เรื่องจากปก/นสพ.สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์...ศึกสองนางพญา
คอลัมน์ เรื่องจากปก
ศึกสองนางพญา
แนวรบฟากฝั่ง “พรรคเพื่อไทย” ไม่เคยหลับใหล ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะการณ์เช่นใด ทั้งในห้วงเวลาที่เผชิญ “ศึกนอก”เมื่อถูกทำรัฐประหาร โดนยึดอำนาจมาครั้งแล้วครั้งเล่า หรือแม้กระทั่งในยามสงบ กลับพบว่า ภายในพรรคเพื่อไทยกลับปะทุ “ศึกใน” แม่ทัพหันมาฟาดฟัน ห้ำหั่นกันเสียเอง !
แรกทีเดียว ผู้คนในสังคมพากันปรับมุมโฟกัสไปณ จุดเดียวกัน นั่นคือความวุ่นวาย ที่พรรคประชาธิปัตย์ เพราะหวั่นใจ หวาดวิตกกันไปไกลว่าถึงคราวที่พรรคจะแตกร้าวเสียแล้วอย่างนั้นหรือ เมื่อ “แกนนำกปปส.” พากันยกพลกลับเข้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเสร็จศึกภาคสนาม สวมบท “ม็อบกปปส.” เคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้พ้นจากอำนาจ
ท่ามกลางกระแสข่าวลือ ที่ทำเอาสถาบันทางการเมือง อายุกว่า 70ปีอย่างประชาธิปัตย์ แทบสะเทือนว่า งานนี้กลุ่มกปปส. ส่งคนกลับเข้าไป “ยึดพรรค” ถึงขั้นจ่อที่จะเปลี่ยนตัว “หัวหน้าพรรค” กันเลยทีเดียว แต่แล้ว “ศึกใน” ก็พลันก็ต้องคืนสู่ความสงบ เมื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ให้การต้อนรับ 8 กปปส. ด้วยท่าทีโอภาปราศรัย จับไม้จับมือ เพื่อดับข่าวลือ แสดงให้สังคมเห็นว่า “ไม่มีอะไรในกอไผ่”
ขณะศึกในของพรรคประชาธิปัตย์ ยังอยู่ในสภาพคุกรุ่น มีคลื่นใต้น้ำ ที่รอจังหวะเปิดฉากกันในรอบใหม่ เมื่อใดที่มีการเปิดประชุมพรรคอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่า ณ พรรคเพื่อไทยเอง พบว่าสถานการณ์ “ศึกใน” นั้นดุเดือดไม่หยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
เป็นที่รับรู้กันดีว่า วันนี้ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะเจ้าของพรรคตัวจริงเสียงจริง จะพำนักพักอยู่ในต่างประเทศ ระหกระเหินมานานกว่าสิบปี แต่ทั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตัวทักษิณ นั้นยังคงยึดโยงและบงการทุกความเป็นไปภายในพรรคเพื่อไทย มาโดยตลอด
ด้วยเพราะไม่อาจ ปล่อยมือ หรือไว้วางใจใคร ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามนี้ เมื่ออำนาจและบารมีของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังผงาด มีอิทธิพลแผ่ปกคลุมไปทั่วทุกมิติ ทั้งทางการเมืองและการบริหาร ไหนยังจะมี “กองทัพ” เป็นฐานที่มั่นหลัก ขณะที่เมื่อมองกลับมาภายในพรรค ยิ่งพบแต่จุดอ่อนทั้งที่เกิดขึ้นจากการยึดอำนาจโดยคสช. ไปจนถึง “สนิมเนื้อใน” เมื่อ “คีย์แมน” ของพรรคพากันจับคู่เปิดศึก ฟาดฟันกันเอง
หากทุกอย่างดำเนินไปตามโรดแมป ตามที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ได้ระบุเอาไว้ นั่นคือการเลือกตั้งจะมีขึ้นในราวปลายปี 2561 นั่นหมายความว่านี่คือ “โอกาส” ของพรรคการเมืองทั้งพรรคใหญ่ พรรคเล็กไปจนถึงพรรคหน้าใหม่ ที่หวังแจ้งเกิดในสนามเลือกตั้งรอบนี้ ต่างต้องเร่งจัดทัพเตรียมความพร้อม กันอย่างเต็มที่
โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่รู้ดีว่า หากไม่สามารถเอาชนะได้สนามเลือกตั้ง หากไม่สามารถกวาดที่นั่งส.ส.มาได้ให้มากที่สุด ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะถูกโดดเดี่ยว และบีบให้กลายเป็น “พรรคฝ่ายค้าน” มากเท่านั้น แม้การที่พรรคประชาธิปัตย์ จะเปิดศึกงัดข้อกันเองก็ตาม แต่ย่อมไม่ได้หมายความว่าจะเกิดสูตร “ประชาธิปัตย์+เพื่อไทย” จับมือกับคว่ำคสช. แต่อย่างใด
แน่นอนว่า โจทย์ข้อนี้ ทักษิณ และแกนนำพรรคเพื่อไทยต่างรู้ดีอยู่เต็มอก อีกทั้งยังรู้ดีว่าการต่อสู้ของเพื่อไทยในวันนี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดาย เนื่องจากพรรคต้องหาทาง “สลัด” ทุกเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยง ฉุดรั้งให้พรรคต้องเข้าไปอยู่ในโซนอันตราย นั่นหมายความว่า มวลชนคนเสื้อแดงที่เคยเป็น กองกำลังภาคสนามก็ถึงคราวที่จะต้องเหินห่างกันโดยปริยาย
ในยามที่พรรคอ่อนกำลังลง แม้แพไม่แตกก็เหมือนแตก ไม่ต่างกัน เพราะเจ้าของพรรคยังหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ ไร้วี่แววว่าจะได้กลับเมืองไทย ขณะที่ พี่น้องตระกูล “ชินวัตร” ที่ยังอยู่ในประเทศ ก็ล้วนแล้วแต่ติดคดีความทั้งอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ไปจนถึง “พานทองแท้ ชินวัตร” บุตรชายทักษิณ ที่มีคดีธนาคารกรุงไทย จ่อคิวอยู่เบื้องหน้า
แต่ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยเองไม่อาจเล่นบท “แข็งกร้าว” เปิดหน้าประจันบาน กับคสช. ก็เห็นทีว่าจะมีแต่ลำบาก ด้วยเหตุนี้จึงต้องเปลี่ยนตัวแม่ทัพจาก “สายบู๊” มาเป็น สายประนีประนอม อย่าง “ คุณหญิงหน่อย” คุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ว่ากันว่าเธอเองเบียดไหล่แกนนำหลายคนที่เคยออกมาโลดแล่น ตอบโต้ คสช.อย่างดุเดือด
ทว่าการเข้ามามีบทบาทของคุณหญิงสุดารัตน์ กลับทำให้เกิดปัญหาตามมา เพราะมีหลายคน หลายกลุ่มต่างไม่พอใจ แม้จะมีข่าวมาก่อนหน้านี้ว่า ทักษิณ และ “คุณหญิงอ้อ” คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยาทักษิณ ต่างให้ไฟเขียวแล้วก็ตาม
ซึ่งในหลายคนที่ไม่พอใจที่คุณหญิงสุดารัตน์ เข้ามามีบทบาทในพรรคเพื่อไทยนั้นหากเป็น แค่กลุ่มก๊วนอย่าง “บ้านริมคลอง” ของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ก็ไม่มีน้ำหนักเท่าใดนัก แต่งานนี้กลับกลายเป็น “สองพี่น้อง” คนใกล้ตัวทักษิณ อย่าง ยิ่งลักษณ์ และ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เสียเอง ส่งผลให้เรื่องราวทำท่าทีจะไม่จบลงง่ายๆ
เพราะไม่ลืมว่า ทั้งคุณหญิงสุดารัตน์ และเจ๊แดง เยาวภา ย่อมไม่ได้งัดข้อกันเพียงเพราะไม่ต้องการให้อีกฝ่ายได้มีบทบาทโดดเด่นในพรรคเท่านั้น หากแต่ยังต้องเพ่งมองไปถึงโอกาสที่ “ใคร” จะได้รับการเสนอชื่อ เป็นตัวแทนพรรคเพื่อชิงเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี” เมื่อฝ่าด่านการเลือกตั้งเข้าสู่สภาหินอ่อนได้สำเร็จต่างหาก
แน่นอนว่า เจ๊แดง เยาวภา ผู้ที่มีบารมี มีกลุ่มก๊วนส.ส.อยู่ในมือ ย่อมไม่ได้ต้องการเปิดศึกในเพื่อตัวเธอเอง หากแต่มีเป้าหมายเพื่อผลักดัน “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ผู้เป็นสามี ให้ได้เป็นนายกฯอีกครั้ง แม้ก่อนหน้านี้สมชาย น้องเขยของทักษิณ จะได้รับการโปรโมตให้เป็นนายกฯ แต่กลับไม่เคยได้เหยียบย่างเข้าไปนั่งทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล เพราะตลอดชช่วงรัฐบาลของสมชาย ต้องผจญกับ “ม็อบเสื้อเหลือง” กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ก่อนเกิดเหตุการณ์ นำมาซึ่งการสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภา ในปี2553 มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
ดังนั้นเมื่อโอกาส ลอยให้เห็นอยู่เบื้องหน้า จึงไม่แปลกที่เจ๊แดง เยาวภา จะผลักดันสมชาย ให้ได้กลับมาเป็นนายกฯอย่างสมภาคภูมิอีกครั้ง !
