- โฆษณา -

"อาจารย์โอฬาร" เปิด "เบญจภาคี" ผู้ทรงอำนาจท้องถิ่น

การเมือง10 ก.ย. 2569 • 11:35 น.
"อาจารย์โอฬาร" เปิด "เบญจภาคี" ผู้ทรงอำนาจท้องถิ่น

 

วันที่ 10 ก.ย.2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว  อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยบูรพา เผยแพร่บทความทางการเมือง เรื่อง " เบญจภาคีว่าด้วยผู้ทรงอำนาจท้องถิ่น" ระบุว่า 

การทำความเข้าใจโครงสร้างอำนาจในสังคมท้องถิ่นจำเป็นต้องจำแนกความแตกต่างระหว่าง “นักเลง” “ผู้มีอิทธิพล” “เจ้าพ่อ” “ผู้นำท้องถิ่น” และ “บ้านใหญ่” แม้คำเหล่านี้อาจใช้เรียกบุคคลกลุ่มเดียวกันในบางบริบท แต่มีที่มาของอำนาจ กลไกการใช้อำนาจ และความสัมพันธ์กับประชาชนและรัฐแตกต่างกัน

- โฆษณา -

สถานะทั้งห้าไม่ได้แยกขาดจากกัน หากสามารถซ้อนทับและเปลี่ยนผ่านได้ บุคคลหนึ่งอาจเริ่มต้นจากนักเลงซึ่งได้รับการยอมรับจากความกล้าหาญ ก่อนสะสมทุน สร้างเครือข่าย กลายเป็นผู้มีอิทธิพลหรือเจ้าพ่อ เข้าสู่การเลือกตั้ง และพัฒนาเครือข่ายครอบครัวเป็นบ้านใหญ่ทางการเมือง

1. นักเลง: อำนาจจากความกล้า ชื่อเสียง และพวกพ้อง

“นักเลง” ในบริบทสังคมไทยไม่ได้หมายถึงอาชญากรหรือผู้กระทำผิดกฎหมายเสมอไป แต่ครอบคลุมถึงบุคคลที่กล้าหาญ เด็ดขาด รักษาสัจจะ จริงใจ รักพวกพ้อง และพร้อมเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง สถานะของนักเลงจึงตั้งอยู่บนชื่อเสียงและคุณสมบัติส่วนบุคคลมากกว่าตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

ฐานอำนาจของนักเลงประกอบด้วยกำลังทางกาย ความสามารถในการต่อสู้ ความตรงไปตรงมา และการมีพวกพ้อง บุคคลที่จะได้รับการยอมรับต้องแสดงว่าสามารถปกป้องตนเองและคุ้มครองผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลได้ ความกล้าจึงเป็นทุนเชิงสัญลักษณ์ซึ่งสร้างทั้งความเชื่อถือและความเกรงใจ

ชื่อเสียงดังกล่าวมักถูกผลิตซ้ำผ่านเรื่องเล่าของชุมชน เช่น การเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ การช่วยเหลือผู้อ่อนแอ การรักษาคำพูด และการไม่ทอดทิ้งพวกพ้อง เรื่องเล่าทำให้อำนาจของนักเลงดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้กำลังตลอดเวลา เพราะชื่อเสียงเกี่ยวกับความสามารถในการตอบโต้สามารถป้องปรามฝ่ายตรงข้ามได้ อย่างไรก็ตาม ความกล้าเพียงอย่างเดียวยังไม่ทำให้นักเลงเป็นเจ้าพ่อ การเปลี่ยนสถานะจำเป็นต้องอาศัยทุน ทรัพยากร เครือข่าย และความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจอื่นเพิ่มขึ้น

2. ผู้มีอิทธิพล: อำนาจในการกำหนดการตัดสินใจ

“ผู้มีอิทธิพล” หมายถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่สามารถกำหนด โน้มน้าว หรือเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของบุคคล องค์กร หรือหน่วยงาน แม้ไม่ได้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจตามกฎหมาย ความสำคัญของผู้มีอิทธิพลอยู่ที่ความสามารถในการทำให้สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นตามความประสงค์ของตน

ฐานอำนาจสำคัญได้แก่ เงิน ข้อมูล เครือข่ายทางสังคม และการเข้าถึงเจ้าหน้าที่รัฐ เงินช่วยให้สามารถจัดหาทรัพยากร สร้างผู้ติดตาม และตอบแทนผู้ให้ความร่วมมือ ส่วนเครือข่ายช่วยให้เข้าถึงบุคคลสำคัญในระบบราชการ การเมือง และภาคธุรกิจได้โดยตรง

อิทธิพลไม่จำเป็นต้องแสดงออกผ่านคำสั่งหรือการบังคับ ผู้มีอิทธิพลอาจไม่มีอำนาจแต่งตั้ง โยกย้าย อนุมัติโครงการ หรือยุติคดี แต่สามารถอาศัยความสัมพันธ์ส่วนบุคคลโน้มน้าวผู้มีอำนาจตามกฎหมายได้ จึงเป็นอำนาจที่ทำงานอยู่เบื้องหลังสถาบันทางการ

โดยบุคคลอาจไม่มีชื่อในเอกสาร ไม่มีตำแหน่ง และไม่ลงนามในคำสั่ง แต่ความต้องการของเขากลับมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม ผู้มีอิทธิพลไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดเสมอไป การวิเคราะห์จึงต้องพิจารณาที่มาของอิทธิพล วิธีการใช้ และผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ

3. เจ้าพ่อ: การรวมศูนย์อำนาจหลายมิติ

“เจ้าพ่อ” มีความหมายซับซ้อนกว่านักเลงและผู้มีอิทธิพล เพราะหมายถึงบุคคลที่สามารถควบคุมหรือประสานเครือข่ายอำนาจหลายด้านภายในพื้นที่เดียวกัน เจ้าพ่อไม่ได้อาศัยเพียงความกล้าหรือความสัมพันธ์ แต่มีทั้งฐานธุรกิจ ความมั่งคั่ง บริวาร ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่รัฐ และเครือข่ายทางการเมือง

ฐานอำนาจของเจ้าพ่อประกอบด้วยทรัพยากรสำคัญสี่ประการ ประการแรก ธุรกิจและความมั่งคั่ง ซึ่งนำไปใช้สร้างงาน แจกจ่ายผลประโยชน์ สนับสนุนกิจกรรมสาธารณะ และรักษาผู้ติดตาม ประการที่สอง บริวารและเครือข่ายผู้ปฏิบัติการ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ ประสานงาน ควบคุมพื้นที่ ระดมประชาชน และจัดการคู่แข่ง ประการที่สาม ความสามารถในการใช้หรือคุกคามว่าจะใช้ความรุนแรง ซึ่งแม้ไม่ปรากฏอย่างเปิดเผย แต่ชื่อเสียงด้านกำลังก็สามารถสร้างความเกรงกลัวได้

และประการที่สี่ การอุปถัมภ์ ผ่านความช่วยเหลือด้านเงินทุน การรักษาพยาบาล การศึกษา อาชีพ และการติดต่อราชการ จนเกิดความสัมพันธ์แบบต่างตอบแทนระหว่างผู้ให้กับผู้รับ

อำนาจของเจ้าพ่อจึงมีสองด้าน ด้านหนึ่งเป็นอำนาจบังคับซึ่งตั้งอยู่บนความกลัวและความสามารถในการให้โทษ อีกด้านเป็นอำนาจอุปถัมภ์ซึ่งตั้งอยู่บนความช่วยเหลือ บุญคุณ และการจัดสรรทรัพยากร เจ้าพ่อที่มีความมั่นคงต้องรักษาสมดุลระหว่างการทำให้ผู้คนเกรงกลัวกับการทำให้ผู้คนเห็นประโยชน์จากการอยู่ในเครือข่าย กล่าวได้ว่า นักเลงมีความกล้า ผู้มีอิทธิพลมีความสัมพันธ์ แต่เจ้าพ่อสามารถนำกำลัง เงิน เครือข่าย และการอุปถัมภ์มาประกอบเป็นระเบียบอำนาจระดับพื้นที่

4. ผู้นำท้องถิ่น: อำนาจจากการยอมรับและความไว้วางใจ

“ผู้นำท้องถิ่น” หมายถึงบุคคลที่มีบทบาทนำในชุมชนหรือองค์กรระดับท้องถิ่น อาจมีตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เช่น ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน หรือไม่มีตำแหน่งตามกฎหมาย เช่น ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา ปราชญ์ชาวบ้าน และนักกิจกรรมสาธารณะ

