จ่อยื่นอภิปราย รบ. "ไม่ไว้วางใจ"

การเมือง13 พ.ค. 2564 • 17:10 น.
จ่อยื่นอภิปราย รบ. "ไม่ไว้วางใจ"
"พรรคร่วมฝ่ายค้าน"หอบหลักฐานร้อง"ปปช."ฟัน"บิ๊กตู่"แก้โควิดเหลว ไม่ขวนขวายเร่งหาวัคซีน ปล่อยประชาชนนอนรอความตาย พร้อมจ่อยื่นอภิปราย"ไม่ไว้วางใจ"แบบไม่ลงมติ ย้ำมีข้อมูลชำแหละรัฐบาลบริหารแก้โควิดล้มเหลว ขณะที่"แรมโบ้อีสาน"พร้อมทนายความนายกรัฐมนตรี เข้าแจ้งความตำรวจ สน.นางเลิ้ง ให้ดำเนินคดีกับ "ฮาร์ท สุทธิพงศ์" นักร้องดัง เข้าข่ายความผิด ม.112 หลังโพสต์ข้อความพาดพิงสถาบัน เมื่อวันที่ 13 พ.ค.64 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ประธานอนุกรรมการนโยบายสาธารณสุข พรรคเพื่อไทย, นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล, นายวิรัตน์ วรศสิริน รองหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย , นพ.เรวัต วิศรุตเวช รองหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย , นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ , พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ , นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย , นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ พร้อมด้วยแกนนำและ ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน เข้าชื่อร่วมกันยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ไต่สวนและมีความเห็น กรณีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. มีพฤติการณ์ไม่สุจริตส่อไปในทางทุจริต ไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน และรู้เห็นหรือยินยอมให้ข้าราชการในปกครองใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 26, 47,53, 55,62,164,234 และมาตรา 235 , พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 , พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 , พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 , พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (1), (2) และฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยนับตั้งแต่เกิดการระบาดของเชื้อโควิด-19 รัฐบาลบริหารประเทศโดยไม่ยึดประโยชน์ของชาติ นายกรัฐมนตรีและประธาน ศบค. ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล ไม่ยึดหลักนิติธรรม เห็นประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องสำคัญกว่าประโยชน์ของชาติและประชาชน ปล่อยให้ผู้ที่ตนเองแต่งตั้งและบุคคลใกล้ชิดมาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยยกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีการเกิดการกักตุนหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์และการส่งออกหน้ากากอนามัยไปต่างประเทศโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้หน้ากากอนามัยขาดตลาดและมีราคาแพง ซึ่งเมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้วนายกรัฐมนตรีกลับละเว้นไม่ตรวจสอบรัฐมนตรีและผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต นอกจากนี้ในการรับมือการระบาดของโรคทั้ง 3 รอบที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์จงใจไม่ดูแลให้ปฏิบัติตามกฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้เกิดการระบาดของโรค ตั้งแต่การระบาดรอบแรก ซึ่งมีต้นเหตุมาจากการจัดแข่งขันชกมวยของกองทัพบกที่สนามมวยลุมพินี ฝ่าฝืนประกาศกระทรวงสาธารณสุขจนเกิดซูเปอร์สเปรดเดอร์ (Super Spreader) ในระบาดรอบสอง ได้เกิดกลุ่มก้อนใหญ่การแพร่ระบาด (Cluster) ที่ตลาดกลางกุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร เพราะรัฐบาลปล่อยปละละเลย ไม่ใส่ใจเข้มงวดกับปัญหาแรงงานต่างด้าวและการลักลอบเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย ส่วนการระบาดรอบสามซึ่งเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อสายพันธุ์อังกฤษจากแหล่งท่องเที่ยวย่านทองหล่อซึ่งประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยรัฐมนตรีและ ส.ส.พรรครัฐบาล ได้ไปใช้บริการแล้วกลายเป็นผู้ติดเชื้อโควิดในเวลาต่อมา แต่พลเอกประยุทธ์ กลับจงใจไม่ดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย ไม่ดำเนินคดีและไม่ลงโทษรัฐมนตรี ที่ไปใช้บริการสถานบริการดังกล่าว ทั้งที่เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ นอกจากนี้ยังกรณีที่รัฐมนตรีในรัฐบาลอีกคนหนึ่งจัดงานในช่วงสงกรานต์และมีผู้มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก จนเกิดการแพร่ระบาดของโรค มีผู้ติดเชื้อหลายรายและมีผู้เสียชีวิต ถือเป็นการจงใจไม่ดูแลให้ปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายไม่ดำเนินคดีและไม่ลงโทษนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่เป็นรัฐมนตรีร่วมคณะ ที่กระทำผิดฝ่าฝืน พรก. ฉุกเฉิน รัฐบาลกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมายสร้างความล้มเหลวระบบป้องกันโรคระบาด ล้มเหลวระบบให้การรักษาพยาบาล และล้มเหลวระบบช่วยเหลือการเยียวยา โดยไม่ได้ดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างครอบคลุมและทั่วถึง ไม่ดำเนินการให้มีการควบคุมโรค การป้องกันโรค การรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสุขภาพ จงใจปฏิเสธความช่วยเหลือจากโครงการโคแวกซ์(COVAX) ของหน่วยงานขององค์กรอนามัยโลกที่จัดวัคซีนให้ประเทศต่างๆ 180 ประเทศ รวมถึงปฏิเสธความช่วยเหลือจากภาคเอกชนในการนำเข้าวัคซีน กลับปล่อยให้ประชาชนจำนวนมากต้องเจ็บป่วย นอนรอความตาย เพราะขาดโอกาสในการเข้าถึงวัคซีน อีกทั้งในการจัดหาวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุข และ ศบค. ซึ่งพลเอกประยุทธ์ เป็นผู้ใช้อำนาจรักษาการตามกฎหมายของ รมว.