“ยุทธพร อิสรชัย” แลหลังการเมืองไทยปี 65 ชี้ปม “นายกฯ 8 ปี-แก้รธน.” จุดเปลี่ยนสำคัญ
หมายเหตุ : ตลอดปี 2565 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ต่างๆมากมาย โดยต่างเชื่อมโยง เอาไว้กับจังหวะการเคลื่อนไหวการเมืองทั้งในและนอกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งด้วยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย ไปจนถึงการเปิดตัวตั้งพรรคการเมืองใหม่ กันอย่างคึกคัก เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้ง ในช่วงครึ่งปีหลัง เมื่อใกล้หมดวาระรัฐบาล และวาระสภาผู้แทนราษฎร ในเดือนมีนาคม 2566
“สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ฉบับส่งท้ายปีเก่า ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “ รศ.ดร. ยุทธพร อิสรชัย” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ชวนแลหลัง มองกลับไปยังการเมืองในห้วงที่ผ่านมา และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า 2566
-อยากให้มองการเมืองไทยย้อนกลับปีไป 2565 มองเห็นอะไรบ้าง
คือในปี 2565 สิ่งที่เราเห็นเลยก็คือ เรื่องของการเตรียมการเข้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งขบวนการเตรียมการเข้าสู่การเลือกตั้ง นั้นก็มีตั้งแต่เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือแล้วเสร็จตั้งแต่ปลายปี 2564 หลังจากนั้นมา เราก็เห็นกระบวนการในการที่จะเกิดการเคลื่อนไหวของบรรดาพรรคการเมือง ของนักการเมืองต่างๆที่มากขึ้นเป็นลำดับกัน นอกจากนี้ในปี 2565 นั้นก็ยังมีประเด็นเรื่องของนายกฯ 8 ปี ที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการถูกยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ช่วงดังกล่าวก็น่าจะเป็นไฮไลท์สำคัญของการเมืองในปี 2565
เนื่องจากจะเป็นทั้งการวินิจฉัยถึงอนาคตทางการเมืองของพล.อ.ประยุทธ์ ด้วย และเป็นการวินิจฉัยในปมประเด็นปัญหานายกฯ 8 ปีด้วย ตกลงแล้วต้องนับอย่างไร เพราะฉะนั้นจะเป็นการวางบรรทัดฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ในทางกฎหมายเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นในปี 2565 จึงเห็นได้ว่ามันมีประเด็นที่น่าสนใจทางการเมือง หลายประการ
และนอกจากนี้ก็ยังมีการเมืองในลักษณะที่เป็นการเมืองเฉพาะหน้า การเมืองรายวัน เช่นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรื่องของกระบวนการในการปรับ คณะรัฐมนตรีต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น
-อาจารย์ใช้คำว่าการเมืองเฉพาะหน้า การเมืองรายวัน
ใช่ครับ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ประเด็นส่วนใหญ่ ประเด็นตามปกติของการเมือง ก็ไม่ได้มีนัยสำคัญในทางการเมืองอะไร แต่ว่าส่วนใหญ่ของปีนี้ มันอยู่ที่เรื่องการเตรียมการเข้าสู่การเลือกตั้ง และเรื่อง 8 ปีนายกฯ หลังจากนั้นก็มีการประชุมเอเปก 2022 ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา
มีจุดที่น่าสนใจว่าในช่วงที่นายกรัฐมนตรีถูกสั่งห้ามปฏิบัติหน้าที่อยู่ประมาณ 1 เดือน ในเวลานั้นก็เกิดคำถามกับตัวพล.อ.ประยุทธ์ เกิดขึ้นมากมาย อย่างเช่นว่าหมดเวลาของพล.อ.ประยุทธ์หรือยัง หรือว่าพล.อ.ประยุทธ์เองจะต้องวางมือการเมืองหรืออย่างไร และพล.อ.ประยุทธ์อาจจะได้รับการสนับสนุนที่มากกว่านี้
สิ่งเหล่านี้ก็นำมาสู่การที่ทำให้การเมืองก็ก้าวข้ามพล.อ.ประยุทธ์ไปพร้อมสมควร จนกระทั่งการประชุมเอเปค 2022 ที่ทำให้พล.อ.ประยุทธนั้นได้ใช้เวทีตรงนี้เป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองระหว่างประเทศ และการเมืองในประเทศด้วย โดยในเชิงการเมืองระหว่างประเทศนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้ใช้เวทีนี้เพื่อที่จะสร้างภาพลักษณ์ให้กับประชาคมโลก ในขณะที่การเมืองภายในประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ เองก็ได้ใช้เวทีนี้ในการที่จะทำให้ตนเองใช้เป็นแรงส่งเพื่อที่จะเป็นหนึ่งในแคนดิเดต โดยเฉพาะแคนดิเดตนายกฯ บนเวทีของการเลือกตั้งที่รออยู่ในปีหน้า
เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันทำให้เราเห็นถึงเรื่องของการเมืองที่จะมีรูปโฉมออกมาอย่างไรในปี 2566 นอกนั้นก็คงจะเป็นประเด็นรายวัน อย่างเช่น อภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่างเช่นเรื่องของการแตกตัวออกไปของพรรคเศรษฐกิจไทย การปรับคณะรัฐมนตรี เรื่องของการเกิดขึ้นของพรรคการเมืองใหม่ๆมากมาย เช่น พรรคสร้างอนาคตไทย ไทยสร้างไทย รวมไทยสร้างชาติ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีนัยเท่ากับในเชิงโครงสร้างสังคมการเมือง เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ กับเรื่องของนายก 8 ปีนั่นเอง
-ที่อาจารย์ยกมาถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญใช่หรือไม่
ใช่ครับ ก็เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะพอเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญ ก็เป็นการแก้ที่กติกาของการเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งครั้งหน้าก็จะเปลี่ยน อย่างมีนัยสำคัญเลย เพราะจะทำให้บัตรเลือกตั้งนั้นเหลือ 2 ใบ แล้วก็เป็นลักษณะที่เราเรียกว่าบัตร 2 ใบ แบบคู่ขนาน คือทั้ง 2 ใบนั้น ไม่มีความเกี่ยวพันกันด้วย ดังนั้นในกติกาแบบนี้จะทำให้พรรคการเมืองพรรคใหญ่ ก็จะได้เปรียบมากกว่าพรรคการเมืองขนาดกลาง พรรคการเมืองขนาดเล็ก และโดยเฉพาะพรรคการเมืองขนาดจิ๋ว
สิ่งเหล่านี้ก็เลยทำให้เกิดเรื่องการเตรียมการเข้าสู่การเลือกเลือกตั้ง หรือการแตกตัวออกไปของพรรคต่างๆ เกิดการวางยุทธศาสตร์ หรือการประกาศแคนดิเดตนายกฯในหลายๆพรรค เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็คือประเด็นที่ส่งผลต่อการเมืองในปีหน้าทั้งสิ้น
-ขอให้โฟกัสพรรคการเมืองต่างๆ อาทิ เพื่อไทยกับพลังประชารัฐ อย่างพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาเดินแนวทางการต่อสู้อย่างไร และจะเรียกว่าครั้งนี้เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายหรือว่าสู้เพื่อให้คุณทักษิณ ได้กลับบ้าน
คือพรรคเพื่อไทยเอง ผมมองว่าครั้งนี้ก็คงจะเป็นพรรคหนึ่งมีโอกาสสูง ที่จะได้รับการเลือกตั้งมาเป็นอันดับที่หนึ่ง ถามว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ไหม ผมยังไม่มั่นใจ เพราะว่าเงื่อนไขในการจัดรัฐบาลวันนี้ มันไม่ได้อยู่ที่ว่าพรรคไหนได้อันดับหนึ่ง แต่เงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลมันมีอยู่ 2 เรื่องเท่านั้น คือ 1. ก็คือว่าจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อย 5% ของสภาผู้แทนราษฎรและ อีก 25 ที่นั่งจาก 500 ที่นั่งจึงจะเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯของพรรคได้
ประการที่ 2. อาจจะต้องได้รับการยอมรับจาก ส.ว. เพราะอย่างไรก็ตาม ถ้ากลไก การประท้วงตามมาตรา 272 อยู่ การที่จะให้ส.ว.ร่วมโหวตนายกฯด้วยก็เป็นเรื่องที่จำเป็น ที่ทำแต่โดยหลักการแล้วมันอาจจะทำให้โครงสร้างระบบรัฐสภาบิดเบี้ยว จึงทำให้เกิดคำถามจากความชอบธรรมทางการเมืองต่างๆ แต่ในทางปฏิบัติจริงๆผู้คนในสภาฯ เองไม่ได้คำนึงถึงความชอบธรรมทางการเมืองในการลงมติ รวมทั้งไม่ได้คำนึงถึงการสะท้อนเจตจำนงของประชาชน แต่มันกลายเป็นเรื่องเทคนิคทางการเมือง
วันนี้เราก็เห็นได้ว่า ส.ว. 250 ก็ยังคงมีบทบาทในการที่จะโหวตเลือกนายกฯไปอีกจนถึงปี 2567 ซึ่งถามว่าถ้าจะใช้แนวคิดเรื่องแลนสไลด์ ก็ดี หรือว่าจะใช้แนวคิดในเรื่องของการรวมกลุ่ม ส.ส.ก็ดี ให้เกิน 376 เสียงขึ้นไปแล้วไม่ต้องไปพึ่ง ส.ว.เลย คือถ้าเป็นไปได้ก็ดี แต่ว่าในทางปฏิบัติจริงเป็นเรื่องที่ยาก เพราะอย่างไรก็ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนอีก 120 เสียง ถึงจะแลนด์สไลด์มาได้ส.ส.250 ที่นั่งแล้วก็ตาม
เพราะฉะนั้นต้องบอกว่า ถ้าเงื่อนไขมาตรา 272 ยังอยู่อาจจะเป็นสิ่งที่ยากกับการที่เราจะเลี่ยงการเมืองที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนจริงๆ
-อย่างนี้เท่ากับว่า พรรคเพื่อไทยต้องแบกน้ำหนัก แบกเดิมพันแบบหนักหนาสาหัส
ใช่ แต่อย่างไรก็ตาม ผมว่าพรรคเพื่อไทยคงประเมินยุทธศาสตร์กันอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยเองแคนดิเดตนายกฯก็ยังไม่ชัดเจน ว่าจะเสนอชื่อใคร มีเพียงแค่กระแสข่าว ว่ามีชื่อคุณอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ชื่อคุณเศรษฐา ทวีสิน ซีอีโอแสนสิริ ในส่วนของชื่อคุณอุ๊งอิ๊ง ผมคิดว่ายิ่งต้องประเมินหนักเลย จะประเมินจากทั้งพรรคเพื่อไทย ประเมินจากคุณอุ๊งอิ๊ง หรือว่าประเมินจากคุณทักษิณ อันนี้คือส่วนที่สำคัญที่สุด
เพราะอย่าลืมว่า คุณอุ๊งอิ๊งคือบุตรสาวของคุณทักษิณ เพราะฉะนั้นคุณทักษิณต้องประเมินแล้วว่า ในทางการเมืองเป็นอย่างไร ผลกระทบทางกฎหมาย หรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลชินวัตรหลังจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นคงจะไม่ได้มีการตัดสินใจอย่างเร่งด่วน เหมือนในสมัยที่ส่งคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของคุณทักษิณ เองลงมาเล่นการเมือง
-บริบทการเมืองเปลี่ยน
ครั้งนี้เชื่อคงจะไม่ยาก สำหรับชัยชนะของพรรคเพื่อไทยโดยจะอาศัยฐานจากคุณทักษิณ การสนับสนุนจากคุณทักษิณ ฐานจากส.ส.พรรค แม้กระทั่งฐานจากอดีตคนเสื้อแดง ถามว่าปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น ปัญหามันอยู่ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ไหม ซึ่งเงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลมันคือเรื่องของการมีเสียงเกิน 5% กับการได้รับการยอมรับจาก ส.ว. และนั่นมันคือสิ่งสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลมากกว่าจะฝ่าด่านตรงนี้ได้หรือไม่
