- โฆษณา -

“หมอเอก” นำทีมโฆษกรัฐบาลชุดใหม่ ชูสื่อสารข้อเท็จจริง พร้อมแจงมติ ครม. หลายวาระ

การเมือง8 ก.ย. 2569 • 13:58 น.
“หมอเอก” นำทีมโฆษกรัฐบาลชุดใหม่ ชูสื่อสารข้อเท็จจริง พร้อมแจงมติ ครม. หลายวาระ

"หมอเอก" นำทีมโฆษกรัฐบาลใหม่ ชูมิติสื่อสารข้อเท็จจริง พร้อมแจงมติ ครม. หลายวาระ

วันที่ 8 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายเอกภพ เพียรพิเศษ (หมอเอก) โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พร้อมด้วยทีมรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงเปิดตัวทีมงานและแนวทางการทำงานสื่อสารมิติใหม่ โดยนายเอกภพเปิดเผยว่า มติคณะรัฐมนตรีในวันนี้เห็นชอบแต่งตั้งตนเองเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ซึ่งแนวทางการทำงานต่อจากนี้จะเน้นความเข้มข้นของข้อมูล ความรวดเร็วฉับไว และนำเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเป็นหลัก

โดยทีมโฆษกจะไม่เน้นการโต้วาทีหรือการใส่ไฟทางการเมือง แต่จะใช้ข้อมูลจริงเพื่อตอบโต้ข้อมูลเท็จ และจะไม่ทำหน้าที่เพิ่มความขัดแย้งหรือแบ่งแยกประชาชนออกเป็นกลุ่มต่างๆ พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนมาแข่งขันกัน "ปักธงทางความคิด" เพื่อนำพาประเทศไปสู่จุดที่สามารถสู้กับนานาชาติได้ และยกระดับเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เน้นการตอบข้อมูลที่เป็นจริงและเป็นประโยชน์ต่อสังคมเป็นสำคัญ

- โฆษณา -

"ทีมโฆษณาเราจะทำหน้าที่เพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ ข้อมูลที่ออกไปต้องเป็นข้อมูลจริงและเชื่อถือได้ ผมอยากเชิญชวนทุกคนในแวดวงการเมืองมาช่วยกันสร้างสิ่งใหม่ๆ แทนที่จะตอบโต้กันในเรื่องที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ เรามาแข่งกันปักธงทางความคิด ที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของคนไทยดีขึ้น หากเรื่องไหนเป็นเรื่องดี คณะรัฐมนตรีจะนำไปปฏิบัติแน่นอน ส่วนเรื่องไหนที่รัฐบาลทำได้ดีอยู่แล้ว ทีมโฆษกจะนำมาสื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง"

สำหรับการสรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีในภาพรวม นายเอกภพกล่าวถึงประเด็นสำคัญเริ่มจากการที่ไทยมุ่งเป็นผู้นำและส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน โดยมีมติเห็นชอบข้อตกลงแม่น้ำโขง-ล้านช้าง และความร่วมมือกับ สปป.ลาว ผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในการให้เงินกู้เพื่อพัฒนาสะพานและสาธารณูปโภคเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการเชื่อมโยงกับไทย ขณะที่กระทรวงคมนาคมได้เสนอแนวทางพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ โดยจะเพิ่มผู้รับจ้างบริหารจัดการกระเป๋าและสินค้าให้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการนำพื้นที่ว่างเปล่ามาใช้ประโยชน์ทางธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ให้แก่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริตสอบเข้าเป็นข้าราชการ โดยมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่เพื่อจัดการกับผู้ที่ทุจริตสอบและบรรจุเข้ารับราชการแล้ว ซึ่งกฎหมายเดิมอาจมีโทษน้อยและไม่ครอบคลุม แต่กฎหมายใหม่จะให้อำนาจในการดำเนินการทางวินัยร้ายแรงและสามารถเรียกคืนสิทธิประโยชน์ย้อนหลังได้ พร้อมทั้งจัดตั้งฐานข้อมูลกลางภาครัฐ (Blacklist) เพื่อตรวจสอบประวัติหากผู้ที่เคยถูกให้ออกจากการทุจริตกลับมาสมัครสอบใหม่ ในส่วนของการส่งเสริมเศรษฐกิจ ครม. ได้เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมสตาร์ตอัป โดยให้อำนาจสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ให้ทุนสนับสนุนและกำหนดหลักเกณฑ์การระดมทุนและการถือหุ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้สตาร์ตอัปไทยขยายตัวได้ แต่ไม่ได้บังคับให้ทุกบริษัทต้องใช้สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายนี้

