“ทวี สอดส่อง” โอดรธน.60 แก้ไขยากแล้ว เจอร่าง รธน.พรรคร่วมรัฐบาลยากยิ่งกว่า
วันที่ 8 ธ.ค.63 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรานชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ เปิดเผยว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 นับว่าเป็นฉบับที่แก้ยากที่สุดอยู่แล้วเพราะ มี ส.ว.250 คนที่มาจากการแต่งตั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร่วมแก้ไขด้วย โดยมีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม กล่าวคือตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน การลงมติ วาระที่ 1 ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ซึ่งในจำนวนนี้ต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา (84 คน) วาระที่ 2 เสียงข้างมากเป็นประมาณ
วาระที่ 3 มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา โดยในจำนวนนี้ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองที่สมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรคการเมืองดังกล่าวรวมกันและมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา แต่ร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาล กลับวางเงือนไขให้แก้ได้ยากกว่า คือ กำหนดคะแนนเสียงเห็นชอบในวาระที่ 1 และวาระที่ 3 ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบจำนวนไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา
โดยปัจจุบันมีสมาชิกรัฐสภาที่เหลือสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้จำนวน 732 คน (จากจำนวนเต็ม 750 คน) แบ่งออกเป็น -ส.ว.245 คน ที่มาจากการแต่งตั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. -ส.ส.จำนวน 487 คน แยกเป็น พรรคร่วมรัฐบาล 277 คน (ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 120 คน, พรรคภูมิใจไทย 61 คน, พรรคประชาธิปัตย์ 52 คน, พรรคชาติไทยพัฒนา 12 คน, พรรครวมพลังประชาชาติไทย 5 คน, พลังท้องถิ่นไท 5 คน, พรรคชาติพัฒนา 4 คน, พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 คน, พรรคเศรษฐกิจใหม่ 5 คน และนายอนุมัติ ซูสารอ พรรคประชาชาติ 1 คน) ฝ่ายค้าน จำนวน 212 คน (ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 134 คน, พรรคก้าวไกล 54 คน, พรรคเสรีรวมไทย 10 คน, พรรคประชาชาติ 6 คน, พรรคเพื่อชาติ 5 คน, พรรคพลังปวงชนไทย 1 คน และนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ พรรคเศรษฐกิจใหม่ 1 คน) ร่างของรัฐบาล คะแนนเสียงเห็นชอบการแก้ไขเพิ่มเติมต้องใช้คะแนนเสียง 3 ใน 5 คือเห็นชอบจำนวนไม่น้อยกว่า 440 คน
ดังนั้นเสียงของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล บวก ส.ว.รวมแล้วมีมากถึง 522 คน เกินไปจำนวน 82 คน ขณะที่คะแนนเสียงของพรรคฝ่ายค้าน มีเพียง 212 คนเท่านั้น ไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้เลย
ส่วนร่างแก้รัฐธรรมนูญของพรรคฝ่ายค้านเสนอ ในวาระที่ 1 เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของทั้งสองสภา วาระที่ 2 เสียงข้างมากเป็นประมาณ และวาระที่ 3 คะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของทั้งสองสภา ซึ่งข้อเสนอของพรรคฝ่ายค้านจะเหมือนกับรัฐธรรมนูญในอดีตจำนวน 7 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญปี 2517, ปี 2519, ปี 2521, ปี 2534, ปี 2540, ปี 2550 และฉบับชั่วคราว ปี 2557 กำหนดคะแนนเสียงเห็นชอบ วาระที่ 1 ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของทั้งสองสภา วาระที่ 2 เสียงข้างมากเป็นประมาณ และวาระที่ 3 มากกว่ากึ่งหนึ่ง (รัฐธรรมนูญปี 2517, ปี 2519 และปี 2557 ใช้คำว่า ’ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง’) ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของทั้งสองสภา
คะแนนเสียงกึ่งหนึ่งของรัฐสภาปัจจุบัน จำนวน 366 คน ที่พรรคฝ่ายค้านประสงค์จะแก้รัฐธรรมนูญแม้เสียงไม่พอจำเป็นต้องรวมกับ ส.ส.พรรคฝ่ายรัฐบาล และหากตัดพรรคพลังประชารัฐของ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีออกจำนวน 120 คนออกแล้ว ส.ส. ที่เหลือจะมีจำนวน 369 คน ที่เกินไปเพียง 3 คน เท่านั้น
พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า แม้ว่าการคาดหวังมีรัฐธรรมนูญใหม่จากการร่างของ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ก็ตาม แต่ก็มีความจำเป็นที่จะได้แก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปใช้รัฐธรรมนูญของประชาชน ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณเกือบ 2 ปี มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ต่อประชาชน อาทิ แก้ไขเรื่องการกระจายอำนาจ กระจายงบประมาณให้ท้องถิ่นได้บริหารและปกครอง แก้ไขเพิ่มเรื่องสวัสดิการ สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ด้อยค่ากว่าฉบับที่ผ่านมา แก้ไขที่มาและอำนาจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระให้ยึดโยงกับประชาชน การแก้ไข อำนาจ ส.ว.แต่งตั้งที่มีมากกว่า ส.ส การเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งเสียใหม่ให้กลับไปใช้ระบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) แบบเดิม คือเลือกบัตรสองใบ หรือหากมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ก็จะไม่ให้ ส.ว.มีอำนาจร่วมเลือกด้วย เป็นต้น ข้อเสนอแก้ไขของฝ่ายค้านแม้ได้รับความรวมมือจาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลก็แทบจะไม่สามารถกระทำได้
ตามข้อเสนอของพรรคร่วมรัฐบาลดังกล่าวข้างต้นแสดงว่าอำนาจเบ็ดเสร็จยิ่งอยู่ในการครอบงำของ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้แต่งตั้ง ส.ว.มากขึ้น สังคมจึงไม่อาจคาดหวังอะไรจาก ส.ว. และพรรครัฐบาลได้ เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนกันอยู่ การแก้ไขแทบทำไม่ได้เลย เป็นเรื่องที่ โคตรยาก และเป็นการปิดประตูตายไม่ให้ฝ่ายค้านเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเป็นฝ่ายรัฐบาลกับ ส.ว. จะแก้ใขให้เป็นไปตามที่รัฐบาลเป็นเรื่อง่ายดายไม่ว่าในเรื่องใดที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ไม่ต้องมีการลงประชามติ ย่อมสามารถกระทำได้ทุกเรื่อง เพราะคุมคะแนนเสียงรัฐสภาไว้เกินกว่า 3 ใน 5 อยู่แล้ว