตัวขึ้นมาหรือไม่นั้น พรรคประชาธิปัตย์จะต้องปฏิวัติระบบความคิด ดังนี้ 1. นโยบาย 2. โครงสร้างของพรรค เพราะพรรคยังประกอบด้วยคนเก่าๆ ซึ่งจะต้องมีคนรุ่นใหม่เข้าไปอีกจำนวนมาก และ 3. การบริหารการจัดการ จะเห็นว่าส่วนหนึ่งในพื้นที่ภาคใต้คนอาจมองว่าภาคใต้อย่างไรก็เลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่ความจริงแล้วพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีการใกล้ชิดประชาชน ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้
และ 4. จะต้องมีการพัฒนาภาพลักษณ์ของพรรค อย่างไรก็ตามในปัจจุบันพรรคประชาธิปัตย์ รวมกำลังได้รับผลกระทบในเรื่องโครงสร้างประชากรไทย ผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เป็นหนุ่มๆ สาวๆ เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นในลักษณะของพรรคเก่าแนวคิดเก่าๆ ไม่ได้ตอบสนองต่อคนกลุ่มนี้ ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องปรับตัว ในเรื่องนโยบาย หรือบุคลากร เพื่อเข้าสู่เป้าหมายของกลุ่มคนอายุ 18 ถึง 30 ปี
- หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยยังคงได้คะแนนที่ค่อนข้างสูง มองว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กับการเมืองไทยยังตัดกันไม่ขาด
นายทักษิณ กับพรรคเพื่อไทยยังตัดกันไม่ขาด เพราะ 1.ในแง่การเมือง หัวใจสำคัญคือภาพลักษณ์ นายทักษิณ ได้ประโยชน์จากภาพลักษณ์ คือเขาได้ดำเนินมาตรการที่ตรงกับรากหญ้า เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค สินค้าโอท็อป เป็นต้น ดังนั้นในแง่การเมืองความผูกพันดังกล่าว มันฝังอยู่ในใจของคน ทำให้คะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทย ได้ประโยชน์จากตรงนี้
2.พรรคเพื่อไทยทำการบ้านในเรื่องของชาวบ้านค่อนข้างดี จะเห็นว่าแม้เวลาผ่านไป แต่ความผูกพันเหล่านี้ยังคงอยู่ ที่สำคัญประเทศไทยยังมีระบบวัฒนธรรมอุปถัมภ์ ความใกล้ชิดต่างๆ ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้พรรคเพื่อไทยยังรักษาพื้นที่ได้ อย่างไรก็ตามในอนาคตพรรคเพื่อไทยก็ต้องมีการปรับตัว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน
หากพรรคพลังประชารัฐไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เป็นนายกฯ สถานการณ์การเมืองจากนี้จะเป็นอย่างไร
ในกรณีนี้ต้องมองว่าทหารเองก็ยังเป็นสถาบันที่มีความสำคัญมาก ซึ่งก็จะมีประเด็นปัญหาคือ 1. รัฐบาลที่ขึ้นมา สามารถคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เรายังไม่ทราบ แต่อย่างน้อยที่สุดใครก็ตามที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาลจะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทางด้านทหาร เพราะในอดีตที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ชัดว่าตอนที่เกิดวิกฤต คุณไม่สามารถควบคุมตำรวจหรือสถานการณ์ต่างๆ ได้ คิดว่ารัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นมา ความมั่นคงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แล้วต้องได้รับความร่วมมือจากสถาบันที่มีอำนาจทางด้านความมั่นคงด้วย
2. หากได้รัฐบาลใหม่ที่ไม่ใช่พรรคพลังประชารัฐ ขึ้นมาก็ต้องดูว่าเขาจะบริหารประเทศอย่างไร เพราะการที่เขาได้ขึ้นมานั้น จะอยู่ได้นานหรือไม่นาน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะบริหารประเทศและสร้างความชอบธรรมทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด หากสามารถสร้างความชอบธรรมทางเศรษฐกิจออกมาได้ ก็จะทำให้ความเชื่อมั่นตัวพวกเขาสูงขึ้นไปด้วย แต่ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะเชื่อว่าโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์แบบคำถามที่ถามมานั้นไม่ง่ายนัก
อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังมีลักษณะในการแยกขั้วอยู่ ตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งการแยกขั้วนี้มันไม่ได้ลดลงเลย ดูได้จากการหาเสียงกันในทีวีแทบจะทะเลาะกัน ดังนั้นในกรณีนี้ผมคิดว่า ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล รวมทั้งด้านของพลังประชารัฐด้วย ผมคิดว่าการแยกขั้วนี้จะปรากฏออกมาในลักษณะมีกิจกรรมนอกสภา คือมีการต่อต้าน มีการแสดงความไม่เห็นด้วย และจะมีการขยายตัวกันในอนาคต เดินจากการแยกขั้วบวกกับแรงกดดันที่เกิดจากความแตกต่าง
รวมถึงทุกวันนี้โซเชียลมีเดีย สร้างแรงกดดัน และมีผลกระทบต่อเรื่องการเมืองมากขึ้นทุกที อีกทั้งทุกวันนี้ไม่มีมาตรา 44 ป้องกัน ผมคิดว่าการเมืองไทยหลังจากนี้จะมีกิจกรรมที่เรียกว่านอกสภามากขึ้น
การจัดตั้งรัฐบาลประเมินว่าจะใช้เวลานานมากหรือไม่ และหากช้าหรือเร็วจะส่งผลอย่างไร
แล้วแต่ว่าตัวเลขที่ออกมาจะเป็นอย่างไร เพราะจะส่งผลช้าหรือเร็วอย่างไรรัฐบาลชุดนี้ก็ยังอยู่ และจะยังอยู่จนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ
ระหว่างกองทัพ กับ 250 ส.ว. อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับคสช.มากที่สุด
มองว่าขณะนี้สำคัญทั้งคู่ แต่ในระยะสั้นอย่างน้อยที่สุดมีหลักประกันว่ามีคะแนนเสียงเพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาล ได้ภายใต้นายกฯ คนปัจจุบัน เพราะการจะเดินต่อต้องพึ่งส.ว. 250 คน แต่เรื่องการสนับสนุนจากทหาร ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับการเมืองไทย
ที่ผ่านมามองว่านักการเมืองได้เรียนรู้อะไรก่อนและหลังเลือกตั้งบ้าง
ขณะนี้บางพรรคพยายามเรียนรู้จากข้อผิดพลาดในอดีต ซึ่งในปัจจุบัน และอนาคตเขาจะรู้เลยว่าวันนี้โลกเปลี่ยน เครื่องมือในการหาเสียง หรือเครื่องมือในการบริหารประเทศ มันไม่เหมือนเดิมแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดคือใครจะเชื่อว่าอยู่ดีๆ จะมีพรรคของชายหนุ่มคนหนึ่งตั้งขึ้นมาแล้วมีคะแนนเสียง ไม่น้อยเลย เพราะฉะนั้นโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง มันทำให้เรื่องนี้จำเป็นต้องมีการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ
ถ้าเราดูการเมืองไทย โครงสร้างทางการเมืองของไทย โครงสร้างของนักการเมือง แม้จะเปลี่ยนอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศได้ เพราะโครงสร้างของประเทศยังประกอบด้วยคนเก่าๆ ที่ยังมีผลประโยชน์ปลูกฝังอยู่ เพราะฉะนั้นคุณเดินข้ามผลประโยชน์ไม่ได้ ต่อให้เรียนรู้ขนาดไหน เปลี่ยนขนาดไหน แต่โครงสร้างของประเทศไทยผมเชื่อว่ามันไม่เปลี่ยน