"โกวิทย์" เปิดใจลาออก "พลังท้องถิ่นไท" ร่วมงาน "รทสช." เดินหน้าผลักดัน "กระจายอำนาจท้องถิ่น"

การเมือง10 มี.ค. 2566 • 11:44 น.
"โกวิทย์" เปิดใจลาออก "พลังท้องถิ่นไท" ร่วมงาน "รทสช." เดินหน้าผลักดัน "กระจายอำนาจท้องถิ่น"

เมื่อวันที่ 10 มี.ค.66 ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท แถลงข่าวว่า นับตั้งแต่ผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ดำรงแหน่งหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน 2565 เป็นต้นมา ผมได้เจอและเผชิญกับปัญหาในการบริหารจัดการพรรคหลายประการ เช่น ประธานที่ปรึกษาพรรค คือ นายชัชวาลล์ คงอุดม ได้ลาออกจากพรรคไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ ตามคำเชิญของ พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา และนายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค เพื่อให้มาช่วย กับเรื่องสำคัญที่เป็นปัญหาหลัก ก็คือพรรคไม่มีทุนหรือเงินพอที่จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือการบริหารจัดการเลือกตั้งที่จะต้องต่อสู้แข่งขันกันสูงกับพรรคอื่นๆ ได้ 

แม้ว่าการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคพลังท้องถิ่นไท เมื่อปลายเดือนมกราคม 2566 จะมีมติยืนยันว่าจะไม่มีการยุบพรรค และจะคงรักษาพรรคไว้ “ความเป็นพรรคพลังท้องถิ่นไท” ไว้ แต่จะให้ความเป็นอิสระกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของพรรค และกรรมการบริหารพรรคที่จะตัดสินใจทางการเมืองของแต่ละคน ซึ่งช่วงหลังในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 มี ส.ส. ของพรรคส่วนหนึ่งไปสังกัดพรรคอื่นๆ บ้าง รวมทั้งไปสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ และกรรมการบริหารพรรคบางท่านก็ลาออกไป

ต้นเดือนมีนาคม 2566 ได้พบปะพูดคุยกับกรรมการบริหารพรรคและมีมติว่า “พรรคพลังท้องถิ่นไท” จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งที่จะมาถึงนี้ (การเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566) ด้วยเหตุผลไม่มีทุนในการจัดส่งผู้สมัครและการบริหารจัดการเลือกตั้ง

ผมจึงตัดสินใจลาออกจาก “หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท” ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2566 และได้เข้าไปสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยการเชิญชวนของ นายชัชชวาลล์ คงอุดม ในฐานะที่มีความผูกพันและเคยสนับสนุนให้ผมเป็น ส.ส. มาในสมัยแรก ประกอบกับ นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค ได้เคยชักชวนไว้ตั้งแต่ต้น และเมื่อวันที่ 9 มีนาคม จึงได้เข้าเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

ผมได้ถือโอกาสพูดคุยกับ นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นการส่วนตัวในวันมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคว่า ตั้งใจอยากจะผลักดันนโยบายเรื่องการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เช่น 1) การเพิ่มเงินอุดหนุนให้แก่ท้องถิ่น (อปท.) เป็นสัดส่วนร้อยละ 35 ในปีงบประมาณ 2567

2) ปรับปรุงกฎหมายเพิ่มหน้าที่และอำนาจให้แก่ท้องถิ่น และตัดตอนลดความซ้ำซ้อนหน้าที่และอำนาจ ระหว่างส่วนราชการกับท้องถิ่น 3) เร่งรัดจัดให้มีท้องถิ่น (อปท.) รูปแบบพิเศษในพื้นที่เมืองที่มีศักยภาพ เช่น เมืองท่องเที่ยว เมืองชายแดน เมืองที่เป็นเกาะ เป็นต้น 4) เร่งรัดปรับปรุงระเบียบบริหารราชการบุคคลของข้าราชการท้องถิ่น และพนักงานท้องถิ่น ให้มีศักดิ์ศรีเทียบเท่าข้าราชการ โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เหมือน ก.พ. 

5) ให้พิจารณาจังหวัดที่มีศักยภาพด้านรายได้และความพร้อมยกฐานะเป็นตัวอย่างจังหวัดจัดการตนเอง 6) เสนอให้มีการจัดตั้งสภาพลเมืองในแต่ละท้องถิ่นเพื่อให้มีส่วนร่วมในการจัดการชุมชนท้องถิ่นของตนเอง ส่วนนโยบายด้านการศึกษาขอเสนอให้เร่งรัดส่งเสริมคุณภาพของคนในชาติกับการเร่งสร้างพลเมืองของชาติโดยการส่งเสริมการศึกษาการเรียนรู้แก่คนทุกเพศทุกวันอย่างเท่าเทียม

การอุดหนุนอาหารกลางวันกับเด็กก่อนวัยเรียนและระดับประถมศึกษา ทั้งในโรงเรียนของรัฐ และโรงเรียนเอกชนอย่างเท่าเทียม การจัดให้มีกองทุนอาชีพในวัยเรียนกับนักเรียน นักศึกษา การปรับทิศทางมหาวิทยาลัยให้ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศและเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนท้องถิ่น สำหรับคนทุกเพศทุกช่วงวัย การปรับรื้อโครงสร้างระบบราชการให้กะทัดรัดตอบโจทย์กับการปฏิรูปประเทศและมีความเป็นธรรมาภิบาล

จึงเสนอไปสู่การพิจารณาของพรรครวมไทยสร้างชาติ และพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ช่วยพิจารณาในฐานะผู้นำพรรค