“วทันยา บุนนาค” “ประชาธิปัตย์” ถอดบทเรียนหลังเลือกตั้ง

การเมือง30 มิ.ย. 2566 • 16:00 น.
“วทันยา บุนนาค” “ประชาธิปัตย์” ถอดบทเรียนหลังเลือกตั้ง

หมายเหตุ :  “วทันยา บุนนาค” ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์รายการ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ถอดบทเรียนการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และแนวทางในการทำงานการเมืองแบบการเมืองใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงกรณีที่มีชื่อในฐานะแคนดิเดตเข้าชิงตำแหน่ง “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” เมื่อมีการปรับโครงสร้างพรรคใหม่เกิดขึ้นในเร็วๆนี้  ทั้งนี้บทสัมภาษณ์เผยแพร่ผ่านช่องยูทูบ Siamrathonline เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา

- ได้ถอดบทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอย่างไร และจากนี้จะมีแนวทางการทำงานการเมืองในอนาคตอย่างไร

จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ คิดว่าก็มีหลายๆเรื่องที่เราต้องเอากลับมาทบทวน ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่เรื่องของนโยบายที่พรรคทำ ซึ่งแน่นอนว่าพรรคเองก็พยายามที่จะคำนึงถึงเรื่องของปัญหาประเทศว่ามันมีเรื่องอะไรที่ต้องเข้าไปแก้ไขบ้าง จะทำอย่างไรที่จะต้องตอบโจทย์ประชากรในแต่ละกลุ่มโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะเห็นได้ว่าในแต่ละนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอออกมาค่อนข้างจะมีความรัดกุม มีความจริงจังกับเรื่องของนโยบาย โดย ข้อแรก คือเมื่อนำเสนอออกมาแล้วจะต้องทำได้จริงๆ

และ 2.เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ประกอบด้วยคนที่มีประสบการณ์มากมายจะคำนึงถึงเรื่องของผลลัพธ์ที่จะตามมาด้วยว่าแต่ละนโยบายจะต้องไม่ทำให้สร้างภาระหรืออาจจะทำให้กระทบ แต่ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าบางนโยบายอาจจะไม่หวือหวา เหมือนกับกรณีของพรรคการเมืองอื่นๆซึ่งก็เป็นหนึ่งประเด็น แต่นั่นไม่ได้หมายถึงว่าเราจะทำนโยบายที่มันฉาบฉวย แต่อาจจะต้องกลับไปศึกษาเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้นว่าจากตอนแรกที่เราเอาความห่วงใยมาตั้งเป็นกรอบที่ค่อนข้างจะทำให้รัดกุม เราอาจจะต้องคลายตรงไหนเพื่อให้เรามีพื้นที่เล่นกับเรื่องของนโยบายได้เพิ่มเติมมากขึ้น  จุดนี้คือประเด็นหนึ่ง

ประเด็นที่สอง ที่สำคัญคือเรื่องของการสื่อสารของนโยบายต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญที่เราจะสื่อสารแต่ละนโยบายเพื่อไปยังประชากรหรือ แต่ละกลุ่มให้เขาสามารถเข้าถึงหรือรับรู้นโยบายของเราได้ทั่วถึงได้อย่างไร เราจะเห็นได้ว่านโยบายที่ดีของพรรคประชาธิปัตย์ที่นำเสนอออกไปแต่เมื่อเราลงไปในพื้นที่เจอประชากรก็จะยังเห็นข้อจำกัดที่หลายๆคนอาจจะยังไม่รับทราบหรือเข้าไม่ถึงในเรื่องการสื่อสารที่พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอออกไป ตรงนี้ก็ยังมีข้อจำกัดสูง

จุดหลักใหญ่ใจความของการเลือกตั้งแต่ละครั้งโดยเฉพาะการเลือกตั้งใหญ่ นั้นเรื่องนโยบายเป็นส่วนสำคัญแต่อีก 1 ส่วนสำคัญโดยเฉพาะกับการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งอาจจะมีแรงเหวี่ยงทางการเมืองมากกว่าเมื่อเทียบกับครั้งเลือกตั้งอื่นๆที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละครั้งก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกันไป ก็จะเป็นเรื่องของจุดยืนทางการเมือง ซึ่งวันนี้จะเห็นได้ว่า Voter ของประเทศไทยโดยเฉพาะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆวันนี้คือเขามีความต้องการที่อยากจะเห็นภาพการเมืองไทย  หรือว่าความต้องการของทิศทางของพรรคการเมืองในการสื่อสารในทิศทางที่เขาจะเดินไปชัดเจนมากกว่าเมื่อก่อน โดยเฉพาะเรื่องของจุดยืนทางการเมือง พูดง่ายๆก็คือว่าเลือกพรรคนี้ไปแล้วเขาจะได้อะไร พรรคนี้จะจับรัฐบาลกับใคร และไม่จับกับใคร ความชัดเจนในจุดยืนเหล่านี้ ก็คือเป็นเรื่องสำคัญที่นิวโหวตเตอร์ทั้งหลาย เขาเฝ้าจับตามอง แล้วเขาอยากจะรู้ถึงจุดยืนความชัดเจนทางการเมือง ก่อนที่เขาจะเข้าคูหาไปเลือกตั้ง ซึ่งอาจจะแตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมา เป็นหนึ่งเรื่องที่ประชาธิปัตย์จะต้องปรับตัวมากๆ

แต่ก็ต้องเรียนว่า เรื่องจุดยืนไม่ใช่ว่าเราไม่รู้ แต่ว่าเนื่องจากกลไกเดิมของพรรค ที่ไม่มีเจ้าของก็เลยทำให้ไม่ว่าจะตัดสินใจเรื่องสำคัญอะไรก็แล้วแต่ ก็ต้องยอมรับว่าธรรมเนียมของประชาธิปัตย์ก็จะต้องมาจากการหารือในที่ประชุม แล้วหลายๆครั้งก็จะนำไปสู่ในเรื่องของการหามติการโหวตในที่ประชุมเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน ซึ่งในเรื่องของการร่วมรัฐบาลหรือไม่ร่วมกับใคร ในที่ผ่านมาของประชาธิปัตย์ โดยธรรมเนียมก็จะต้องให้สิทธิ์ก็คือส.สที่ผ่านการเลือกตั้งในแต่ละครั้งมาเป็นคนโหวตเลือก ว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ที่เราถือว่าส.ส.ก็คือเป็นตัวแทนของประชาชนที่เขาผ่านการเลือกเข้าไปแล้วเขาจะสะท้อนว่าจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาลกับใคร โดยธรรมเนียมของประชาธิปัตย์ก็คือจะต้องผ่านมาจากส.ส.ที่ผ่านการเลือกตั้ง เลยทำให้การสื่อสารความชัดเจนของประชาธิปัตย์ ที่ประชาชนต้องการทราบจุดยืนก่อนที่จะเข้าไปเลือกตั้งเลยอาจจะยังเป็นข้อเท็จจริงที่ยังมีความขัดแย้งกันอยู่ในแง่ของการปฏิบัติ

-พูดง่ายๆ พรรคก้าวไกล บอกเลย “ มีเรา ไม่มีลุง”

ถูกต้อง จะเห็นได้ว่าอย่างกรณีของพรรคก้าวไกลที่ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยในช่วงแรกทุกคนก็จะมองว่าโพลของพรรคเพื่อไทยนำและก็ค่อนข้างจะทิ้งห่างพรรคก้าวไกลมาก แต่การสื่อสารที่อาจจะยังไม่มีความชัดเจนมากพอเพื่อไทยที่จะไปสอดคล้องกับความต้องการของ โหวตเตอร์ แม้เพื่อไทยเองอาจจะพยายามที่จะพูดแต่ว่าโหวตเตอร์ ก็จะเห็นได้ว่าเขายังมีความต้องการความชัดเจนที่มากขึ้นไปกว่านั้นอีก และเมื่อพรรคก้าวไกลนำเสนอเรื่องของจุดยืนที่มันกระชับสั้น แต่ตรงไปตรงมา เข้าใจง่าย ในทันทีตั้งแต่ประโยคแรกก็เลยทำให้เขาสามารถที่จะพลิกเกมกลับมาแล้วก็ครองใจโหวตเตอร์ในครั้งนี้ได้

- ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ หลังเลือกตั้งแล้วจากนี้จะต้องมีการปรับโครงสร้าง ที่ผ่านมามีชื่อคุณวทันยา เข้าไปในอยู่ในฐานะแคนดิเดตหัวหน้าพรรคคนใหม่ ถูกสื่อพูดถึงมาก ได้รับการขานรับไม่น้อย

ต้องบอกว่าขอขอบคุณตั้งแต่สมาชิกพรรคก็ดีหรือประชาชนก็ดี ก็รวมถึงสื่อมวลชนข้างนอกที่นึกถึงเรา  เพราะว่านั่นก็แปลว่าแม้ตัวเราเองจะเพิ่งมีโอกาสได้เข้ามาทำงานกับประชาธิปัตย์ไม่นานแต่ในแง่ของการทำงานของเรา ก็ถือว่าก็ได้รับการยอมรับ ในแง่ของคนทำงาน เราขอบคุณและดีใจ สำหรับคนทำงาน คิดว่าสิ่งสำคัญที่สุด เราไม่รู้หรอกว่าเป้าหมายมันจะไปถึงจุดไหน แต่ว่าคุณค่าของงานที่เราทำแล้วมีคนมองเห็น คิดว่าอันนี้คือกำลังใจที่สำคัญ แล้วมันเป็นแรงผลักดันที่สำคัญ ที่คนทำงานต้องการและที่เป็นคุณค่าที่สำคัญที่สุดด้วยซ้ำ ในแง่ของการทำงานเรามองว่า คนที่ทำงานก็จะรู้ว่า เวลาเราจะทำงานในตรงจุดไหน  สิ่งสำคัญที่สุด มันไม่ใช่ว่าบทบาทเราจะอยู่ตรงไหน มันไม่ใช่ว่าตำแหน่งเราจะไปอยู่ที่ตรงจุดใด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดมันคือ เราจะมีโอกาสได้ทำงาน และ ผู้ใหญ่ในพรรคก็ดี สมาชิกในพรรคก็ดี หรือประชาชนคนทั่วไปข้างนอกก็ดี เขาได้ เล็งเห็นผลงานที่เราทำเขาได้เห็นถึงผลงานคุณค่าผลงานที่เราทำหรือเปล่า  อันนั้นเป็นจุดที่สำคัญมากยิ่งกว่า

ซึ่งสำหรับตนเอง ณ วันนี้ สิ่งหลักที่อยากเห็นพรรคประชาธิปัตย์สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง สามารถที่จะก้าวอย่างมั่นคง เติบโตต่อไปได้ เพราะว่าเราเชื่อมั่นจริงๆว่าพรรคประชาธิปัตย์ในตลอด 77 ปีที่ผ่านมาก็เป็นเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านช่วงพายุผ่านอะไรหลายๆอย่างแล้วก็หลายๆครั้งมันก็ผ่านการผลัดใบ แต่ก็จะเห็นได้ว่าประชาธิปัตย์ในตลอดการเติบโตใน 77 ปีที่ผ่านมาเขาก็เติบโตมาอย่างมั่นคงแล้วก็ยังคงเป็นสถาบันก็คือเป็นเสาหลักทางการเมือง เป็นสถาบันทางการเมืองหนึ่งให้กับประเทศไทยมาโดยตลอด และเป็นสิ่งที่ตนเองรู้สึกศรัทธา เป็นเหตุผลทำไมถึงตัดสินใจเดินเข้ามาในประชาธิปัตย์

ซึ่งในวันนี้ประชาธิปัตย์กำลังเจอความท้าทายอีกครั้งหนึ่งจากการเปลี่ยนแปลงในแง่ของสภาพของโลกภายนอก เราคิดว่าวันนี้จุดมุ่งหมายของตนเอง นั้นเราพร้อมที่จะรับในบทบาทหรือในหน้าที่ตรงไหนที่จะมีส่วนขับเคลื่อน อยากจะเห็นประชาธิปัตย์กลับมาเป็นสถาบันทางการเมืองที่เป็นเสาหลักทางการเมืองให้กับประเทศไทยได้อย่างมั่นคงอีกครั้งหนึ่ง