-เลยเป็นที่มาเรื่องของการพลิกสูตรในการจัดตั้งรัฐบาล ในเมื่อพรรคเพื่อไทยในเมื่อเราชนะศึก แต่เราไม่ชนะสงครามเราก็ไปจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคที่พอจะไปกันได้
คือผมว่าพลังประชารัฐเองพยายามจะวางยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างความคล่องตัวทางการเมืองหลายๆอย่าง เช่นประการแรกเลย ในพรรคก็มีหลายกลุ่ม เนื่องจากพลังประชารัฐก็เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่ม ต่างๆ แล้วก็มีหลายก๊วน โดยก๊วนใหญ่ที่สุดก็มี 2กลุ่ม ซึ่งสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ หรือเรียกว่าทีมลุงตู่ กับอีกทีมหนึ่ง ทีมที่สนับสนุน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือที่เราเรียกว่าทีมลุงป้อม
ทั้งนี้การที่มีการแตกตัวออกไปของพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็จะทำให้ภาวะของความแตกต่าง ของ 2 กลุ่มนี้ ซึ่งไม่น่าจะทำงานรวมกันได้อีกแล้ว ก็สลายไป และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นการเปิดพื้นที่และทางการเมืองให้กับพรรคพลังประชารัฐเองด้วย เพราะว่าถ้าในสมการการเมืองไม่มีชื่อพล.อ.ประยุทธ์อยู่ พลังประชารัฐอาจจะจับมือกับเพื่อไทยได้ หลังจากไม่มีชื่อพล.อ.ประยุทธ์ในสมการทางการเมืองตรงนี้
- การวางยุทธศาสตร์ของพลังประชารัฐในสูตรแบบนี้ค่อนข้างที่จะได้เปรียบและมีความเป็นไปได้มากกว่า
มันก็เป็นการเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับพรรคตัวเอง เพราะจะทำให้พรรคเองก็สามารถมีโอกาสมีทางเลือกทางการเมืองมากขึ้น ต่อการที่จะไปผูกติดกับชื่อพล.อ.ประยุทธ์เท่านั้น เพราะว่าถ้าพลังประชารัฐที่มีแคนดิเดตที่เป็นตัวยืนอยู่แล้ว คือพล.อ.ประวิตร ก็อาจจะสามารถพูดคุยได้กับทางเพื่อไทย ในขณะเดียวกันก็มีคนใหม่ๆที่เข้าสู่พลังประชารัฐ อย่างเช่น คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ อย่างนี้เป็นต้น หรืออนาคตก็อาจจะมีอีก เพราะอย่าลืมว่าทางพลังประชารัฐพอไม่มีชื่อพล.อ.ประยุทธ์เมื่อไหร่ ก็จะคล่องตัวมากขึ้น
-พรรคภูมิใจไทย น่าสนใจมากน้อยแค่ไหน
น่าสนใจ เพราะว่าผมว่าครั้งนี้จะมีพรรคหนึ่งที่มีการขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว เพราะว่าภูมิใจไทยนั้นในอดีตก็เป็นพรรคขนาดกลาง หลังการเลือกตั้งปี 2562 ก็เดินเข้าสู่สภาฯด้วยการได้ ส.ส.เข้าสภาฯ 50 ที่นั่ง เท่าๆกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่วันหนึ่งภูมิใจไทยก็เติบโตไปได้เรื่อยๆ ในขณะที่ประชาธิปัตย์อาจจะเก็บคะแนนจากบรรดาคะแนนที่ได้ในส่วนของการเลือกตั้งซ่อมไม่มากนัก แต่ว่าทางภูมิใจไทยสามารถเก็บคะแนนจากส.ส. เช่น ปรากฎการณ์ผึ้งแตกรัง หรือปรากฏการณ์เรื่องของการยุบพรรคอนาคตใหม่ และรวมไปถึงบรรดาส.ส.ซึ่งเป็นงูเห่า และอีกมากมายเลย
