- โฆษณา -

“ศุภณัฐ” จับมือสมาพันธ์ขนส่งฯ ลุยแก้ “ค้าสำนวน” ปราบส่วยรถบรรทุกน้ำหนักเกิน

การเมือง9 ก.ย. 2569 • 11:56 น.
“ศุภณัฐ” จับมือสมาพันธ์ขนส่งฯ ลุยแก้ “ค้าสำนวน” ปราบส่วยรถบรรทุกน้ำหนักเกิน

วันที่ 9 ก.ย.69 ที่รัฐสภา นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ ร่วมแถลงข่าวกรณีปัญหาการบรรทุกน้ำหนักเกินของรถบรรทุก ภายหลังรับหนังสือร้องเรียนจากสมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เพื่อนำเสนอแนวทางป้องกันกระบวนการ "ค้าสำนวน" ซึ่งเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่นำไปสู่การเรียกรับผลประโยชน์

ผู้แทนสมาพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ระบุว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในวงการขนส่งมีวิวัฒนาการมายาวนานกว่า 30 ปี ซึ่งเดิมเรียกว่าส่วยทางหลวงและปัจจุบันได้เปลี่ยนสภาพมาเป็นส่วยรถบรรทุก โดยเมื่อมีการจับกุมน้ำหนักเกิน กระบวนการจะเข้าสู่พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของระบบการค้าสำนวนเพื่อเรียกรับเงินจากผู้ประกอบการ

ที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหามักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวแบบไฟไหม้ฟางแล้วระบบส่วยก็กลับมาอีก ทั้งในรูปแบบสติกเกอร์ นามบัตร หรือสัญลักษณ์โลโก้ต่างๆ เพื่อแสดงว่ารถคันนั้นผ่านการจ่ายเงินเคลียร์มาแล้ว ปัญหานี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อถนนแต่ยังลุกลามไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ

- โฆษณา -

ทางสมาพันธ์จึงเรียกร้องให้มีขั้นตอนการปฏิบัติงานพื้นฐาน (SOP) ในการสอบสวนและดำเนินคดีอย่างโปร่งใส ยุติธรรม และเสมอภาคทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงชั้นศาล เนื่องจากที่ผ่านมาสำนวนที่พนักงานสอบสวนนำเสนอมักไม่เป็นธรรมทำให้กระบวนการยุติธรรมตอนปลายได้รับผลกระทบไปด้วย

นายศิริชัย ศรีเจริญศิลป์ นายกสมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าทางสมาคมได้ร่วมกับพันตำรวจโทธีรวัตร์ ปัญญาณ์ธรรมกุล และกลุ่มผู้ใช้รถบรรทุก จัดทำกรอบการสอบสวนเบื้องต้นเพื่อเสนอต่อคณะกรรมาธิการฯ โดยมุ่งเน้นการกำหนดระเบียบเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการค้าสำนวนในฝ่ายยุติธรรมตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงและให้ความเป็นธรรมแก่กลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง

ด้านนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม กล่าวถึงพฤติการณ์การค้าสำนวนว่า เมื่อมีการจับกุมรถบรรทุกที่บรรทุกน้ำหนักเกิน กฎหมายกำหนดโทษรุนแรงทั้งจำคุก ปรับ และอาจถึงขั้นริบรถ เจ้าหน้าที่บางส่วนจึงใช้ช่องว่างนี้เสนอช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการรอดจากการถูกริบรถ โดยใช้วิธีการทำสัญญาเช่าปลอมเพื่อระบุในสำนวนว่าผู้ขับขี่เป็นเพียงผู้เช่ารถ ไม่ใช่ลูกจ้างของบริษัทเจ้าของรถ ทำให้ตำรวจไม่มีอำนาจริบรถจากเจ้าของซึ่งอ้างว่าเป็นเพียงผู้ปล่อยเช่าที่ไม่ได้กระทำผิด ทั้งที่ความจริงผู้ขับขี่คือลูกจ้างที่มีชื่อในระบบประกันสังคมของบริษัทนั้นๆ

พฤติกรรมดังกล่าวนอกจากจะเป็นการช่วยผู้ที่ตั้งใจทำผิดแล้ว ยังเป็นเครื่องมือรีดไถผู้ประกอบการที่ไม่ได้มีเจตนาทำผิดกฎหมาย แต่ประสบปัญหาน้ำหนักเกินเพียงเล็กน้อยประมาณ 50-100 กิโลกรัม ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยภายนอกเช่นฝนตกหนักหรือการเติมน้ำมันเกิน คณะกรรมาธิการจึงจะนำข้อเสนอเรื่องการตรวจสอบสถานะลูกจ้างผ่านระบบประกันสังคมหรือเส้นทางการเงินไปประสานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อออกกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการป้องกันการค้าสำนวนต่อไป

"ปัญหาการค้าสำนวนอันหนึ่งคือกรณีที่ไปจับรถบรรทุกน้ำหนักเกิน สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำเพื่อช่วยให้คุณรอดจากการริบรถได้คือการแทงสำนวนว่ารถคันนี้ไม่ใช่ของคุณ โดยมีการช่วยเหลือให้ทำสัญญาเช่าปลอมขึ้นมาเพื่อบอกว่าพนักงานขับรถคนนี้เป็นคนไปเช่ารถมาจากอีกคนหนึ่ง ตำรวจจึงไม่มีอำนาจมาเรียกริบรถบรรทุกซึ่งไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดได้เพราะเขาเป็นเพียงผู้ปล่อยเช่า แต่เมื่อเราไปตรวจสอบข้อเท็จจริงก็จะพบว่าผู้ที่มาขับจริงๆ คือลูกจ้างของบริษัทเจ้าของรถ ซึ่งกรณีแบบนี้หากมีการกำหนดหลักเกณฑ์ให้ตรวจสอบประกันสังคมหรือเส้นทางการเงินก็จะรู้ได้ทันทีว่าเขามีสถานะเป็นลูกจ้าง ไม่ได้ไปเช่ารถมาประกอบอาชีพอิสระ วิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหากรณีรถบรรทุกที่เขาไม่ได้มีเจตนาและน้ำหนักเกินเพียงเล็กน้อย แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจรีดไถให้จ่ายส่วยเพื่อแลกกับการไม่ถูกริบรถได้" นายศุภณัฐ กล่าว 

#ศุภณัฐ #สมาพันธ์ขนส่ง #ค้าสำนวน #ส่วยรถบรรทุก #รถบรรทุกน้ำหนักเกิน #ปราบส่วย #ขนส่ง #ทุจริต #ความโปร่งใส #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline