ศาลปกครองกลางสั่งกรมประมงเร่งแก้ “ปลาหมอคางดำ” ชี้ละเลยหน้าที่ ประกาศสมุทรสงครามเขตภัยพิบัติ ลุ้นคดีแพ่ง 14 ก.ย.
ศาลปกครองกลาง สั่งกรมประมง-อธิบดีจัดการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ หลังชี้ละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด พร้อมสั่งมท.ประกาศให้จ.สมุทรสงคราม เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ลุ้นศาลแพ่งใต้นัดฟังคำสั่งรับเป็นคดีแบบกลุ่ม 14 ก.ย.นี้
วันที่ 8 ก.ย.69 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีที่ตัวแทนเกษตรกรทำประมงที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำทั่วประเทศจำนวน 54 คน ยื่นฟ้องกรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 18 ราย และบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน)เป็นผู้ร้องสอด กรณีถูกกล่าวหาว่าละเลยต่อหน้าที่ในการควบคุม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ แหล่งน้ำ อาชีพประมง และรายได้ของประชาชนในหลายพื้นที่
โดยศาลฯเห็นว่า กรมประมงและอธิบดีกรมประมงทราบอยู่แล้วว่าปลาหมอสีคางดำเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นที่อาจกระทบพันธุ์สัตว์น้ำพื้นเมือง แต่หลังอนุญาตให้นำเข้ามาเพื่อวิจัยกลับไม่มีการควบคุมหรือตรวจสอบการดำเนินการตามวัตถุประสงค์อย่างเพียงพอ จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในการป้องกันและควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่น
เมื่อเกิดการแพร่ระบาดในช่วงปี 2555-2559 กรมประมงจึงยังมีหน้าที่ต้องแก้ไขปัญหาตาม พ.ร.ก.การประมงฯ แม้ปัจจุบันจะมีมาตรการและแผนปฏิบัติการปี 2567-2570 แล้ว แต่ศาลเห็นว่ายังไม่สามารถถือว่าปัญหาสิ้นสุด จึงต้องดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าการแพร่ระบาดจะหมดไปหรือระบบนิเวศกลับสู่ภาวะสมดุล จึงมีคำสั่งให้
กรมประมงและอธิบดีกรมประมงปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและแผนงานดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด โดยการดำเนินงานต้องครอบคลุมทั้งการสำรวจและติดตามสถานการณ์ การควบคุมจำนวนปลาหมอสีคางดำ การป้องกันไม่ให้แพร่กระจายไปยังพื้นที่ใหม่ ตลอดจนการฟื้นฟูระบบนิเวศและแหล่งทำกินของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยให้กระทรวงเกษตรฯ และ รมว.เกษตรฯ กำกับดูแลและสนับสนุนทรัพยากร
ส่วนกรณีช่วยเหลือผู้ประสบภัย ศาลฯเห็นว่าผู้ว่าฯ สมุทรสงครามละเลยหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร หลังไม่ประกาศพื้นที่ อ.อัมพวา อ.เมืองสมุทรสงคราม และ อ.บางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย จึงสั่ง รมว.มหาดไทยพิจารณาสั่งการให้ดำเนินการภายใน 90 วันนับแต่คดีถึงที่สุด ซึ่งการประกาศพื้นที่ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเปิดทางให้หน่วยงานรัฐสามารถพิจารณาให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำได้ตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านอาชีพประมง ความเสียหายต่อบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติ และผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือน
สำหรับคำขอที่ให้หน่วยงานรัฐเรียกค่าเสียหายจากบริษัทเอกชน ศาลฯเห็นว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิฟ้องในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายที่จะนำเรื่องดังกล่าวมาขอให้ศาลมีคำบังคับได้
ทั้งนี้ในการอ่านคำพิพากษานอกจากจะมีตัวแทนภาคประชาชนจำนวนหนึ่งเดินทางมาฟังแล้ว นายบัญชา สุขแก้ว อดีตอธิบดีกรมประมง ก็เข้ารับฟังคำพิพากษาด้วยตัวเอง
ภายหลังฟังคำพิพากษา นายปรเมษฐ์ แดนดงยิ่ง หัวหน้าคณะทำงานคดีปลาหมอคางดำในส่วนของคดีปกครอง ของสภาทนายความ กล่าวว่าคำพิพากษามีความยาวกว่า 120 หน้า ถือเป็นแนวทางสำคัญในการผลักดันให้รัฐแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ และในฐานะคณะทำงานพอใจในระดับหนึ่งเพราะเป้าหมายไม่ได้ต้องการค่าเสียหายเป็นการส่วนตัว แต่ต้องการให้มีการปกป้องและฟื้นฟู ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเพื่อประชาชนทั้งประเทศ
นายสิทธิพร ลีลานภาศักดิ์ กล่าวว่า คดีเรียกค่าเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาทจากบริษัทเอกชนและผู้เกี่ยวข้อง 9 ราย อยู่ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งจะนัดฟังคำสั่งวันที่ 14 ก.ย.นี้ว่าจะรับเป็นคดีแบบกลุ่มหรือไม่
ด้านนายปัญญา โตกทอง ตัวแทนภาคประชาชน ระบุยังติดใจที่คำพิพากษาไม่ครอบคลุมจังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบ เตรียมหารือเครือข่ายและพิจารณาอุทธรณ์ เพื่อผลักดันการฟื้นฟูระบบนิเวศและช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่ รวม 18 รายที่เป็นผู้ถูกฟ้องคดีได้แก่
1.กรมประมง
2.อธิบดีกรมประมง
3.คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ
4.คณะกรรมการระดับสถาบันด้านความปลอดภัยและความหลากหลายทางชีวภาพของกรมประมง
5.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
6.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
7.กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
8.อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
9.คณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
10กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
11.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
12.คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
13.คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ
14.กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
15.อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
16.กระทรวงมหาดไทย
17.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
18.กระทรวงการคลัง