ในมิติของกฎหมายและพลังงาน นายเอกภพชี้แจงว่ามีการแก้ไขกฎระเบียบเพื่อนำเงินจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้ามาชดเชยค่าไฟฟ้าสาธารณะ ทำให้ไม่เป็นภาระในบิลค่าไฟของประชาชน และยังเห็นชอบการแก้ไข พ.ร.บ.อาวุธปืน เพื่อจัดระเบียบการครอบครองและพกพาให้มีความปลอดภัยและลดความเสี่ยงต่อเหตุรุนแรงในสังคม

ด้านนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการป้องกันทุจริตสอบข้าราชการว่า หากพบการทุจริตจะถือเป็นความผิดร้ายแรงและต้องได้รับโทษไล่ออกจากราชการสถานเดียว โดยภายใน 3 ปีจะปรับการสอบภาค ก เป็นระบบ e-Exam ทั้งหมด และใน 5 ปีจะออกกฎหมายเฉพาะเพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการพร้อมเรียกคืนเงินเดือนและผลประโยชน์ทั้งหมด

นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบกรอบวงเงินเยียวยากว่า 240.5 ล้านบาท ให้กับประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ช่วง 26 ธ.ค. 2568 – 23 ก.ค. 2569) โดยจัดสรรผ่านกระทรวงคมนาคม 166 ล้านบาท กระทรวงมหาดไทย 65 ล้านบาท และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 9.5 ล้านบาท พร้อมแจ้งมติแต่งตั้งนายณัฐพล รังสิตพล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นางสาวรัชดา ธนาดิเรก เป็นคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และนางโปรดปราน สมานมิตร เป็นผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย

ขณะที่นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงมติเห็นชอบความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว จำนวน 1,783 ล้านบาท ผ่านสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) หรือ NEDA ในโครงการสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง ซึ่งจะช่วยร่นระยะเวลาเดินทางระหว่างจังหวัดน่านไปเมืองหลวงพระบางเหลือเพียง 30-40 นาที คาดดึงนักท่องเที่ยวเพิ่มเป็น 80,000 คนต่อปี และสร้างรายได้ 360 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ยังเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชนในรูปแบบ PPP Net Cost ให้บริษัท การภาคพื้นท่าอากาศยานไทย จำกัด (ออสการ์) เป็นผู้บริหารจัดการลานจอด อุปกรณ์ภาคพื้น และคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อผลักดันสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาค

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมติเห็นชอบบันทึกความเข้าใจด้านแรงงานกับประเทศศรีลังกา โดยตั้งเป้าจ้างแรงงานศรีลังกา 10,000 คนในภาคอุตสาหกรรมที่ขาดแคลน กำหนดระยะเวลาจ้างงาน 2 ปี และขยายได้อีก 2 ปี ภายใต้ระบบที่โปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมกันนี้ ครม. ยังเห็นชอบร่างปฏิญญาความร่วมมือด้านอาชีวศึกษากับเยอรมนี ซึ่งจะมีการลงนามในวันที่ 14 กันยายน 2569 ณ กรุงเบอร์ลิน ครอบคลุม 5 ด้านสำคัญ ทั้งการพัฒนาหลักสูตร การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเตรียมความพร้อมด้านดิจิทัลและ AI เพื่อยกระดับแรงงานไทยให้ตรงตามความต้องการของตลาดโลก 

#หมอเอก #เอกภพเพียรพิเศษ #โฆษกรัฐบาล #โฆษกรัฐบาลชุดใหม่ #รัฐบาลอนุทิน #ครม #มติครม #สื่อสารรัฐบาล #การเมืองไทย #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline