- โฆษณา -

“อภิสิทธิ์” บีบ กกต. ยึดบรรทัดฐานศาลฎีกา ชี้ขาดคดี “ฮั้ว สว.” 14 ก.ย. เตือนอย่าใช้ 2 มาตรฐาน ส่อผิด ม.157

การเมือง11 ก.ย. 2569 • 13:18 น.
“อภิสิทธิ์” บีบ กกต. ยึดบรรทัดฐานศาลฎีกา ชี้ขาดคดี “ฮั้ว สว.” 14 ก.ย. เตือนอย่าใช้ 2 มาตรฐาน ส่อผิด ม.157

​วันที่ 11 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมประชุมพิจารณาคดีการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในวันที่ 14 กันยายนนี้ โดยเน้นย้ำเพื่อป้องกันความสับสนในสังคม และชี้ให้เห็นถึงบทบาทหน้าที่ของ กกต. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กกต. ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดว่าผู้ใดผิดหรือถูก แต่มีหน้าที่ตามมาตรา 62 ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการทุจริต หรือรู้เห็นเพื่อให้การเลือกไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ซึ่งไม่ได้อยู่ในดุลพินิจว่าจะยื่นหรือไม่ยื่น รวมถึงยังครอบคลุมถึงมาตรา 76 กรณีพรรคการเมืองเข้ามาสนับสนุน และมาตรา 77 เรื่องการซื้อเสียงหรือจัดเลี้ยง 

​นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขอยกบรรทัดฐานคำพิพากษาของศาลฎีกาและแนวทางที่ กกต. เคยยึดถือมาตั้งแต่นานาการเลือก สว. ปี 2562 และคดีต่างๆ ในการเลือก สว. ปี 2567 ที่ผ่านมา ดังนี้ ​คดีเดือนสิงหาคม การแลกเปลี่ยนคะแนนและการสมยอมจับคู่ลงคะแนน แม้เป็นการติดต่อคุยกันผ่านแอปพลิเคชันไลน์เพื่อแนะนำตัวหรือขอแลกคะแนน ก็ถือว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น และขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้เลือกจากความรู้ความเชี่ยวชาญอย่างเป็นอิสระ คดีเดือนกันยายน กรณีตกลงเลือกไขว้และเสนอตำแหน่งให้กัน ซึ่งศาลฎีกาตัดสินว่ามีความผิดฐานทุจริต ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง รวมถึงคดีการจับคู่กลุ่มแลกคะแนนและจัดเลี้ยง ศาลระบุชัดว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น 

​นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า คดีเดือนพฤศจิกายน กรณีโทรศัพท์ชักชวนให้ลงคะแนนพร้อมเสนอเงินให้แก่กัน ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิ และคดีส่งข้อความขอแลกคะแนน “ดูแลผมด้วย” และ​คดีเดือนธันวาคม กรณีขอแลกเปลี่ยนคะแนนเพื่อผลประโยชน์ และคดีโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด 

- โฆษณา -

​“ข้อเท็จจริงในคดีฮั้ว สว. ที่จะพิจารณาในวันที่ 14 กันยายนนี้ มีความหนักหนาสาหัสและเป็นขบวนการใหญ่โตกว่าคดีที่ กกต. เคยยื่นศาลฎีกามาแล้วทั้งสิ้น หาก กกต. ไม่ยึดตามบรรทัดฐานเดิมที่ตนเองเคยใช้และศาลเคยรับรอง จะถือเป็นการเลือกปฏิบัติหรือสองมาตรฐาน ซึ่งเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

​นายอภิสิทธิ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรรมการ กกต. 4 คน ที่ได้รับความเห็นชอบมาจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ซึ่งตามหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ควรเข้าร่วมประชุมหรือวินิจฉัย แต่เนื่องจากกฎหมายบังคับให้ต้องเข้าประชุม ทางออกเดียวตามหลักนิติธรรมคือ กกต. ต้องมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยแทน 

S  34652226

​ส่วนกรณีที่มีการอภิปรายในสภาอ้างเรื่อง “ผลไม้พิษจากต้นไม้พิษ” โดยระบุว่าการสอบสวนของ DSI ไม่ชอบนั้น นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยในกรณีของ พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง และนายภูมิธรรม เวชยชัย แล้วว่า กระบวนการของอนุกรรมการฯ และ DSI ไม่ได้มีสิ่งใดผิดกฎหมาย ในทางกลับกัน หาก กกต. วินิจฉัยแบบสองมาตรฐาน คำวินิจฉัยของ กกต. เองนั่นแหละที่จะกลายเป็นผลไม้พิษ ที่เกิดจาก กกต. ซึ่งเป็นดอกพิษ อันมาจากวุฒิสภาที่เป็นกิ่งก้านพิษ และมีพรรคการเมืองที่ครอบงำ สว. เป็นต้นไม้พิษ 

​“ยืนยันว่าหากวันที่ 14 กันยายนนี้ กกต. มีคำวินิจฉัยที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เรื่องจะไม่จบลงเพียงแค่นั้น พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเข้าช่วยเหลือสนับสนุนข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงให้กับผู้เสียหาย คือกลุ่ม สว. สำรอง เพื่อนำคดีขึ้นสู่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อฟ้องเอาผิดองค์กรอิสระต่อไป” นายอภิสิทธิ์ ระบุ

​เมื่อถามถึงกรณีที่ภาคประชาชน กลุ่มไอลอว์ (iLaw) และนายสนธิ ลิ้มทองกุล นัดหมายเคลื่อนไหวชูประเด็นความยุติธรรม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นว่าสังคมอยากเห็นความถูกต้อง และไม่อยากให้ระบบถูกครอบงำบนความไม่ถูกต้อง ซึ่งคดีนี้ในเชิงกฎหมายมีความชัดเจนมาก จึงอยากเรียกร้องให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรงเพื่อไม่ให้เกิดชนวนความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นในสังคม