อนุ กมธ.เปิดผลสอบทุจริตเลือก สว. จี้ กกต.ฟ้อง 229 คน ชี้พิรุธโยง “สีน้ำเงิน” สะเทือนคดีฮั้ว สว.
อนุ กมธ.เปิดผลสอบทุจริตเลือก สว. จี้ กกต. ฟ้อง 229 คน ชี้พิรุธสัมพันธ์สีน้ำเงิน
วันที่ 10 ก.ย.69 ที่รัฐสภา คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษากระบวนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป และการเลือกสมาชิกวุฒิสภา นำโดย นายเอกศักดิ์ หอมชื่น และนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน ร่วมแถลงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยระบุว่าวันที่ 14 กันยายน 2569 จะเป็นวันสำคัญที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดประชุมเพื่อลงมติว่าจะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเอาผิดผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงการเลือกตั้ง สว. หรือไม่
จากข้อมูลของคณะสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. ที่ปฏิบัติงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พบพยานหลักฐานและคำให้การของพยานมากกว่า 700 ปาก สำนวนหนากว่า 80,000 หน้า ซึ่งเห็นควรให้สั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องรวม 229 คน แบ่งเป็น สว. 138 คน เครือข่ายผู้สมัคร 50 คน สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย 21 คน และทีมงานอีก 20 คน อย่างไรก็ตาม อนุกรรมาธิการพบความผิดปกติในกระบวนการตรวจสอบหลายประการที่อาจนำไปสู่การไม่สั่งฟ้องในที่สุด
ประเด็นความผิดปกติแรกอยู่ที่การตั้งคณะอนุกรรมาการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งพบว่ามีที่มาขัดต่อระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 ข้อ 74 ที่กำหนดให้บุคคลในคณะต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง แต่ปรากฏว่ากรรมการในชุดนี้มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองของผู้ถูกร้องอย่างชัดเจน เช่น ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นบอร์ดการประปานครหลวงในสมัยนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ ซึ่งเติบโตในสายกระทรวงแรงงานและกระทรวงคมนาคมภายใต้รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย
นอกจากนี้การตั้งคณะที่ 36 ขึ้นมาใหม่ยังเป็นการหลีกเลี่ยงระบบเวียนสำนวนที่เดิมมีอยู่ 35 คณะ ซึ่งระบบนี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันการวิ่งเต้นหรือแทรกแซงคดี
ในการทำงานของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 พบข้อย้อนแย้งในการพิจารณาที่อ้างว่าสำนวนมีความซับซ้อนจนต้องขอเบี้ยประชุมเพิ่มเป็นเดือนละ 8 ครั้ง แต่ในการปฏิบัติจริงกลับใช้เวลา 95% ไปกับการฟังเลขาสรุปสำนวนโดยไม่มีการเรียกพยานหรือชุดไต่สวนเดิมมาสอบถามเพิ่มเติม โดยเฉพาะการพิจารณาส่วนของนักการเมือง 22 คน กลับใช้เวลาเพียง 2 นัด รวม 4 ชั่วโมงครึ่ง หรือเฉลี่ยเพียงคนละ 12 นาทีเศษ ทั้งที่มีหลักฐานความเชื่อมโยงที่น่าสงสัย เช่น กรรมการบริหารพรรคบางคนโทรศัพท์หาผู้สมัคร สว. ถึง 58 ครั้ง หรือ สส. บางคนมีหลักฐานการโทรศัพท์ถึง 101 ครั้ง และโทรหาผู้สมัครในจังหวัดตนเองถึง 50 ครั้ง ซึ่งต่อมาบุคคลเหล่านั้นได้รับเลือกเป็น สว.
นอกจากนี้ยังมีการวางแนวทางพิจารณา 4 ข้อที่ตีความกฎหมายในวงแคบ ทำให้กลุ่มที่สมัครแบบ "พลีชีพ" เพื่อโหวตให้คนอื่น หรือผู้ที่อ้างว่าไม่รู้เห็นกับการที่มีคนมาโหวตให้ หลุดพ้นจากการกระทำความผิด ซึ่งส่งผลให้กลุ่มการเมืองที่อยู่เบื้องหลังไม่มีความผิดไปด้วย
ทางด้านความชอบธรรมของ กกต. อนุกรรมาธิการชี้ให้เห็นว่า กกต. เสียงข้างมาก 4 ใน 7 คน มาจากการเห็นชอบของ สว. ชุดปัจจุบัน หรือที่เรียกกันว่า "สว. สีน้ำเงิน" ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย รายชื่อทั้ง 4 คน ได้แก่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์, นายอนันต์ สุวรรณรัตน์, นายณรงค์ รักร้อย และนายจิรุตม์ วิศาลจิตร
โดยพบข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต เช่น นายอนันต์ เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในช่วงเดียวกับรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย, นายณรงค์ รักร้อย เคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีและมีความสนิทสนมกับเครือข่ายนักการเมืองในพื้นที่ และนายจิรุตม์ ในฐานะอธิบดีกรมการขนส่งทางบกและประธานบอร์ดรถไฟฯ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการที่มีบริษัทเครือข่ายของตระกูลชาญวีรกูลเป็นคู่สัญญา ส่วนกระบวนการสรรหา กกต. เองก็ถูกตั้งคำถาม เนื่องจากมีกรรมการสรรหาบางคนที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นหรือเคยทำงานใกล้ชิดกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย
จากสถานการณ์ดังกล่าว คณะอนุกรรมาธิการจึงมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อต่อ กกต. คือ 1. ในวันที่ 14 กันยายนนี้ กกต. ต้องมีมติสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องตามความเห็นของคณะไต่สวนชุดที่ 26 เพื่อให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณา 2. กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลให้ สว. ที่ถูกสั่งฟ้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีเพื่อป้องกันการใช้อำนาจที่กระทบต่อความชอบธรรมทางการเมือง และ 3. กกต. ต้องแถลงรายละเอียดการพิจารณาต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
หาก กกต. ไม่ดำเนินการสั่งฟ้อง อนุกรรมาธิการจะเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดทางให้ประชาชนที่พบเห็นการทุจริตสามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาได้โดยตรง พร้อมระบุถึงความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้าง กกต. และยกเลิกระบบการเลือก สว. แบบแบ่งกลุ่มและเลือกไขว้ในปัจจุบันที่พิสูจน์แล้วว่าล้มเหลวและเปิดช่องให้เกิดการจัดตั้งเครือข่ายผลประโยชน์