ชี้ พรรคแตกแยก เป็นจุดอ่อน
"รอ.ธรรมนัส" เชื่อมั่น "บิ๊กป้อม" เก๋าเกมใต้ดินบนดิน นำ"พปชร."รุ่งแน่ รับภาพพรรคแตกแยกคือจุดอ่อน "อิสระ"ปัดข่าว"บิ๊กตู่"เป็นนายกฯถึงปี 2570 ไม่ใช่ความเห็นของ"ชวน"
เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.64 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศของพรรคในรอบปีที่ผ่านมา รวมถึงทิศทางการทำงานของพรรคในปีหน้า ว่า นโยบายของพรรคที่เคยหาเสียงไว้เมื่อปี 2562 หากถามว่าเป็นนโยบายขายฝันหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่นโยบายขายฝัน เป็นนโยบายที่ประชาชนสามารถจับต้องได้ โดยเฉพาะนโยบายในเรื่องของ สปก. ซึ่งกำกับดูแลเองในขณะดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ การออกประกาศ 2 ฉบับ ว่าด้วยกิจการสนับสนุนและกิจการต่อเนื่องทำให้แก้ปัญหาการใช้ที่ดินของรัฐในรูปแบบของเขตปฏิรูปที่ดินตามที่พรรคได้หาเสียงไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
ส่วนในเรื่องของนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็เป็นนโยบายที่เริ่มชินกับวิถีชีวิตของคนไทย เราต้องการทำในเรื่องของการนำประเทศเข้าสู่รัฐสวัสดิการ เพราะคนไทยทุกคนต้องมีสวัสดิการ แต่สวัสดิการจะไม่เหมือนกันในกลุ่มคนแต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเปราะบาง กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ หรือคนทั่วไปจะได้รับสวัสดิการอย่างไร นี่คือนโยบายที่เราเขียนเอาไว้ เราเอาเฉพาะกลุ่มที่สังคมต้องดูแลเป็นพิเศษ ทั้งเด็กแรกเกิด คนชรา คนพิการ หรือผู้มีรายได้น้อย ดังนั้นในรอบปีที่ผ่านมานโยบายของพรรคดีอยู่แล้ว
"ที่ผ่านมาผมคุยกับทูตหลายประเทศ ส่วนใหญ่เขาจะถามว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นอย่างไร เราก็อธิบายตามความเป็นจริงว่าพรรคนั้นดีอยู่แล้ว แต่ภาพที่เห็นว่าทำไมพรรคเกิดความแตกแยกมาโดยตลอดไม่รู้จักจบ มันเป็นเรื่องของหัวหน้ากลุ่มแต่ละกลุ่มมากกว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขณะนี้ รวมถึงผู้ที่เคยสมัครในนามพรรคพลังประชารัฐและกำลังจะสมัครในนามพรรค ต่างมีความสมัครสมานสามัคคีกัน เดินไปในทิศทางเดียวกัน ตามที่หัวหน้าพรรคกำหนดให้เดิน ผมมั่นใจว่าพรรคพลังประชารัฐยังขายได้"
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคพลังประชารัฐ จะสามารถเป็นสถาบันการเมือง ในอนาคตได้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า "ผมมีความเชื่อมั่นในผู้นำของผม นั่นคือหัวหน้าพรรค หัวหน้าพรรคมักจะพูดเสมอว่า เรื่องภายในพรรค หรือเรื่องการเมืองภายในพรรคเป็นเรื่องที่หัวหน้าพรรคจะจัดการเอง ส่วนเรื่องการบริหารเป็นเรื่องของนายกฯ สำหรับในพรรค ตั้งแต่ผมเป็นเลขาธิการพรรคมา ทำงานตลอด ไม่เคยมีวันหยุด ผมเชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่มอบหมายงานให้หลายคนดูแลทั้งบนดิน และใต้ดิน ผมเชื่อมั่นว่าพรรคพลังประชารัฐจะกลายเป็นสถาบันการเมืองที่มีความเข้มแข็ง"
เมื่อถามว่าประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของพรรคพปชร.อย่างไร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จุดแข็งของเราคือ ส.ส.ของพรรคและว่าที่ผู้สมัคร มีความมั่นใจในตัวหัวหน้าพรรค เพราะหัวหน้าพรรคไม่เคยทำอะไรแล้วไม่สำเร็จ เรื่องที่ตอบว่าไม่รู้ ๆนั้นท่านรู้หมด ขึ้นอยู่ที่ว่าจะตอบหรือไม่ตอบ และรู้จักใช้คนทำงาน ส่วนตนและนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค มีหน้าที่ดูภาพรวม ทำหน้าที่ไปลุยพื้นที่ เหมือนไปตีเมืองขึ้น จากนั้นจะมีคนมาดูแลหรืออาจจะตั้งให้คนในพื้นที่นั้นๆมาดูต่อ เราไม่ได้ดูแลทั้งประเทศ แต่ดูภาพรวมในฐานะเลขาฯ เดินทางไปแต่ละจังหวัดและเปิดตัว ไม่ใช่ว่าตนต้องดูทั่วประเทศอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ ตนไปอีสานเสร็จแล้วก็หาตัวแทนดูแล และหัวหน้าพรรคก็จะจัดคนมาดูแลอีกที อย่าง กทม.ได้จัดเข้าสู่ระบบแล้วก็ได้ส่งต่อคนรุ่นใหม่ ซึ่งหัวหน้าได้ให้คนมาดูแลแล้ว ทั้งนี้แล้วแต่หัวหน้าจะจัดใครมาดูแล ไม่ใช่ตนต้องดูแลทั่วประเทศทีเดียวมันเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่ใช่ทศกัณฐ์
เมื่อถามย้ำว่าจุดอ่อนของพรรคเป็นอย่างไร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ยอมรับว่าภาพที่สะท้อนให้สังคมได้เห็นคือภาพของความแตกแยก เราต้องแก้ให้ได้ว่าถ้าเห็นต่างกันก็ควรจะจบในพรรคไม่ต้องให้สื่อไปนำเสนอว่าแตกแยกกันจริงๆ เช่น การประชุมบริหารพรรคเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา เรายิ้มแย้มกันทุกคนไม่ได้มีความขัดแย้งอะไร นี่คือภาพจริงที่เกิดขึ้น แต่บางครั้งอาจจะเป็นลูกน้อง เช่น ลูกน้องตนเอาข่าวไปเสนอทำให้เกิดความเสียหาย ลูกน้องของคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ที่รักลูกพี่มากเกินไปนำไปเสนอ ทำให้เกิดผลเสียกับภาพลักษณ์ของพรรค จึงเป็นจุดอ่อนของพรรค
"ความจริงเฉพาะ ส.ส.ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ว่าอยู่ที่หัวหน้ากลุ่มแต่ละกลุ่มมากกว่า และทุกครั้งที่สงบได้เพราะท้ายที่สุดแล้ว พล.อ.ประวิตร มานั่งหัวโต๊ะก็ทำให้จบ พวกเราพยายามคุยกันนอกรอบ ในเรื่องความแตกแยก เพื่อไม่ให้ภาพลักษณ์พรรคเสียไปมากกว่านี้ และผมพร้อมคุยกับทุกกลุ่มและก็ได้คุยกับทุกกลุ่มอยู่แล้ว"
ด้าน นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากกรณีที่มีข่าวปรากฎตามหน้าสื่อมวลชน ว่า สภาฯให้ความเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สามารถที่จะอยู่ในตำแหน่งได้จนถึงปี 2570 นั้น คือเรื่องนี้จริงๆเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 เดือนที่เเล้ว ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำเป็นปกติของข้าราชการสภาฯ ในกรณีถ้ามีข่าวที่เป็นที่สนใจของสังคม ก็จะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของสภาฯ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน ทำการสรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และสรุปรายละเอียดของประเด็นนั้นๆ พร้อมทั้งความเห็นทางกฎหมายส่วนบุคคลของตน แนบท้ายกราบเรียนประธานสภาฯ ให้รับทราบ ตนขอเน้นย้ำว่า กรณีนี้ เป็นความเห็นส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่สภาฯ เจ้าหน้าที่นิติกรเจ้าของเรื่อง ซึ่งไม่ใช่ความเห็นนายชวน หลักภัย ประธานสภาฯ
อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญ อำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยประเด็นนี้ ไม่ใช่หน้าที่ของสภาฯ แต่เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 210 ของรัฐธรรมนูญ ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัย ทั้งนี้ เกรงว่าจะเกิดการเข้าใจผิดคิดว่านายชวนเพิ่งพิจารณากรณีดังกล่าวในช่วงนี้ แต่ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเเน่นอน เพราะขณะนี้นายชวน กำลังลงพื้นที่พบประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโควิด-19 ในหลายจังหวัด คือ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ชุมพร และจ.สุราษฎธานี