- พร้อมที่จะลงสมัครชิงตำแหน่งด้วยหรือไม่

จริงๆ เรื่องนี้ก็คงจะต้องถูกนำเสนอชื่อผ่านจากทางสมาชิกพรรค ก็คงจะต้องรอดูว่าสมาชิกพรรค เล็งเห็นถึงตรงจุดนี้หรือเปล่าแต่ทั้งหมดทั้งมวล เราคิดว่าจุดมุ่งหมายสำคัญที่สุด คงไม่ได้หมายถึงการที่เราจะต้องไปมีบทบาทอะไร ต้องไปมีตำแหน่งอะไร แล้วเราถึงจะสามารถทำงานให้กับพรรคได้ เราคิดว่าจุดมุ่งหมาย ณ วันนี้ มันคือการอยู่บทบาทตรงไหนก็แล้วแต่ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเราอยากเห็นพรรคกลับมาเข้มแข็งแล้วที่สำคัญก็คือว่าอยากได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเป็นที่พึ่งพิงให้กับประชาชนได้อีกครั้งหนึ่งเหมือนที่ประชาธิปัตย์เคยเป็นมาในอดีต

-การปรับโครงสร้างครั้งที่ผ่านมา เคยมีแรงกระเพื่อม มีคลื่นลม เกิดปัญหาความขัดแย้งภายในพรรค ฉะนั้นในการปรับโครงสร้างครั้งนี้ มีความกังวลว่าพรรคอาจจะต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายในพรรคอีก

แน่นอนว่าในทุกๆองค์กรเราอยากเห็นความเป็นเอกภาพ เราไม่อยากเห็นปัญหาการขาดเอกภาพเพราะสิ่งหนึ่งที่ทุกองค์กรจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง คือการมีเอกภาพภายในองค์กรเป็นเรื่องสำคัญ และสำหรับประชาธิปัตย์เอง เนื่องจากเราเป็นองค์กร ที่เป็นสถาบันหรือว่าพูดง่ายๆคือว่าเป็นองค์กรทางการเมืองก็อาจจะแตกต่างจากองค์กรที่เป็นธุรกิจหรือเอกชนโดยทั่วไป พรรคเป็นสถาบันที่เกิดจากความหลากหลายของผู้คนที่เข้ามาร่วมกันแต่มีจุดยึดโยงก็คือแนวคิดอุดมการณ์ทางการเมือง ที่เป็นจุดยึดเหนี่ยวร่วมกันในการที่จะขับเคลื่อนแนวทางนี้แล้วนำเสนอต่อประชาชน นำเสนอต่อสังคม

ดังนั้นเมื่อพรรคการเมืองเป็นพื้นที่ของการรวบรวมความหลากหลาย จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็ต้องพร้อมที่จะเปิดกว้าง แล้วโอบรับในทุกความหลากหลายของคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคหรือเดินเข้ามาในพรรค จุดนี้จึงเป็นความแตกต่างของพรรคการเมือง กับองค์กรทางธุรกิจเอกชน

สิ่งสำคัญที่สุดของพรรคประชาธิปัตย์ จะเห็นได้ว่าพรรคจะมีการรับสมัคร เลือกตั้งหัวหน้าพรรค ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เราโดยส่วนตัวแล้วรู้สึกศรัทธาพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคเดียวที่ต่างจากพรรคอื่น  มีการเปิดลงรับสมัครหัวหน้าพรรค มีการแสดงวิสัยทัศน์ การขับเคลื่อนที่ เปิดพื้นที่กว้างให้สำหรับคนที่อยากจะเสนอตัวและพร้อมจะทำงาน เพื่อให้เขาได้มีโอกาสในการที่จะก้าวเข้ามาทำงานอย่างแท้จริง ซึ่งแตกต่างจากกรณีของพรรคการเมืองอื่นๆ

ที่เราอาจจะเคยมีคำถามว่าเวลาการที่แต่งตั้งหัวหน้าพรรคการเมืองในแต่ละพรรคซึ่งเป็นองค์กรที่มีความยึดโยงกับประชาชนเป็นตัวแทนของประชาชน เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ว่าความโปร่งใสในกระบวนการที่มาของหัวหน้าพรรค เกิดขึ้นได้อย่างไร และมาจากอะไร แต่พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบัน เป็นองค์กรที่กระบวนการที่มาของหัวหน้าพรรคเปิดกว้างเปิดโอกาสได้อย่างแท้จริง

และที่สำคัญที่สุดก็คือจะเห็นได้ว่ามีกระบวนการคัดสรรที่มา ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการที่จะติดตามได้ตรวจสอบแล้ว ดูถึงความโปร่งใส ถือเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างสำหรับทุกๆคน เรียกว่าเป็นสิ่งสำคัญ  เราคิดว่า เมื่อมาถึงจุดนี้ ในแง่ของคุณค่าตรงนี้ ยังเป็นสิ่งที่ประชาธิปัตย์ ยังควรที่จะต้องยึดมั่น ต่อไป แต่ภายใต้การยึดมั่นแล้วพรรคการเมือง เป็นพื้นที่ของการรวบรวมความหลากหลาย คุณลักษณะของคนที่จะเป็นหัวหน้าพรรคหรือทีมผู้บริหารพรรคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจตรงจุดนี้ และก็สามารถสร้างพื้นที่พรรคหลังจากนี้เพื่อที่จะโอบรับความหลากหลายของพรรคอย่างไรได้ สิ่งนี้เป็นโจทย์ที่สำคัญยิ่งกว่า

เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าเมื่อกลุ่มนี้ได้ คนนั้นได้ แล้วมันทำให้คนที่เขาอาจจะไม่ได้หรือว่าไม่ได้เป็นหรือว่าเขาอาจจะมีความเห็นที่บางส่วนที่แตกต่างออกไปแล้ว กลายเป็นว่าเขาถูกกันออกไปจากระบบ แต่ในแท้ที่จริงแล้วคนที่จะขึ้นมาเป็นผู้บริหารพรรคต่อไป เรามองว่าสิ่งที่สำคัญเมื่อเขาได้ขึ้นมาเป็นผู้บริหารพรรค ได้ก้าวมามีบทบาทภายในพรรคแล้ว เขาจะเข้าใจในอัตลักษณ์ในคุณลักษณะของพรรคการเมือง จะสามารถสร้างพื้นที่เพื่อโอบรับความหลากหลายและความเห็นที่แตกต่างกันได้อย่างไร

เพราะก็ต้องยอมรับว่าพรรคการเมืองถือว่าเป็นสถาบันหนึ่งที่อยู่ในครรลองของกระบวนการประชาธิปไตย ในเรื่องของการโอบรับความหลากหลาย การเคารพในความเห็นต่างในสิทธิและเสรีภาพเหล่านี้ถือว่าเป็นคุณลักษณะขั้นพื้นฐานที่พรรคการเมืองก็พึงจะต้องมี

- ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่เคยมีผู้นำพรรคที่มาจากผู้หญิง

โดยส่วนตัวแล้ว คิดว่าคงไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงหรือเพศ  สำหรับตนเองแล้ว เวลาที่ได้มีโอกาส ไปพูดประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของเพศสตรี แน่นอนว่าเราก็อยากจะส่งเสริมเรื่องศักยภาพของสตรีเพราะเราเชื่อ แต่ไม่ได้เชื่อเพราะว่ามีความเป็นสตรี แต่เราเชื่อในความเท่าเทียมกันของคุณค่าในความเป็นมนุษย์ที่ก้าวข้ามเรื่องเพศ  เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ตนเองคาดหวัง และเชื่อมั่นจากการที่ได้มีโอกาสคุยกับสมาชิกพรรคหลายๆคน เราอยากเห็นประชาธิปัตย์เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้าง มองเห็นมนุษย์ทุกๆคนอย่างเท่าเทียมกันบน คุณค่าศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ จริงๆโดยที่ก้าวข้ามทลายข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความแตกต่างในเรื่องของเพศไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความแตกต่างในเรื่องของวัยและรวมถึงความแตกต่างในอีกหลายๆด้าน

ซึ่งในวันนี้ในสังคมไทยมีความแตกต่างที่มากกว่า ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของเพศหรือเรื่องของวัยเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแล้ว สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เราอยากจะเห็นประชาธิปัตย์ เป็นพรรคการเมืองของประชาชนโดยการทลายทุกข้อจำกัดในการมองมนุษย์หนึ่งคน ภายใต้ความเป็นมนุษย์ ภายใต้ความศักดิ์สิทธิ์ของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงในวันนี้

-วันนี้พรรคประชาธิปัตย์เดินมาอยู่ในจุดที่ไม่ได้อยู่ในส่วนของการตั้งรัฐบาล ขณะเดียวกันมีความเห็นหลายฝ่ายมองว่า นี่คือโอกาสสำหรับประชาธิปัตย์ ที่จะกลับไปทำหน้าที่ “ฝ่ายค้านมืออาชีพ” ในสภาฯ

จริงๆในทุกคำพูด ในทุกความเห็น ทุกคอมเมนต์ โดยเฉพาะความเห็นที่มีเหตุมีผลไม่ได้ใช้อารมณ์ เราเปิดกว้าง และรับฟังทั้งหมด ถือเป็นความเห็นที่เป็นประโยชน์ในการที่จะมาปรับใช้ ในการทำงาน ทั้งของตัวเราเองหรือพรรค  ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ไม่ได้มองเพียงแค่ว่าเราจะต้องไปอยู่ตรงไหน เพราะคิดว่าเราเป็นเหมือนนักกีฬาเวลา เราอยู่ตรงไหนแล้วมีบทบาทไม่ว่าผลลัพธ์มันจะออกมาแพ้หรือชนะมันก็ต้องมีความเป็นน้ำใจนักกีฬาต่อไป ไม่ว่าเราจะไปอยู่ตรงบทบาทไหน

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเป็นตัวแทนของประชาชน เมื่อนักการเมืองเราอาสามาเป็นตัวแทนของประชาชน เมื่อประชาชนเขาตัดสินเรามาแล้ว ในทุกๆบทบาทไม่ว่าจะไปอยู่บนบทบาทฝ่ายค้านก็ดี หรือรัฐบาลก็ดี สิ่งที่สำคัญมากกว่าที่จะไปมองแค่เรื่องบทบาท เรากลับมองว่าจะสามารถทำอะไรให้กับสังคมให้กับประชาชนได้บ้าง ไม่อยากไปมองเพียงแค่ข้อจำกัดที่จะไปมองว่าจะต้องเป็นบทบาทฝ่ายค้าน หรือต้องไปเป็นบทบาทฝ่ายรัฐบาลอย่างเดียวเท่านั้น

ถ้าเป็นแบบนั้นก็เท่ากับเรากำลังไปยึดติดในกรอบ ในรูปแบบการเมืองในแบบเดิมๆ ดังนั้นเราต้องก้าวข้ามกำแพงหรือข้อจำกัดในรูปแบบการมองการเมืองในแบบเดิมๆด้วยการมองประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง อย่างในส่วนของตนเอง ตอนที่เป็นส.สในฟากฝั่งรัฐบาล จะเห็นได้ว่าหลายๆครั้ง การโหวตลงมติของเราก็ไม่ได้เป็นไปตามมติวิปฝ่ายรัฐบาล เพราะเราไม่ต้องการให้มองเพียงมิติว่าเราอยู่ฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน

สำหรับตัวเองมองว่า การเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ด้วยความที่เรามีแพสชั่น อยากเห็นประเทศขับเคลื่อน เติบโต ก้าวไปข้างหน้า ดังนั้นสิ่งแรกที่เราควรมีคือการปรับมายด์เซต อย่าเอาแบริเออร์เดิมๆ คือความเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลมาเป็นข้อจำกัดในการทำงาน จึงอยากมาตอบคำถามในเรื่องการแสดงความเห็นต่างๆ ซึ่งจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์

วันนี้ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไรไม่ว่าประชาธิปัตย์จะได้ไปอยู่ตรงจุดไหน  แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เราจะสามารถทำอะไรที่ตอบโจทย์ให้กับประชาชนได้บ้าง ซึ่งการเมืองจะเวียนมาทุกรอบ 4ปี ถึงแม้ปีนี้เราจะแพ้เลือกตั้ง แต่มันคือโอกาสในการทำงานเพื่อพิสูจน์ตัวเองใน 4ปีข้างหน้า นำเสนอตัวเองในการแข่งขัน ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เราเชื่อว่าวันนี้ประชาชนเขาติดตามและเฝ้ามองการทำงานของนักการเมือง ซึ่งผลลัพธ์จากการเลือกตั้งครั้งนี้ มันพิสูจน์ได้ว่าประชาชนเขาเบื่อการเมืองแบบเก่าแล้ว เขาอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง เขาอยากเห็นการเปลี่ยนผ่าน เขาอยากเห็นการเมืองในรูปแบบใหม่ๆ

- จากการเลือกตั้งปี 62 พรรคประชาธิปัตย์ได้ส.ส. 52 เสียงและการเลือกตั้งที่ผ่านมาพรรคได้ 25 เสียง วันนี้จุดแข็งของพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากกระบวนการ สรรหาหัวหน้าพรรคแล้ว  สิ่งใดที่ประชาชนยังเชื่อมั่นกับประชาธิปัตย์

สำหรับตนเองแล้ว เรายังเชื่อมั่นในระบบของการเป็นพรรคที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าพรรคจะไม่มีคนใดคนหนึ่ง หรือคณะบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่จะสามารถชี้นำการทำงานของพรรคได้ทั้งหมด ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องได้รับการยอมรับในเวทีกลางอย่างแท้จริง นี่คือกระบวนการถ่วงดุลอย่างหนึ่งที่สำคัญ ที่ประชาชนจะมั่นใจได้ว่า เป็นพรรคการเมือง ที่เป็นตัวแทนของประชาชน

พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีใครสามารถสั่งการ หรือชี้นำได้แบบเบ็ดเสร็จ แต่ความเห็นของประชาชนต่างหากจะเป็นเครื่องผลักดัน สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องบ่งชี้ในการทำงานของประชาธิปัตย์ ด้วยคุณลักษณะที่ประชาธิปัตย์เป็นพื้นที่ ที่ไม่มีเจ้าของ เสียงของประชาชนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญในพรรคอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์ จึงเป็นพื้นที่ ที่เปิดกว้างสำหรับประชาชนที่จะรับฟังเสียงของประชาชน จึงเป็นพื้นที่ ที่เราเองมั่นใจว่าจะทำให้เราเข้าใจประชาชนได้อย่างลึกซึ้ง อย่างแท้จริง และนี่จึงเป็นวิถีที่พรรคประชาธิปัตย์ทำงานร่วมกับประชาชนมาตลอด

ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ตั้งแต่การลงพื้นที่ไปพบปะพูดคุยกับประชาชน เพื่อไปรับทราบปัญหาของประชาชน ช่วยกันแก้ไขปัญหาของประชาชน ตั้งแต่ในระดับพื้นที่ บางปัญหาไม่อาจแก้ไขระดับพื้นที่ เราก็นำปัญหามาแก้โดยใช้เวทีในรัฐสภาให้เกิดประโยชน์ จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์เหมือนที่หลายๆคนพูดว่าก็จะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการอภิปราย หรืออะไรก็ดี  แต่ก็มาจากที่เราก็รู้ในการที่จะใช้ในแต่ละกลไกภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภาอย่างไรให้เกิดประโยชน์อันสูงสุด

แต่ทั้งหมดก็จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เราทำงานมาโดยตลอดและเราได้รับการยอมรับจากประชาชนคือการทำงานที่ควบคู่ไปกับประชาชน การทำงานที่เราฟังเสียงของประชาชนอย่างต่อเนื่อง  และเหนือสิ่งอื่นใดเรายังเชื่อมั่นว่าในการตัดสินใจของประชาชนสุดท้ายแล้วเขาก็จะเลือกคนที่ตั้งใจในการทำงาน คนที่เข้าใจประชาชนและคนที่มองผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

แต่จังหวะทางการเมืองที่จะสืบเนื่องกับการเลือกตั้งในแต่ละครั้ง ย่อมมีสภาพการณ์แตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง แต่สภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่เครื่องตัดสินทั้งหมด ถึงอย่างไรก็คงต้องยึดหลักการให้ถูกต้อง