ว่ากันว่าบรรยากาศยามนี้ที่พรรคเพื่อไทยนั้นร้อนแรงเอาการอยู่ทีเดียว เพราะสองพี่น้อง “เยาวภา-ยิ่งลักษณ์” ผนึกกำลังเพื่อออกแรงต้าน คุณหญิงสุดารัตน์ อย่างเต็มที่ ทั้งนี้มีรายงานข่าวจากวงในแจ้งว่า สองพี่น้องชินวัตร กำลังหาทางพูดคุยกับทักษิณ เพื่อทำหน้าที่ดูแลพรรคอย่างเบ็ดเสร็จโดยต้องการให้ “พี่ชาย” มอบอำนาจให้อย่างชัดเจน
ตามแผนที่วางเอาไว้ เยาวภา เตรียมตัวแพ็คกระเป๋าเดินทางบินไปหาพี่ชายที่ญี่ปุ่น หรือไม่ก็ที่ดูไบ นัยว่าต้องการขอสิทธิ์ขาดในการคุมพรรค จาก “พี่ชาย” ก่อนที่ “คนนอกบ้าน” อย่างคุณหญิงสุดารัตน์ จะสยายปีกอำนาจไปมากกว่านิ้
อย่างไรก็ดี ยังต้องไม่ลืมว่า ขณะที่ทั้งเจ๊แดง กับยิ่งลักษณ์ ต้องการสกัดคุณหญิงสุดารัตน์ แต่ก็ต้องจับอาการ ของ “พี่สะใภ้” อย่าง “คุณหญิงอ้อ” ด้วยเช่นกันว่าจะเห็นเป็นเช่นใด เนื่องจากมีข่าวว่า คุณหญิงอ้อ เองก็ให้ไฟเขียวแก่ คุณหญิงสุดารัตน์ เข้ามานำทัพ ในยามที่ต้องการเปลี่ยนม้า ก่อนออกศึก เพราะจะให้ใช้ “แม่ทัพ” ที่ต้องการรบพุ่ง บู๊ประจันบาน โดยไม่นำพาเรื่องการเจรจา “สงบศึก” ก็คงจะมีแต่เสียกับเสีย
ด้วยเหตุนี้ท่าทีของคุณหญิงอ้อ จึงมีความสำคัญไม่ด้อยไปกว่า สัญญาณจากทักษิณ ผู้เป็นพี่ชายซึ่งยิ่งลักษณ์ และเยาวภา ต้องรับรู้
ศึกใน ครั้งนี้ เห็นทีว่าทั้ง “คุณหญิงหน่อย” กับ เจ๊แดง เยาวภา คงต้องวัดพละกำลังกันอยู่ไม่น้อย เพราะต่างฝ่ายต่างมั่นใจว่าตนเองมี “แต้มต่อ”อยู่ในมือด้วยกันทั้งสองฝ่าย
สำหรับทักษิณ เองนั้นจะตัดสินใจอย่างใด จึงจะทำให้พรรคเพื่อไทยที่กำลังถูกโดดเดี่ยวในสังเวียน ได้มีโอกาสคืนกลับมาสู่ชัยชนะให้มากที่สุด โดยที่ไม่ทำให้ “น้องสาว” กับ คุณหญิงสุดารัตน์ ต้องเปิดศึกห้ำหั่นกันจนแตกหัก
ศึกระหว่างสองนางพญา ครั้งนี้จึงดูว่าจะสูสี และเข้มข้น ไม่มีใครยอมถอยให้ใครเอาเสียด้วย !