เพราะฉะนั้นภูมิใจไทยก็เรียกว่าเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะครั้งล่าสุดที่มีการเปิดตัวที่ทำการพรรคใหม่ และเปิดตัวส.ส. 30 กว่าคน ก็เป็นบรรดาส.ส.ที่ทยอยกันเดินหน้าลาออก แต่ว่าครั้งนี้ส.ส.ภูมิใจไทยก็มีโอกาสที่จะได้ครบทุกภูมิภาค เพราะมีทั้งส.ส.ซึ่งมาจากในเขตพื้นที่ ซึ่งตรงนี้ก็เท่ากับเป็นยุทธศาสตร์พรรคภูมิใจไทยที่ต้องการเปลี่ยนเกมรุกแล้ว เพราะว่าการที่จะเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาลได้นั้น อย่างไรก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องมีส.ส.จากกรุงเทพมหานครด้วย ซึ่งถ้าอยากเป็นรัฐบาลแกนหลักต้องมีส.ส.ของกรุงเทพฯ
เราคงเคยได้ยิน คำพูดที่บอกว่า คนต่างจังหวัดเลือกตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯไล่รัฐบาล แม้กรุงเทพมหานครไม่ใช่ประเทศไทย แต่ท้ายสุดประเทศไทยก็คือกรุงเทพมหานคร แล้วก็ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯในสมัยพรรคความหวังใหม่เวลานั้น พรรคก็ไม่มีส.ส.ในกรุงเทพฯสุดท้ายพอตั้งรัฐบาลได้ก็อยู่ยาก เพราะจะมีม็อบเคลื่อนไหว ม็อบสีลมในเวลานั้น ซึ่งตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยเองก็ต้องปรับพื้นที่ แต่โดยการปรับพื้นที่ตามธรรมชาติก็อาจเป็นเรื่องยากสำหรับภูมิใจไทย ก็เลยใช้พื้นที่ในเชิงเทคนิค วิธีในการดึงดูดส.ส.กรุงเทพมหานครหลายคน ที่จะไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย แล้วก็มีการแถลงเปิดตัว แถลงลาออกจากพรรคเก่าด้วย
-เห็นว่าจะมีระลอกใหม่ตามมากันอีก
ใช่ครับ จะมีทั้งพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย ลาออกกันเยอะแยะเลย และอาจมีระลอกใหม่ด้วยหลังปีใหม่นี้
-แต่ว่าเป้าของภูมิใจไทย เป็นพรรคที่เติบโต อย่างเห็นได้ชัด และเป็นภาพที่สวนทางกับประชาธิปัตย์อย่างสิ้นเชิงเลย แต่เป้าจริงๆคุณอนุทิน ตั้งเป้าที่จะไปถึงขั้นที่จะเป็นถึงนายกฯเองเลยหรือไม่
ผมว่าถ้าสถานการณ์เอื้ออำนวย แล้วก็เสียงสนับสนุนทั้งในส.ส. ทั้งในส.ว. มีมากเพียงพอที่จะทำให้เกิดเสถียรภาพกับรัฐบาลได้ พรรคภูมิใจไทยก็มีความชอบธรรมขึ้นมาในการเลือกตั้งอันดับหนึ่ง ก็เป็นไปได้ที่จะจัดตั้งรัฐบาลให้คุณอนุทินเป็นนายกฯ โดยปัจจุบันนี้ซึ่งการเลือกตั้งมันเป็นเกิดขึ้นท่ามกลางการแบ่งขั้วทางการเมือง การแบ่งขั้วทางการเมืองมันไม่ได้ลบหายไปไหน มันก็เพียงแค่ถูกปิดกั้นกดทับเพียงชั่วคราว
ทั้งนี้คุณอนุทินเองจะสามารถฝ่าในส่วนของการแบ่งขั้วทางการเมืองต่างๆได้หรือไม่ เพราะว่าถ้าสุดท้ายแล้วการแบ่งขั้วทางการเมืองมันยังมีอยู่อย่างนี้ ผมเชื่อว่าโดยส่วนบุคคลของคุณอนุทิน ไม่น่าจะเข้ามาท่ามกลาง การแบ่งขั้ว เพราะเห็นว่าคุณอนุทินก็ไม่เคยไปในทิศทางอุดมการณ์ที่สุดโต่ง ด้านใด ด้านหนึ่ง แล้วก็อุดมการณ์ของพรรคก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่ายังมีภาวะแบ่งขั้ว แม้พรรคภูมิใจไทยจะมาอันดับหนึ่ง แต่ว่าก็อยู่ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลก็ได้จะดูแลกระทรวงสำคัญ แต่ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
-ในส่วนของก้าวไกลมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเล็กกว่าสมัยที่พรรคอนาคตใหม่เคยทำได้ แต่บ้างก็บอกว่าอย่าประมาท
ผมว่าพรรคก้าวไกลเบื้องต้นรักษาฐานให้เท่าเดิมได้ก็ถือว่าเก่งแล้ว ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว เพราะว่าตอนนี้กระแสพรรคก้าวไกลก็ไม่หวือหวาเหมือนเก่า และก็ตัวบุคคลที่จะดึงคะแนน อย่างเช่น กรณีของคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ก็ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะฉะนั้นพรรคก้าวไกลก็อาจจะมีปัญหาด้านการดึงดูดคะแนนนิยมจะลดลง ดังนั้นได้คะแนนเท่าเดิมก็ถือว่าใช้ได้แล้ว ส่วนถ้ามีการขยายฐานได้มากกว่านี้ก็อาจจะเกิดขึ้นได้จากกระแสทางการเมือง ซึ่งการเลือกตั้งก็เป็นไปได้ แต่อย่าลืมว่าพรรคก้าวไกลมีความเสี่ยงในการที่จะถูกยุบพรรคอยู่ดี
-คดียังมีอยู่ แล้วก็มีการพูดถึงเรื่องนี้ด้วย หลายคนบอกว่าถ้าใกล้เลือกตั้ง จะมีการยุบพรรคก้าวไกลหรือพรรคเพื่อไทยกันก่อน เชื่อว่ากระแสน่าจะมาอีก มันจะเกิดผลดีผลเสียอะไร
เรื่องยุบพรรค ผมไม่คิดว่าจะเกิดก่อนเลือกตั้ง การยุบพรรคน่าจะเกิดหลังเลือกตั้ง เพื่อที่จะให้สองพรรคตัดคะแนนกันเอง จากนั้นเมื่อหลังเลือกตั้งถ้าตัวเลขมันออกมาแล้ว การจัดตั้งรัฐบาลมันเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าไม่ได้เป็นพรรคแกนนำหลักในการจัดตั้ง ไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ยังมีโอกาสที่อาจจะถูกยุบพรรคได้
-ที่ระบุถึงพรรคเพื่อไทย ถึงแม้ว่าจะชนะ แต่โอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาลมีน้อย และยังมีกระแสพูดถึงเรื่อง การปฏิวัติรัฐประหาร คิดว่าการเมืองในยุคหน้าเรายังจะทิ้งห่างเรื่องการปฏิวัติรัฐประหารหรือไม่ เพราะทหารเองก็วางบทบาทว่าไม่ยุ่งกับการเมือง
ผมคิดว่าโอกาสของการรัฐประหารหรือการยึดอำนาจในลักษณะอื่นนั้นเป็นไปได้หมดเลย เช่นอาจจะไม่ใช่รัฐประหารหรือใช้กำลัง รัฐประหารเงียบอะไรต่างๆเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้ในทุกลักษณะ เพราะว่าการเมืองไทยนั้นก็เป็นการเมืองในภาวะไม่ปกติ จะเห็นได้ว่าในทุกครั้งที่มีข่าวรัฐประหาร ข่าวเปลี่ยนแปลงการเมือง หรืออะไรต่างๆเหล่านี้ หรือมีคำว่าอุบัติเหตุการเมืองอะไรต่างๆเกิดขึ้นเหล่านี้ คนจะให้ความสนใจ
ซึ่งถ้าการเมืองอยู่ในภาวะปกติเหมือนระบบการเมืองหลายๆระบบในสังคมโลก ซึ่งมีประชาธิปไตยที่ตั้งมั่น ถ้าเราพูดสิ่งเหล่านี้แบบนี้เขาจะบอกว่ามันคืออะไร เขาจึงไม่เข้าใจว่าอุบัติเหตุทางการเมืองมันคืออะไรหรือ นี่คือเป็นการเมืองที่ปกติ ก็คือมีการเลือกตั้ง รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ทำงานไปครบวาระดีไม่ดีเดี๋ยวประชาชนเขาก็จะประเมินผ่านกระบวนการเลือกตั้งในสมัยหน้า นั้นก็หมุนวนอยู่อย่างนี้ อันนี้เป็นการเมืองในภาวะปกติ
การเมืองไทย มีปัจจัยแวดล้อม มันมีสิ่งซึ่งอาจจะอยู่นอกเหนือการคาดหมายอะไรต่างๆ หลากหลายประการ เพราะสิ่งเหล่านี้ก็จะมีส่วนที่จะทำให้มีเรื่องการทำรัฐประหารจะเป็นข่าวลือก็ดี ข่าวจริงก็ดี มันมีโอกาสเกิดขึ้นได้หมด ในการยึดอำนาจในลักษณะอื่นๆ
ประกอบกับวันนี้เรื่องของโครงสร้างของกองทัพเราก็ยังไม่มีการปฏิรูปกันอย่างจริงจัง เรายังไม่มีการพูดถึงการปฏิรูปกองทัพ การทำให้กองทัพมีความเป็นทหารมืออาชีพ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่างแท้จริง ทั้งเรื่องของระบบอุปถัมภ์ ต่างๆ วันนี้ไม่มีการพูดถึงจริงจัง เพราะฉะนั้นในเมื่อกองทัพเป็นผู้ถืออาวุธ ในสังคมจึงมีความเสี่ยงต่อการรัฐประหารโดยตลอดเวลาอยู่แล้ว
