อดีตผู้พิพากษาไขปม “หมอสรณ” ศาล รธน.ไม่รับคำร้อง ไม่ได้แปลว่ารอด! ยังมีด่านศาลปกครอง
วันที่ 11 ก.ย.69 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร ระบุว่า...
ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้รับรอง “หมอสรณ” เพียงแต่ปิดประตูมาตรา 213:
แม้ฝ่าด่านแรก ก็ยังต้องเจอด่านสอง
เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องของนายเมธา มาสขาว รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กล่าวหานายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา และผู้เกี่ยวข้องทั้งเจ็ด ปล่อยให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ทั้งที่ผู้ร้องเห็นว่าอาจขัดต่อกฎหมาย กสทช. (เรื่องพิจารณาที่ ต.74/2569)
เหตุผลของศาลมิใช่การวินิจฉัยว่า “หมอสรณมีคุณสมบัติถูกต้อง” หรือว่า “การดำรงตำแหน่งชอบด้วยกฎหมาย”
แต่ศาลหยุดคดีไว้ที่ด่านมาตรา 46 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ 2561 โดยเห็นว่าไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง และได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งเจ็ดอย่างไร
พูดให้ชัดคือ ศาลยังไม่ได้ตอบคำถามว่า
“หมอสรณควรอยู่หรือควรพ้นจากตำแหน่ง?”
แต่ตอบคำถามก่อนหน้านั้นว่า
“ผู้ร้องรายนี้มีสิทธินำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 213 หรือไม่?”
และคำตอบคือ ไม่ผ่านเงื่อนไข
แต่ถ้าผ่านมาตรา 46 ยังมีด่านมาตรา 47 (4)
ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ สมมติว่าผู้ร้องสามารถผ่านด่านมาตรา 46 ได้ ก็ยังไม่ใช่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะต้องรับเรื่องไว้พิจารณา
เพราะยังมีมาตรา 47 (4) เป็นอีกด่านหนึ่ง ซึ่งห้ามมิให้ศาลรับเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่น หรือเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว
กรณี “หมอสรณ” จึงมีข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องไม่มองข้าม คือ ข้อพิพาทเกี่ยวกับการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของหมอสรณ มีกระบวนการตามกฎหมาย กสทช. โดยเฉพาะ และมีคดีอยู่ในศาลปกครองแล้ว
ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับคดีที่ นพ.สรณ ฟ้องคณะกรรมการสรรหา ขณะที่ศาลปกครองกลางกำลังพิจารณาคำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาที่ 1/2569 ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง โดยคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่าหมอสรณมีลักษณะต้องห้ามเป็นกรรมการ กสทช. ตั้งแต่ก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน กสทช.
ดังนั้น แม้คดีรัฐธรรมนูญกับคดีปกครองจะมีคู่กรณีและฐานกฎหมายไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่ก็มีประเด็นแกนกลางที่เกี่ยวเนื่องกัน คือ สถานะ คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ และความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการตรวจสอบโดยคณะกรรมการสรรหา
จึงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อว่า หากผู้ร้องผ่านมาตรา 46 แล้ว มาตรา 47 (4) จะเป็นอุปสรรคต่อการรับคำร้องหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำให้ชัดว่า คำสั่งในเรื่องพิจารณาที่ ต.74/2569 ไม่ได้วินิจฉัยมาตรา 47 (4) เพราะศาลยุติเรื่องตั้งแต่ผู้ร้องไม่ผ่านเงื่อนไขตามมาตรา 46
แล้ววันนี้ “หมอสรณรอด” หรือไม่?
คำตอบคือ ยังสรุปเช่นนั้นไม่ได้
การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ไม่ใช่คำวินิจฉัยรับรองคุณสมบัติของหมอสรณ
เช่นเดียวกับการที่ศาลปกครองรับคดี ก็ไม่ได้หมายความว่าหมอสรณขาดคุณสมบัติ
ทั้งสองอย่างต้องแยกออกจากกันอย่างเคร่งครัด
ไม่รับคำร้อง ≠ รับรองว่าถูกต้อง
รับคดีไว้พิจารณา ≠ วินิจฉัยว่าผู้ฟ้องชนะคดี
สิ่งที่คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญวันนี้บอกคือ มาตรา 213 ไม่ใช่ช่องทางที่ผู้ร้องรายนี้จะใช้เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปวินิจฉัยข้อพิพาทดังกล่าว
ส่วนคำถามว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และสถานะของ นพ.สรณ ในตำแหน่งประธาน กสทช. จะเป็นอย่างไร ยังคงต้องติดตามจากการพิจารณาของศาลปกครอง
แต่ปัญหากลับไม่ได้หยุดอยู่ที่ศาล
ในวันเดียวกัน การประชุมบอร์ด กสทช. เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ก็ล่มเป็นครั้งที่ 10 เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ
สถานการณ์นี้ยิ่งน่าจับตา เพราะขณะนี้ยังมีข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของประธาน กสทช. และศาลปกครองกลางกำลังพิจารณาคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการสรรหาอยู่
จึงอาจตั้งคำถามได้ว่า ในช่วงที่สถานะทางกฎหมายของประธาน กสทช. ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของศาลปกครอง การที่ประธานยังคงใช้อำนาจประธานในที่ประชุม กสทช. และการที่องค์ประชุมไม่ครบจนการประชุมต้องล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า กำลังสะท้อนปัญหาอะไรของกลไกตรวจสอบองค์กรอิสระ?
เมื่อประธานกำกับสำนักงาน และเลขาธิการขึ้นตรงต่อประธาน
ยิ่งเมื่อพิจารณาโครงสร้างตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 ก็ยิ่งเห็นความสำคัญของตำแหน่งประธาน กสทช.
กฎหมายกำหนดให้สำนักงาน กสทช. อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานกรรมการ (มาตรา 56)
และกำหนดให้สำนักงาน กสทช. มีเลขาธิการ กสทช. รับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงาน และขึ้นตรงต่อประธานกรรมการ (มาตรา 60)
ประธานกรรมการ กสทช. เป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการ โดยความเห็นชอบของกรรมการ กสทช. (มาตรา 61)
แม้ประธาน กสทช. จะมีอำนาจค่อนข้างมาก แต่ประธานที่มีอำนาจดังกล่าวพึงเป็นประธานที่ไม่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาที่ตนขอทุเลาการบังคับ และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง
แล้วคำถามเรื่อง “ความรับผิดชอบ” ก็ยิ่งตามมา
หลังการประชุม กสทช. ล่มเป็นครั้งที่ 9 เมื่อวันที่ 9 เดือน 9 ปี 69 รักษาการเลขาธิการ กสทช. ถูกผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสำนักงานศาลปกครองมีคำเตือนเกี่ยวกับการเผยแพร่คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่คลาดเคลื่อน
ตามข่าว มีคำตอบในทำนองว่า ไม่ทราบ ไม่ได้ทำอะไรผิด และอาจเป็นการเข้าใจผิด พร้อมระบุว่า ตนไม่ได้จบกฎหมายและไม่เก่งภาษาไทย
คำตอบเช่นนี้อาจทำให้เกิดคำถามในทางบริหารและความรับผิดชอบต่อสาธารณะว่า เมื่อสำนักงาน กสทช. เป็นองค์กรของรัฐ และเมื่อเรื่องที่เผยแพร่เกี่ยวข้องกับคำสั่งของศาลปกครอง ผู้รับผิดชอบควรมีมาตรฐานความถูกต้องและความระมัดระวังในการสื่อสารต่อสาธารณะเพียงใด?
อย่างน้อยที่สุด เรื่องนี้ควรนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องอย่างโปร่งใส หากพบว่ามีการสื่อสารคลาดเคลื่อน
องค์กรที่มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการสื่อสารของประเทศนั้น หากยังต้องเผชิญทั้งข้อพิพาทเรื่องสถานะของประธาน การประชุมที่ล่มซ้ำซาก และคำถามเรื่องความถูกต้องในการสื่อสารของสำนักงาน...
ก็คงไม่เกินไปที่จะถามต่อไปว่า องค์กรเช่นนี้ กำลังเผชิญเพียง “ปัญหาของคน” หรือกำลังเผชิญ “ปัญหาของระบบ” กันแน่?
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
11/9/69
#หมอสรณ #สรณบุญใบชัยพฤกษ์ #กสทช #ศาลรัฐธรรมนูญ #ศาลปกครอง #อดีตผู้พิพากษา #มาตรา213 #มาตรา46 #มาตรา47 #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline
- โฆษณา -
แท็กที่เกี่ยวข้อง