สาธารณสุข ได้จงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ละเลยไม่ขวนขวายจัดหาวัคซีน ที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างรวดเร็ว หลากหลายและเพียงพอให้ประชาชนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งได้สร้างความเสียหายต่อชีวิตของประชาชน เศรษฐกิจ สังคมและทำให้ประชาชนต้องมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างทุกข์ทรมาน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเตรียมความพร้อมในการเปิดสมัยประชุมสภาสมัยสามัญวันที่ 27-28 พ.ค.นี้ ว่า เป็นการเปิดประชุมรัฐสภาซึ่งอาจจะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.ก. 2 แบบก่อน ส่วนการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2565 นั้น คาดว่าจะพิจารณาวันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย.นี้ ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เตรียมการอภิปรายงบประมาณไว้แล้ว โดยจากการศึกษาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว พบว่า 6 ยุทธศาสตร์ที่ได้กำหนดเอาไว้ ไม่มีการพูดถึงเรื่องโควิดแต่อย่างใด แต่เป็นการจัดงบประมาณแบบเก่า ซึ่งฝ่ายค้านมีความห่วงใยเป็นอย่างมาก เพราะปัญหาโควิดเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ขณะที่ 6 ยุทธศาสตร์เป็นการจัดทำงบแบบเดิมๆ ดังนั้นพรรคฝ่ายค้านขอเตือนไปยังรัฐบาลว่า การใช้งบประมาณควรใช้เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ และควรเรียงลำดับความสำคัญของปัญหา และนำงบไปใช้แก้ปัญหาที่จำเป็นต่อไป เมื่อถามว่า การขอเปิดอภิปรายแบบไม่ลงมติเหมาะสมหรือไม่ในช่วงนี้ นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้ เรามีข้อมูลที่เพียงพอในการขอเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ แต่จะต้องมีการหารือกันในพรรคร่วมฝ่ายค้านอีกครั้งหนึ่งก่อน ทางด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนจะเสนอพรรคร่วมฝ่ายค้านให้ยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเลย เนื่องจากรัฐบาลแก้ไขปัญหาบกพร่อง ล้มเหลวอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับการหารือร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งตนเห็นว่าสถานการณ์นี้เหมาะสมที่สุดที่เราจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจหลังจากที่เราได้ยื่นร้อง ป.ป.ช.เอาผิด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แล้ว ทั้งนี้ สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เกิดขึ้นหลายครั้ง รัฐบาลรับรู้ปัญหาแต่ก็ยังปล่อยให้มีการระบาดเกิดขึ้น เท่ากับรัฐบาลปล่อยปละละเลย ไม่เคยมีเหตุการณ์ที่ประชาชนตายคาบ้านแบบนี้ แสดงให้เห็นว่าระบบสาธารณสุขของเราล้มเหลวจากการบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ ส่งผลกระทบไปถึงระบบเศรษฐกิจพังพินาศหลายแสนล้านบาท ซึ่งเสียหายมากกว่าคดีจำนำข้าว และหากเรายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราอาจจะมีปรากฏการณ์ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลเกิดขึ้น เพราะหากเขายังอุ้มชูกันไป เขาไม่ได้ตายเอง แต่ตายทั้งประเทศ ตายทุกพรรคการเมือง วันเดียวกัน ที่ สน.นางเลิ้ง นายอภิวัฒน์ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมนายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี และทนายความนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.อธิชย์ดอนนันชัย รองผกก.(สอบสวน)สน.นางเลิ้ง เพื่อแจ้งความในคดีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.ว่าด้วยกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 แก่นายสุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล หรือฮาร์ท นักร้องชื่อดัง พร้อมนำเอกสารหลักฐานข้อความการโพสต์มามอบให้พนักงานสอบสวน โดยมีพ.ต.อ.ภูมิยศ เหล็กกล้าผกก.สน.นางเลิ้ง ลงมารับเอกสารหลักฐานด้วยตนเอง นายอภิวัฒน์ เปิดเผยว่า เมื่อตรวจสอบจากโพสต์ของนายสุทธิพงศ์ แม้มีการเขียนว่า คัดลอกข้อความจากบุคคลอื่นมาอีกต่อหนึ่งนั้น แต่เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า หลายโพสต์หลายข้อความทั้งของต้นทาง และของนายสุทธิพงศ์เอง ที่ระบุว่า "เจ้านาย" นั้น เข้าข่ายมีเจตนาทำให้คนเข้าใจผิด พาดพิงไปถึงสถาบัน แม้ว่าจะอ้างว่าก๊อปปี้ข้อความมาจากคนอื่น แต่เมื่อดูก็พบว่ามีการพูดถึงในลักษณะนี้หลายครั้ง จึงเห็นว่ากรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าใจข้อมูลบิดเบือนและเข้าใจสถาบันในทางที่ผิด พ.ต.อ.ภูมิยศ กล่าวว่า เบื้องต้นรับเรื่องไว้พร้อมจะพิจารณาหลักฐานว่าเข้าข่ายตามที่ผู้แจ้งไว้หรือไม่ รวมถึงจะเรียกนายสุทธิพงศ์ มาให้ปากคำอีกด้วยรวมถึงคนโพสต์คนแรกที่นายสุทธิพงศ์ได้แชร์ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฏหมายต่อไป