“ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” วิเคราะห์ปรากฎการณ์ตั้งรัฐบาล 3 ก๊ก
หมายเหตุ : ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหาร ศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอสมมติฐาน การคาดการณ์ และการวิจัยการเลือกตั้ง 2562 ในงานเสวนาทางวิชาการเรื่อง "การเลือกตั้งแบบ 3 In 1 กับผลทางการเมืองและการใช้สิทธิของประชาชน" ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดขึ้น ทั้งนี้ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ได้สรุปประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
“ การเลือกตั้งครั้งนี้ มีความแตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา คือ มีแต่แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยไม่มีการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ และผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีในรอบแรกได้นั้น พรรคการเมือง จะต้องแจ้งรายชื่อต่อ กกต. และประกาศให้ประชาชนได้รับทราบก่อน ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงถูกเรียกว่า “การเลือกตั้งแบบ 3 In 1” กล่าวคือ การใช้สิทธิ์เลือกตั้งของประชาชนซึ่งมีเพียงคะแนนเดียว จะเป็นทั้งการเลือกตั้งแบบเขตเลือกตั้ง การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ และการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีไปพร้อมกัน
และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เรียกการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ว่า “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤาว่า “Mixed Members Apportionment : MMA” ซึ่งมีวิธีการเลือกและคิดจำนวนที่นั่ง ส.ส. แตกต่างออกไปจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และ พ.ศ.2550 ฉะนั้น การเลือกตั้งจะมีแต่เฉพาะแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยผู้ที่จะได้รับเลือกเป็น ส.ส.แบ่งเขตเลือกตั้ง คือผู้ที่ได้คะแนนมากที่สุดในเขตเลือกตั้ง เหมือนกับระบบเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ผ่านมา แตกต่างตรงส.ส.บัญชีรายชื่อนั้น คำนวณจากจำนวน ส.ส.พรรคการเมืองจะพึ่งมีได้ก่อน
โดยการนำจำนวนคะแนนแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของทุกพรรคที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อที่ได้รับทั้งหมด มาหารด้วย ส.ส. ทั้งหมด 500 คนก็จะได้ค่าเฉลี่ยจำนวนคะแนนเสียงต่อ ส.ส. 1 คน และเอาค่าเฉลี่ยนั้นมาหารจำนวนคะแนนของผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหมดของแต่ละพรรค
ผลที่ได้เป็นจำนวน ส.ส. ที่จะพึงมีได้ และเอาผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคตั้งแต่อันดับหนึ่งไปเติมจนครบจำนวนที่พึงมีได้ของพรรคนั้น โดยหากพรรคใดได้ ส.ส.แบบแบ่งเขตเท่ากับ หรือมากกว่าจำนวน ส.ส.พึงมีได้แล้ว พรรคนั้นก็จะไม่ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่ออีก
อย่างไรก็ดี จากผลการศึกษาครั้งนี้ คาดการณ์ผลการเมืองที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งแบบ “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ได้ในหลายประเด็น คือ
การเลือกตั้งทุกครั้ง พรรคใหญ่จะได้ส.ส.แบบแบ่งเขต น้อยกว่าแบบบัญชีรายชื่อ จึงตั้งข้อสังเกตว่า การใช้บัตรใบเดียว หากประชาชนชอบผู้สมัคร ส.ส. และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ต่างพรรคกัน จะทำให้เกิดการขาดสิทธิในการตัดสินใจเลือกตั้ง เพราะระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ บัตรเลือกตั้งจะมีผลกับคะแนนเสียงของประชาชน และจำนวน ส.ส.ในหลายมิติ ระบบเลือกตั้งใหม่จะทำให้พรรคใหญ่ได้ ส.ส. น้อยลง และจะมีพรรคขนาดกลางมาเเย่งที่นั่ง ส.ส. คาดว่า จะไม่มีพรรคใดได้ ส.ส.เกิน 250 เสียง เพราะผู้ที่มีโอกาสเลือกตั้งครั้งแรก 6.4 ล้านคน มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองใหม่
