อดีต กกต. ชี้ กกต. ต้องโปร่งใส-เป็นกลาง หลังพบปมพิรุธเลือก สว.
วันที่ 11 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา รองศาสตราจารย์ ดร.โคทม อารียา อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวภายในงานเสวนาหัวข้อ "วิกฤตศรัทธา(สภา)สูง: โอกาสและความท้าทายในการเมืองไทย" โดยระบุถึงหลักการและบทบาทหน้าที่ของ กกต. ตามกฎหมายว่ามีขึ้นเพื่อให้การจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
ซึ่งตัวกรรมการการเลือกตั้งเองต้องมีคุณสมบัติในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะในกระบวนการเลือก สว. ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ได้บุคคลผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในวิชาชีพมาไม่น้อยกว่า 10 ปี แบ่งออกเป็น 20 กลุ่มวิชาชีพ กลุ่มละ 10 คน รวมเป็น 200 คน เพื่อเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนวิชาชีพและสร้างประโยชน์ร่วมกันให้กับประเทศ
รศ.ดร.โคทม ตั้งข้อสังเกตถึงความท้าทายในกระบวนการเลือก สว. ที่ผ่านมาว่ามีความพยายามในการจัดตั้ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ ซึ่งกลุ่มคนที่พยายามปกป้องกระบวนการดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการเลือกครั้งนี้ ในขณะที่ตนเองมองว่ากระบวนการที่ผ่านมามีลักษณะค้างคา อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้มีเจตนากดดันการทำงานของ กกต. เพียงแต่อยากเห็นการดำเนินงานที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย คือมีความสุจริตและได้บุคคลที่เหมาะสมเข้าไปทำหน้าที่ปกป้องรักษาผลประโยชน์ของแต่ละวิชาชีพอย่างแท้จริง
สำหรับประเด็นคำถามถึงความจำเป็นในการมีอยู่ของ กกต. ในยุคสมัยปัจจุบันนั้น รศ.ดร.โคทม ให้ความเห็นว่า กกต. ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นองค์กรอิสระที่ไม่อยู่ภายใต้อาณัติของฝ่ายบริหารหรือรัฐมนตรีคนใด เพื่อให้เกิดความเป็นกลางในการจัดการเลือกตั้ง ไม่ให้พรรคการเมืองใดได้เปรียบเสียเปรียบ และมีหน้าที่ดูแลไม่ให้เกิดการซื้อเสียงหรือการจัดตั้ง สว.
แต่หากในทางปฏิบัติ กกต. มีอยู่แต่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ก็จะไม่ต่างจากการไม่มี กกต. ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นอำนาจการจัดการเลือกตั้งอาจต้องกลับไปอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยเหมือนในอดีต ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่เหมาะสมนัก ทางออกที่ดีที่สุดจึงเป็นการสังคายนากระบวนการใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่กระบวนการสรรหา กกต. การตรวจสอบการทำงาน ไปจนถึงขั้นตอนการเอาผิดหากปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องตามครรลองกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันรัฐธรรมนูญยังไม่เปิดช่องให้ดำเนินการตรวจสอบในส่วนนี้ได้มากนัก
รศ.ดร.โคทม กล่าวว่า คำขวัญล่าสุดของ กกต. มีการเพิ่มคำว่า "โปร่งใส" และ "เป็นกลาง" เข้ามา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าพอใจในเชิงหลักการ แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีข้อสงสัยถึงประสิทธิผลในการทำงาน โดยเฉพาะการตรวจสอบการซื้อเสียงเลือกตั้ง ลองไปถามประชาชนทั่วไปว่ามีอยู่จริงไหม แต่ กกต. ซึ่งมีองคาพยพและเครื่องมือครบครันกลับมองไม่เห็นการกระทำผิด ความโปร่งใสที่แท้จริงต้องหมายถึงการรายงานข้อเท็จจริงต่อประชาชน และการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมตรวจสอบกระบวนการต่างๆ เท่าที่สามารถทำได้โดยไม่เสียรูปคดี
สำหรับประเด็นความชัดเจนในการทำงานของอนุกรรมการ รศ.ดร.โคทม ตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณากลั่นกรองสำนวนกว่า 200 สำนวนเพียงชุดเดียว ทั้งที่ปกติ กกต. มีคณะอนุกรรมการอยู่แล้วถึง 35 ชุด ซึ่งควรจะมีการกระจายสำนวนงานเพื่อความรอบคอบและเหมาะสมตามขั้นตอนปกติ แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนถึงเหตุผลในการดำเนินการดังกล่าวให้สังคมได้รับทราบ
"ถ้ามี กกต. แต่ไม่ทำหน้าที่ กับไม่มี กกต. ก็พอ ๆ กัน แต่ผมก็อยากจะให้มี กกต. เพราะเจตนารมณ์นั้นถูกต้อง เมื่อถูกต้องแล้วจะทำอย่างไร ถ้ายุบเสียก็ต้องคืนอำนาจทั้งหลายไปสู่กระทรวงมหาดไทยซึ่งก็น่ากลัวพอสมควร สิ่งที่ควรทำคือเราต้องมาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ใหม่ ทั้งกระบวนการสรรหา การตรวจสอบ และการเอาผิด กกต. หากทำอะไรไม่ถูกต้องตามครรลองของกฎหมาย" รศ.ดร.โคทม กล่าว