“สามารถ” เปิดข้อสอบการเมือง! ฟันธงงบฯ เกิน 285 เสียง ผลจริง 338 เสียง ลุ้นต่อคดีฮั้ว ส.ว. 14 ก.ย.
วันที่ 11 ก.ย.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า...
338 เสียง “ผู้มาก่อนกาล” พูดก่อนผลออก — วันนี้ข้อเท็จจริงพิสูจน์อีกครั้ง ผมฟันธง “เกิน 285” ผลจริงทะลุ 338
พี่น้องครับ...
วันนี้ผม สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ขอเริ่มต้นด้วยตัวเลขเพียงตัวเดียว
338 เสียง
เพราะตัวเลขนี้ไม่ได้มีความหมายเพียงว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณผ่านวาระ 3 เท่านั้น แต่มันคือ “ข้อเท็จจริงที่มาตรวจข้อสอบ” ซึ่งผมเปิดเอาไว้ก่อนรู้ผล
วันที่ 8 กันยายน ผมพูดเอาไว้ชัดเจนว่า“งบประมาณวาระ 3 รัฐบาลจะผ่านฉลุย และเสียงสนับสนุนจะเกิน 285 เสียง”
วันนี้ผลออกมา 338 เสียงมากกว่าตัวเลขที่ผมวางเส้นเอาไว้ถึง 53 เสียงนี่คือเหตุผลที่ผมใช้คำว่า “ผู้มาก่อนกาล”
ไม่ใช่เพราะรอผลออกแล้วค่อยมานั่งอธิบายย้อนหลังว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เพราะผม พูดก่อนผลออกถูกก็ให้ประชาชนตรวจว่าถูกผิดก็ต้องยอมรับว่าผิดเพราะถ้ารอหวยออกแล้วค่อยอธิบายว่าทำไมเลขนี้ถึงออก ใครก็พูดได้ครับแต่คนอ่านเกม ต้องกล้าพูดก่อนเกมจบ
วันนี้ข้อสอบข้อแรกถูกเปิดแล้วผมบอก “เกิน 285”ผลจริง “338”และ 338 ไม่ใช่เพียงตัวเลขมันกำลังสะท้อนว่ารัฐบาลยังคุมเสียงในสภาได้ และมีเสถียรภาพทางเสียงมากกว่าที่หลายฝ่ายประเมินเพราะฉะนั้น คำวิเคราะห์ที่ผมเคยพูดว่า"เดือนกันยายน รัฐบาลยังผ่านฉลุย”วันนี้ข้อเท็จจริงข้อแรกกำลังเดินมาตามที่ผมวิเคราะห์เอาไว้
ข้อสอบข้อที่ 2 — กันยายนนี้จะมีอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่?
ผมเคยฟันธงเอาไว้อีกเช่นกันว่า
“เดือนกันยายนนี้ ไม่มีอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151”
วันนี้วันที่ 10 กันยายน
ผ่านมาแล้ว 10 วัน
เหลืออีกเพียง 20 วัน
ผมไม่ขอเปลี่ยนคำตอบ
ไม่ขอแก้ข้อสอบ
รอสิ้นเดือนแล้วมาตรวจพร้อมกันครับ
แต่ข้อสอบใหญ่กำลังรอเฉลยวันที่ 14 กันยายน — คดีที่เรียกกันว่า “ฮั้ว ส.ว.”
เรื่องนี้ผมไม่ได้ทำนายเพียงกว้าง ๆ ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ผมเปิดข้อสอบไว้ถึง 2 ชั้น
ชั้นที่หนึ่ง — “จำนวน”
ผมพูดเอาไว้ก่อนผลว่า
“มีความเป็นไปได้ว่าอาจไม่ส่งเลย แต่หากส่ง ผมให้น้ำหนักว่าไม่เกิน 50 คน”
ผมไม่ได้คำนวณตัวเลขนี้จากการคิดว่าต้องเหลือ ส.ว.ไว้เท่าไรเพื่อรักษาองค์ประชุม
แต่ผมประเมินจากหลักง่าย ๆ ว่า
“หลักฐานถึงใคร ก็ต้องว่ากันถึงคนนั้น”
ต้องแยกพิจารณาพยานหลักฐาน เป็นรายบุคคล
ไม่ใช่ลากคนทั้งหมดเข้าไปเพียงเพราะมีความสัมพันธ์ทางการเมือง
ชั้นที่สอง — ผมกล้าเปิด “รายชื่อ” ก่อนผลออก
ถ้าจะเรียกตัวเองว่า “ผู้มาก่อนกาล” แล้วพูดเพียงว่า “น่าจะมีคนไม่โดน” มันก็ตรวจข้อสอบไม่ได้ครับ
ผมจึงเปิดชื่อเอาไว้เลยว่า บุคคลเหล่านี้ ผมประเมินว่า “ไม่โดน”
อนุทิน ชาญวีรกูล — ไม่โดน
สุขสมรวย วันทนียกุล — ไม่โดน
ศุภมาส อิศรภักดี — ไม่โดน
สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ — ไม่โดน
ไชยชนก ชิดชอบ — ไม่โดน
“ครูใหญ่” — ไม่โดน
ผมขอย้ำว่า ทั้งหมดนี้คือ “คำวิเคราะห์และคำทำนายก่อนผลออก” ไม่ใช่คำวินิจฉัยแทน กกต.ไม่ใช่คำพิพากษาแทนศาลและผมไม่ได้อ้างว่ามีข้อมูลลับหรือข้อมูลภายในจากใคร ผมใช้สิ่งที่นักวิเคราะห์การเมืองควรใช้ ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ประสบการณ์ และการอ่านเกมการเมือง วันที่ 14 กันยายน ไม่ต้องเถียงกันครับ เอามติจริงมาเปิดเทียบจำนวนต่อจำนวน ชื่อต่อชื่อคนต่อคนถูกก็บอกว่าถูก ผิดก็บอกว่าผิด นี่ต่างหากคือการเปิดข้อสอบก่อนรู้ผล
ที่สำคัญ กกต.ไม่ใช่ “บุรุษไปรษณีย์”ผมอยากอธิบายเรื่องนี้ในมุมกฎหมายให้ชัด เพราะบางคนกำลังทำให้ประชาชนเข้าใจว่า เมื่อคณะสืบสวนและไต่สวนเสนอความเห็นมาแล้ว กกต.ชุดใหญ่จะต้องส่งตามทั้งหมดถ้าเป็นอย่างนั้น ผมถามง่าย ๆ ว่า“แล้วจะมี กกต.ชุดใหญ่ไว้ทำไม?”ในกรณีนี้ เรายังเห็นด้วยว่าความเห็นในกระบวนการก่อนถึง กกต.ชุดใหญ่ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกันดังนั้น ผู้มีอำนาจตามกฎหมายยิ่งต้องพิจารณาสำนวน พยานหลักฐาน และข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบมีมูลก็ดำเนินการไม่มีมูลก็ยุติ
นี่คือหลักการกลั่นกรองตามกระบวนการกฎหมายตำรวจ อัยการ และ กกต.มีสถานะและอำนาจตามกฎหมายแตกต่างกัน ผมไม่ได้บอกว่าเป็นองค์กรประเภทเดียวกันแต่สิ่งที่เหมือนกันในเชิงหลักการคือเมื่อกฎหมายให้อำนาจพิจารณา ก็ต้องใช้ดุลพินิจภายในขอบเขตของกฎหมายและพยานหลักฐานไม่ใช่ทำหน้าที่รับเอกสารจากจุดหนึ่งแล้วส่งต่อไปอีกจุดหนึ่งโดยอัตโนมัติถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ต่างจาก “บุรุษไปรษณีย์”
หลักฐานต้องถึง “ตัวบุคคล” ไม่ใช่ถึงแค่ “สีทางการเมือง”
ผมยืนยันหลักนี้มาตลอด
รู้จักกัน ≠ ร่วมกระทำผิด
อยู่พรรคเดียวกัน ≠ ร่วมกระทำผิด
เคยติดต่อกัน ≠ ร่วมกระทำผิดโดยอัตโนมัติ
อยู่ในเครือข่ายทางการเมืองเดียวกัน ≠ มีเจตนาร่วมกัน
กระบวนการยุติธรรมต้องถามว่า
“พยานหลักฐานถึงคนนี้หรือไม่?”
ไม่ใช่ถามว่า
“คนนี้อยู่ฝ่ายไหน?”
นี่คือเหตุผลที่ผมบอกว่าอย่าเพิ่งตัดสินว่า
ส่งเยอะ = กล้าหาญ
ส่งน้อย = ช่วยพวกพ้อง
คำถามที่ถูกต้องมีเพียง
“หลักฐานถึงใคร ก็ว่ากันถึงคนนั้น”
สิ่งสำคัญคือความลับในสำนวน ไม่ควรถูกนำมาเป็นอาวุธทางการเมือง
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ผมเห็นในการประชุมสภา และผมต้องให้เครดิต คือจังหวะที่ คุณศุภชัย ใจสมุทร ออกมาประท้วงเกี่ยวกับการนำข้อมูลในสำนวนมาพูด
ผมมองว่านี่คือเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง
ข้อมูลที่อยู่ในกระบวนการสอบสวนหรือไต่สวน โดยเฉพาะส่วนที่กฎหมายกำหนดให้เป็นความลับหรือการเปิดเผยอาจกระทบสิทธิของบุคคล ไม่ควรถูกหยิบมาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงกฎหมาย
เพราะ ผู้ถูกกล่าวหายังไม่ใช่ผู้กระทำความผิด
หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรม
เราเอาอารมณ์มาแทนหลักฐานไม่ได้
เอาความเกลียดมาแทนกฎหมายไม่ได้
และเอาศาลโซเชียลมาแทนกระบวนการยุติธรรมไม่ได้
ยิ่งเป็น ส.ส. ยิ่งต้องตระหนักถึงกฎหมาย จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
นักกฎหมายต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน ไม่ใช่ทำลายหลักนิติธรรมเสียเอง
ประชาชนทุกวันนี้ลำบากมากพอแล้ว
คนที่มีความรู้กฎหมายควรเป็นคนช่วยอธิบายกติกา คุ้มครองสิทธิ และทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ากฎหมายจะใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาค
หลักนิติธรรมไม่มีสี
คนที่เรารักต้องได้รับความเป็นธรรม
คนที่เราไม่ชอบก็ต้องได้รับความเป็นธรรม
ถ้าเราเรียกร้องสิทธิให้เฉพาะพวกเรา แต่พร้อมเหยียบสิทธิของคนที่เราไม่ชอบ
นั่นไม่ใช่หลักนิติธรรมครับ
นั่นคือสองมาตรฐาน
หลังวันที่ 14 กันยายน ผมมองเกมในสภาไว้อย่างไร?
ผมเชื่อว่า หากมติ กกต.ออกมาไม่เป็นไปตามที่ฝ่ายค้านคาดหวัง
ฝ่ายค้านย่อมอยากหยิบ รายงานผลการปฏิบัติงานของ กกต. กลับมาเป็นเวทีอภิปราย ตั้งคำถาม และโจมตีการทำงานของ กกต.
และทางการเมือง ย่อมพยายามโยงแรงกดดันนั้นมาถึงรัฐบาล
แต่คำถามคือ
รัฐบาลจะเปิดสนามให้ฝ่ายค้านเล่นตามเกมหรือไม่?
ผมยังมองว่า ไม่ง่ายครับ
เพราะอาจมีวาระเกี่ยวกับความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องประชาชนถูกเสนอขึ้นมาพิจารณาก่อนตามขั้นตอนและข้อบังคับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภาคใต้ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือปัญหาเร่งด่วนอื่น ๆ
ดังนั้น พฤหัสบดีหน้า จับตาให้ดี
ฝ่ายค้านอยากเปิดเวที
รัฐบาลต้องบริหารวาระ
ประธานต้องคุมกติกา
ทั้งหมดต้องต่อสู้กันภายใต้ รัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุม
นี่ต่างหากคือรัฐสภา
ส่วนการอภิปรายงบประมาณ — ถ้าให้ “สามารถ” ตรวจข้อสอบ
ภาพรวมผมให้
รัฐบาล — 80% “สอบผ่าน”
โดยเฉพาะเรื่องการคุมเสียงในสภา
วันนี้ 338 เสียง เป็นตัวเลขที่พูดแทนทุกอย่าง
ส่วนฝ่ายค้านในภาพรวม
ผมให้ 40% — “สอบตก”
แต่ผมไม่ใช่คนที่เห็นว่าใครอยู่คนละฝ่ายแล้วจะต้องผิดทุกเรื่อง
ใครอภิปรายดี ผมชม
ใครมีข้อมูล ผมให้คะแนน
ใครพูดมีหลักการ ผมก็ให้ผ่าน
คนแรกที่ผมให้ “สอบผ่าน”
ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์
แม้อยู่พรรคสีส้ม แต่ถ้าอภิปรายมีข้อมูล มีเนื้อหา และมีประเด็นที่รัฐบาลควรรับฟัง ผมก็ต้องให้คะแนนตามผลงาน
อีกคนที่ผมให้ “สอบผ่าน” เช่นกัน คือ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อดีตนายกรัฐมนตรี
อดีตดาวสภา
และนักการเมืองที่มีประสบการณ์ในระบบรัฐสภามายาวนาน
สิ่งที่ผมเห็นคือ คุณอภิสิทธิ์ยังพูดด้วยหลักการ มีเหตุผล มีระบบ และมีน้ำหนักของคนที่ผ่านทั้งงานฝ่ายค้าน งานสภา และการบริหารประเทศมาแล้ว
ผมให้ผ่านครับ
ไม่จำเป็นต้องอยู่ฝ่ายเดียวกัน
ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันทุกเรื่อง
แต่ถ้าทำดี ต้องกล้าชม
ผมอยากเห็นการเมืองแบบนี้
วิจารณ์กันด้วยเนื้อหา
ให้คะแนนกันด้วยผลงาน
ไม่ใช่ตัดสินกันด้วยสีเสื้อ
ฝ่ายค้านที่ดีต้องตรวจสอบด้วยข้อมูล
รัฐบาลที่ดีต้องรับฟังข้อเสนอที่เป็นประโยชน์
สุดท้ายประชาชนต่างหากที่ต้องเป็นผู้ได้ประโยชน์
สรุป “ข้อสอบผู้มาก่อนกาล” เดือนกันยายน — แคปเก็บไว้ตรวจได้เลย
ข้อ 1 — งบประมาณวาระ 3
ผมฟันธงก่อนผลออกว่า
“รัฐบาลได้เกิน 285 เสียง”
ผลวันนี้ — 338 เสียง
ข้อแรกตรวจแล้วครับ
ข้อ 2 — อภิปรายไม่ไว้วางใจ มาตรา 151
ผมฟันธงว่า
“เดือนกันยายนไม่มี”
วันนี้วันที่ 10 กันยายน
ผ่านมา 10 วัน เหลือ 20 วัน
รอตรวจข้อสอบ
ข้อ 3 — วันที่ 14 กันยายน คดีฮั้ว ส.ว.
ผมฟันธงว่า
“อาจไม่ส่งเลย แต่ถ้าส่ง ผมให้น้ำหนักไม่เกิน 50 คน”
รอตรวจจำนวน
ข้อ 4 — รายชื่อที่ผมทำนายว่า “ไม่โดน”
อนุทิน — ไม่โดน
สุขสมรวย — ไม่โดน
ศุภมาส — ไม่โดน
สิริพงศ์ — ไม่โดน
ไชยชนก — ไม่โดน
“ครูใหญ่” — ไม่โดน
รอตรวจชื่อต่อชื่อ
ข้อ 5 — เกมสภาหลัง 14 กันยายน
ฝ่ายค้านต้องการเปิดเวทีอภิปรายรายงาน กกต.
แต่ผมให้น้ำหนักว่า
รัฐบาลจะไม่ยอมให้ฝ่ายค้านเปิดเกมได้ง่าย ๆ และอาจมีวาระความเดือดร้อนของประชาชนเข้ามาก่อน หากดำเนินการถูกต้องตามข้อบังคับ
รอตรวจอีกข้อครับ
ทั้งหมดนี้ผมพูด ก่อนผล
ไม่ต้องเชื่อผมวันนี้
แคปโพสต์นี้เก็บไว้
แล้วให้วันที่ 14 กันยายน
ให้สิ้นเดือนกันยายน
และให้ “ข้อเท็จจริง”
เป็นผู้ตรวจข้อสอบ
เพราะการเมืองไม่ใช่ศาสตร์ของการรอให้หวยออก แล้วค่อยมาอธิบายย้อนหลัง
คนอ่านเกม ต้องกล้าพูดก่อน
คนกล้าพูดก่อน ต้องกล้าให้ประชาชนตรวจ
และถ้าพูดถูก ก็ต้องให้ข้อเท็จจริงเป็นคนยืนยัน
วันนี้ข้อแรกยืนยันแล้ว
ผมบอก “เกิน 285”
ผลจริง “338”
สามารถ “ผู้มาก่อนกาล” — วันนี้ข้อเท็จจริงพิสูจน์อีกครั้งวันที่ 14 กันยายน เรามาเปิดข้อสอบชุดต่อไปพร้อมกันครับ
สามารถ เจนชัยจิตรวนิช
อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม
“ผู้มาก่อนกาล”
#สามารถเจนชัยจิตรวนิช #งบประมาณ2569 #338เสียง #การเมืองไทย #ฮั้วสว #คดีฮั้วสว #กกต #อภิปรายไม่ไว้วางใจ #มาตรา151 #รัฐสภา #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline
แท็กที่เกี่ยวข้อง