-การเลือกตั้งครั้งหน้า คาดการณ์ว่านายกฯอาจจะไปยุบสภาฯเมื่อใกล้ครบเทอม มองว่าพรรคการเมืองควรจะสู้ด้วยเรื่องอะไร ในเรื่องของนโยบาย หรือตัวบุคคล ถึงจะตอบโจทย์
การเมืองไทยเปลี่ยนไปเยอะ ในทศวรรษที่ 2540 เราได้ยินสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยที่กินได้ เพราะพรรคการเมืองต่างๆโดยเฉพาะเมื่อพรรคไทยรักไทย เคยประสบความสำเร็จในสนามเลือกตั้ง พรรคอื่นๆก็เดินหน้าตามกันหมด ทุกพรรคก็มีนโยบายในการที่มานำเสนอต่อประชาชน จนทำให้เกิดวัฒนธรรมที่เรียกว่าประชาธิปไตยที่กินได้ คนก็สนใจในการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่างๆที่มากขึ้น หลังจากนั้นการเมืองก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ
จนในปัจจุบันนั้นในศตวรรษที่ 2560 ซึ่งวันนี้การเมืองในที่คิดว่าประชาธิปไตยกินได้ การเมืองในเชิงนโยบาย อาจเป็นประเด็นที่อาจจะขายได้อีกต่อไป ผมว่าการเลือกตั้งในครั้งหน้า มันจะเป็นประเด็นที่เราเรียกว่าการเมืองเชิงอุดมการณ์ การเมืองในเชิงอัตลักษณ์พูดถึงมากขึ้น เช่นเรื่องของการต่อสู้ในความคิดแบบประชาธิปไตย กับไม่เป็นประชาธิปไตย การต่อสู้อุดมการณ์ทางความคิด แบบเอาเผด็จการ กับไม่เอาเผด็จการ การต่อสู้กันในมิติใหม่ๆอย่างเช่น ประเด็น LGBTQ PLus เช่นประเด็น ในเรื่องสิ่งแวดล้อม ประเด็นด้อยสิทธิ ด้อยโอกาส ประเด็นในเรื่องสิทธิมนุษยชน
เพราะฉะนั้นอันนี้คือสิ่งที่เป็นการเมืองในมิติแบบใหม่ ดังนั้นดีเบต หรือข้อถกเถียงสำคัญที่เราจะเห็นในเวทีการเลือกตั้งครั้งหน้า ผมว่าน่าจะเป็นจุดยืนทางการเมือง และเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง เช่นอาจจะเป็นดีเบตว่าเอาพล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่เอาพล.อ.ประยุทธ์ เอาประชาธิปไตย หรือเอาเผด็จการ เอาเสรีนิยม หรือว่าเอาฝ่ายอนุรักษนิยม
สิ่งเหล่านี้คือข้อคำถามใหญ่ ที่จะถูกถามไปสู่จุดยืนทางการเมืองของพรรคและผู้สมัครต่างๆ ฉะนั้นการเมืองมันจึงเป็นมิติแบบใหม่ จะพูดเป็นเรื่องว่าจะมานำเสนอนโยบายให้คนอยู่ดีกินดี ซึ่งนั่นเป็นประเด็นรอง ประเด็นหลักที่คนสนใจคือการเมืองในเชิงอัตลักษณ์ ในเชิงอุดมการณ์มากกว่า
-ถ้าให้เปรียบเทียบการเมืองไทย กับการเมืองในต่างประเทศ มองว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นอย่างไร
ผมว่าการเมืองไทยเองวันนี้ก็มีสิ่งที่เกิดการขยายตัวอย่างกว้างขวาง ประชาชนเองก็ต้องการที่จะมีส่วนร่วม แต่เป็นว่ารัฐต่างหากที่ปิดกั้นกดทับหลายๆส่วน จะเห็นว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นตัวชี้วัดที่ชี้ให้เห็นได้เลยว่าคนต้องการมีส่วนร่วมและความต้องการที่จะสร้างการเมืองใหม่ และมีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 5-6 ครั้ง จากภาคประชาชนซึ่งถ้านับเป็นญัตติ ร่วมๆ 50 ญัตติ แต่ปรากฏว่าผ่านอยู่ญัตติเดียว คือเรื่องของบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เรื่องการแก้ไขระบบเลือกตั้ง
ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าการเมืองมันยังไม่ตอบโจทย์ ยังอยู่ในภาวะที่ผมใช้คำว่าการเมืองนอกสภาฯก้าวหน้า แต่การเมืองในสภาฯล้าหลัง ทั้งนี้ทำไมจึงเป็นการเมืองนอกสภาฯก้าวหน้า แต่การเมืองในสภาฯล้าหลัง เพราะการเมืองในสภาฯไม่ตอบโจทย์ ไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงอะไรในประเทศไทยแล้ว เพราะฉะนั้นการเมืองนอกสภาฯวันนี้ นอกจากมีการเมืองในโลกกายภาพ ยังมีการเมืองในโลกไซเบอร์ด้วย มีขบวนการเคลื่อนไหวในโลกไซเบอร์ มีเรื่องของพลังของคนรุ่นใหม่ในโลกไซเบอร์ อะไรต่างๆที่เกิดขึ้นขึ้นมากมายเลย
เพราะฉะนั้นก็คือสิ่งที่เป็นการเมืองนอกสภาฯที่มันก้าวหน้ากว่าในสภาฯเยอะ ซึ่งมันยังคงวนเวียนกับปัญหาเดิมๆ ปัญหาอย่างเช่น เรื่องของการแย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรี ปัญหาเรื่องของการแจกกล้วย ปัญหาเรื่องของงูเห่า มันเป็นการเมืองที่มีภาวะเบี่ยงเบนของการเมืองที่ทำให้การเมืองมันล้าหลัง
-ประเมินว่าที่ผ่านมา 3 ป. ได้เรียนรู้จาก 4 ปีที่ผ่านมา 3 ป.ได้สั่งสมเป็นนักการเมือง จนกลายเป็นฝ่ายกำหนดเกมทางการเมืองไปแล้วหรือไม่
คือผมว่าการเมืองในเชิงกำกับการ 3 ป. เขามีมากขึ้นอยู่แล้วตามพัฒนาการ ตามการมาคลุกคลีกับการเมือง แต่ถามว่าประสบการณ์ก็ดี หรือว่าจะเป็นการเรียนรู้อะไรต่างๆก็ดี ได้ส่งผลกับการเปลี่ยนทัศนคติ มุมคิดมุมมอง หรือ กระบวนทัศน์ของ 3 ป.ไหม อันนี้คือโจทย์ใหญ่ ซึ่งผมไม่คิดว่าจะได้ส่งผลอะไรเลย เพราะพล.อ.ประยุทธ์ก็ยังมีความคิดแบบเดิมในการที่จะบริหารบ้านเมืองและด้วยความคิดแบบทหารอยู่ แล้วการวางยุทธศาสตร์ของ 3 ป.ก็ยังคงเป็นลักษณะยุทธศาสตร์ที่ควบคุมกำกับการเมืองไว้
ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ก็ดูภาพใหญ่ ของความมั่นคง แล้วก็ดูกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยดูในส่วนของกลไกรัฐของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งวันนี้พล.อ.อนุพงษ์ น่าจะนับว่าอยู่ยาวกว่าข้าราชการประจำระดับสูง ที่อยู่ในตำแหน่งระดับสูง ของกระทรวงมหาดไทยทั้งหมดก็ได้ เพราะพล.อ.อนุพงษ์ อยู่มา 8 ปีแล้ว ซึ่งผมไม่คิดว่าผู้ว่าฯ อธิบดี หรือรองปลัดกระทรวงคนไหนจะอยู่ในตำแหน่งมา 8 ปี นั้นยังไม่เห็นเลย
ในขณะที่พล.อ.ประวิตร รับหน้าที่ในการดูแลงานทางด้านการเมือง เพราะฉะนั้นเราดูแล้วเท่ากับว่าสามคนนี้นั้นน่าจะผ่านการเรียนรู้ทางการเมืองเรื่องของสถานการณ์เลือกตั้ง แต่ว่าสิ่งที่ไม่เปลี่ยนเลยคือแก่นแนวความคิด ที่ 3ป.ยังอยู่เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นภาวะของการเมืองไทยวันนี้ก็คือ รัฐบาล ทหาร รัฐบาลคสช.ที่ผ่านการรับรองเรื่องของการเลือกตั้งเท่านั้นเอง แต่แก่นแท้ยังคงแหมือมเดิม
-คาดหวังว่าจะได้เห็นการเมืองไทยในปีหน้าเป็นอย่างไร
การเมืองไทยในปีหน้า ผมคาดหวังว่าอยากให้มีการเลือกตั้งที่เรียบร้อย แล้วก็ทำให้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่าการมีเสถียรภาพทางการเมือง ไม่เกิดเรื่องของความรุนแรงทางการเมือง และแล้วก็ไม่เกิดเรื่องของการที่รัฐจะควบคุมปิดกั้นต่างๆ ในเรื่องของการเมืองกับประชาชน สิ่งเหล่านี้คือภาพของการเมืองที่อยากเห็น