ฐานอำนาจของผู้นำท้องถิ่นคือสถานะทางสังคม ความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ ความสามารถในการประสานผลประโยชน์ และความไว้วางใจจากประชาชน ผู้นำไม่จำเป็นต้องมีธุรกิจขนาดใหญ่ บริวาร หรือกำลัง หากสามารถสร้างความเชื่อถือผ่านผลงาน ความซื่อสัตย์ และการอุทิศตนเพื่อส่วนรวม ความชอบธรรมจึงมาจากการเป็นตัวแทน การแก้ปัญหา การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตลอดจนการเลือกตั้งและการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กฎหมาย

กระนั้น เส้นแบ่งระหว่างผู้นำท้องถิ่นกับผู้มีอิทธิพลอาจไม่ชัดเจน ผู้นำบางคนอาจใช้อำนาจสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์หรือจำกัดการแข่งขัน ขณะที่ผู้มีอิทธิพลบางคนอาจสร้างผลงานจนได้รับความชอบธรรม เกณฑ์สำคัญจึงอยู่ที่ว่าอำนาจนั้นถูกตรวจสอบได้หรือไม่ ประชาชนมีส่วนร่วมเพียงใด และสามารถปฏิเสธผู้นำได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวหรือไม่

5. บ้านใหญ่: การสถาปนาอำนาจของครอบครัว

“บ้านใหญ่” หมายถึงตระกูล ครอบครัว หรือกลุ่มเครือญาติที่สามารถสะสม สืบทอด และกระจายอำนาจทางการเมืองภายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เจ้าพ่อเน้นบุคคลผู้เป็นศูนย์กลาง ขณะที่บ้านใหญ่เน้นความต่อเนื่องของอำนาจในระดับครอบครัวและการจัดองค์กรเครือข่าย

ฐานอำนาจของบ้านใหญ่ประกอบด้วยเครือญาติ ธุรกิจ พรรคการเมือง ฐานเลือกตั้ง และเครือข่ายผู้สนับสนุน สมาชิกอาจแบ่งบทบาทกันอย่างเป็นระบบ เช่น คนหนึ่งดำรงตำแหน่งระดับชาติ อีกคนบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อีกคนดูแลธุรกิจ ส่วนสมาชิกอื่นรับผิดชอบมูลนิธิ กิจกรรมสังคม หรือการประสานงานกับประชาชน การแบ่งงานดังกล่าวทำให้บ้านใหญ่ครอบคลุมอำนาจหลายระดับ ตั้งแต่ชุมชน เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด ไปจนถึงรัฐสภาและรัฐบาล

ความเข้มแข็งของบ้านใหญ่ไม่ได้เกิดจากเครือญาติเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการรักษาฐานเลือกตั้ง การจัดสรรผลประโยชน์ การสร้างทายาททางการเมือง และการใช้พรรคการเมืองเป็นช่องทางเข้าสู่อำนาจรัฐ บ้านใหญ่จึงเป็นกระบวนการทำให้อำนาจส่วนบุคคลกลายเป็นสถาบันทางการเมืองของครอบครัว แม้ผู้ก่อตั้งถอนตัวหรือเสียชีวิต สมาชิกคนอื่นยังสามารถสืบทอดชื่อเสียง ธุรกิจ และฐานคะแนนเสียงได้ แต่ทายาทยังต้องสร้างการยอมรับและปรับตัวต่อการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

โดยสรุปผู้ทรงอำนาจทั้งห้ารูปแบบอาจเปลี่ยนผ่านและดำรงซ้อนกัน อำนาจรูปแบบใหม่ไม่ได้ลบล้างรูปแบบเดิมทั้งหมด เจ้าพ่อที่เข้าสู่การเมืองอาจยังรักษาบริวาร บ้านใหญ่อาจใช้ทั้งนโยบายและการอุปถัมภ์ ส่วนผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งอาจเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพล

การจำแนกจึงไม่ควรพิจารณาจากคำเรียกหรือภาพลักษณ์เท่านั้น แต่ต้องวิเคราะห์ที่มาของอำนาจ กลไกการใช้ ความสัมพันธ์กับรัฐ และเหตุแห่งการยอมรับของประชาชนว่าเกิดจากความไว้วางใจ ผลประโยชน์ ความเกรงใจ หรือความหวาดกลัวด้วย