การเกิดขึ้นของการเมืองแบบ 3 ก๊กนั้น มีผลต่อการที่จะจัดตั้งรัฐบาล คือ ก๊กที่ 1 พรรคการเมืองและ ส.ว.ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา , ก๊กที่ 2 พรรคเพื่อไทยและพรรคเครือข่าย และก๊กที่ 3 คือ พรรคประชาธิปัตย์
ที่ทั้ง 3 ก๊กนี้จะต้องมีสองพรรคที่จับมือกันตั้งรัฐบาล ถึงแม้ว่า คสช.จะเป็นผู้เสนอชื่อว่าที่ ส.ว. 250 คน และทำให้การเป็นนายกรัฐมนตรีต่อของพล.อ.ประยุทธ์ ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก จากกติกาตามบทเฉพาะกาล ที่ต้องได้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสองสภา 376 เสียง ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ต้องการอีกแค่ 126 เสียง ก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะต่อให้พรรคพลังประชารัฐได้ ส.ส.ไม่ถึง 126 เสียง ก็ไม่น่ายากที่จะดึงพรรคขนาดกลางและเล็กมาร่วม
แต่ในส่วนนี้ มองว่า จะเป็นปัญหา เพราะถ้าเสียงในสภาผู้แทนราษฎรที่มีไม่ถึงครึ่ง รัฐบาลจะเป็นเสียงข้างน้อยในสภา ซึ่งจะทำให้เสนอร่างกฎหมายไม่ผ่าน และถูกลงมติไม่ไว้วางใจได้ จึงมีอยู่ 3 ทางที่จะทำให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
คือ พรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ , พรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทย
ซึ่งแนวทางที่ 2 ที่พรรคพลังประชารัฐจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ ดูจะมีโอกาสมากกว่าแนวทางอื่นๆ และการรวมกันไม่จำเป็นที่พรรคที่มี ส.ส.มากสุดจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่โอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะมาโหวตหนุนพรรคพลังประชารัฐก็มีเงื่อนไขอีกว่า พรรคพลังประชารัฐต้องชนะเลือกตั้งให้ได้เสียงมากเป็นอันดับหนึ่ง เพราะจะเป็นคำตอบของความชอบธรรม ที่พรรคประชาธิปัตย์จะโหวตให้
อีกทั้ง พรรคภูมิใจไทย จะเป็นอีกตัวเเปรสำคัญ ที่มองข้ามไม่ได้ เพราะนอกจากจะเป็นตัวเลือกอีกตัวหนึ่ง พรรคนี้อาจจะมีศักยภาพมากพอที่จะเป็น “ตัวกลาง” ทำให้เกิดการรวม ส.ส. จนได้เสียง 376 เสียงก็เป็นได้
รวมถึงนายกรัฐมนตรี อาจจะมาจากว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคไม่เกิน 5-6 พรรค เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ทุกคะแนนแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมีความหมาย ทำให้โอกาสที่พรรคขนาดกลาง และพรรคขนาดเล็ก ได้คะแนนเสียงเกิน 5% เป็นไปตามเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ คือ ว่าที่นายกรัฐมนตรี จะได้รับการเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้จะต้องมาจากพรรคที่ได้ ส.ส. ไม่น้อยกว่า 5% หรือ 25 คน
และคาดการณ์ว่า การเลือก ส.ว. ของ คสช. ทั้ง 250 เสียง ให้ทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งตามบทเฉพาะกาล มาตรา 269 อาจมีปัญหาเกิดขึ้นจะกลายเป็นจุดอ่อน ทำให้เสียคะแนนนิยมจากคนตรงกลาง และอาจมีกระแสให้ ส.ว. “ฟรีโหวต” ในการเลือกนายกรัฐมนตรี
ดังนั้น โอกาสของพล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ มีเหตุผลเดียว คือ พรรคพลังประชารัฐจะต้องชนะการเลือกตั้ง แต่ห่วงว่าจะติดปัญหาเรื่องคุณสมบัติของหัวหน้า คสช. ที่อาจขัดต่อข้อกฎหมายในการเสนอชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในเรื่องการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นโดยที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้คาดคิดมาก่อน หรือนักกฎหมายของ คสช.ก็นึกไม่ถึง แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะยกเว้นตำแหน่งข้าราชการการเมืองให้สมัคร ส.ส.ได้ แต่พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี จึงเป็นว่าที่นายกฯ ได้ ส่วนข้อถกเถียงเรื่องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ รัฐธรรมนูญยกเว้นแต่เพียงเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นข้าราชการการเมืองเท่านั้น เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ไม่ได้รับการยกเว้น ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาต่อ จึงอยู่ที่ว่า หัวหน้า คสช. เป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่
นอกจากนี้ ได้มีการประเมินพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งของคนไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ มองว่า ระบบเลือกตั้งแบบ 3 อิน 1 ทำให้เกิดการแข่งขันทางนโยบายมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน แต่สุดท้ายตัวว่าที่นายกรัฐมนตรี น่าจะเป็นปัจจัยในการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ ขณะที่พฤติกรรมของผู้เลือกตั้งครั้งแรก (First Time Voters) และผู้ที่ไม่ชอบทั้ง คสช. และดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (Swing Voters) อาจจะไม่เลือกทั้งคสช. และดร.ทักษิณ ชินวัตร แต่กลับไปเทคะแนนให้กับพรรคใหม่มากกว่าพรรคเก่า จึงทำให้พรรคอนาคตใหม่มีความโดเด่นขึ้นมา
ซึ่งสะท้อนถึงการเมืองแบบที่ผู้ใหญ่เคยเลือกไว้ที่ขัดกับการเมืองของคนรุ่นใหม่ที่อยากเลือกในแบบที่แตกต่างไปจากเดิม แต่เป็นความขัดแย้งที่แตกต่างจากความขัดแย้งของเสื้อเหลืองและเสื้อแดงแบบเดิมๆ โดยครั้งนี้เป็นความขัดแย้งระหว่างเจนเนอเรชั่น รวมถึงพฤติกรรมการซื้อเสียงที่เปลี่ยนไป คาดการณ์ว่าจะมีมากขึ้นจากระบบการเลือกตั้งนี้ แต่ไม่ใช่การซื้อเสียงเหมือนเช่นเดิม คือ เอาเงินไปให้แล้วต้องเลือกคนนั้น กลับมีพฤติกรรมรับเงินจากทุกคน แต่จะเลือกพรรค หรือคนที่อยากเลือก
ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของผลการศึกษา ยังได้มีการเสนอประเด็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. มองว่า กกต. มีอำนาจมากกว่าเดิม โดยหาก กกต.คนใด พบเห็นพฤติกรรมทุจริตการเลือกตั้ง สามารถสั่งให้ระงับการเลือกตั้งชั่วคราวได้ทันที รวมทั้งการประกาศผลการเลือกตั้ง เชื่อว่า กกต. จะใช้เวลาประกาศผลการเลือกตั้งไม่ถึง 60 วันหลังเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่กำหนดในบทเฉพาะกาล ที่กำหนดให้เลือกตั้ง ส.ส. ต้องแล้วเสร็จภายใน 150 วัน และคาดว่าจะประกาศผลการเลือกตั้งภายในวันที่ 7-8 พฤษภาคม 2562 เนื่องจาก กกต. คงไม่ประกาศผลการเลือกตั้งก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
“กกต. ทั้ง 7 คนได้รับการแต่งตั้ง โดยได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มาจาก คสช. หาก คสช. วางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็ไม่น่ามีปัญหา แต่เนื่องจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า คสช. มาลงเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี
ดังนั้น หาก กกต. ไม่วางบทบาทให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปฏิบัติต่อพรรคพลังประชารัฐ และต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็อาจเกิดปัญหาได้เหมือนที่เคยเกิดในการเลือกตั้ง ปี 2548 และ 2549 ในสมัยดร.ทักษิณ ชินวัตร และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นทั้งหมดได้”