- โฆษณา -

"อดีตผู้พิพากษา" ชี้ไทยต้อง “สร้าง รธน.ใหม่-ซ่อมระบบเดิม” คู่ขนาน สร้างความไว้วางใจประชาชน ไม่ฝ่าฝืนกติกาเดิม

การเมือง8 ก.ย. 2569 • 07:46 น.
"อดีตผู้พิพากษา" ชี้ไทยต้อง “สร้าง รธน.ใหม่-ซ่อมระบบเดิม” คู่ขนาน สร้างความไว้วางใจประชาชน ไม่ฝ่าฝืนกติกาเดิม
 
 
วันที่ 8 ก.ย.69 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร ระบุว่า...
 
เมื่อมีการฮั้วกันเข้ามาเป็น สว. จะแก้ไขข้อสงสัยในความเป็นกลางขององค์กรอิสระได้อย่างไร? 
 
ในงานเสวนาวิชาการ วปอ’68 Symposium 2026 หัวข้อ “การเมืองและสังคมไทยสำหรับอนาคต” เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า รัฐธรรมนูญ สถาบันการเมือง และสถาบันทางสังคม จะดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงก็ต่อเมื่อมีทั้ง “ความชอบธรรม” (Legitimacy) และ “ความไว้วางใจ” (Trust) จากประชาชน 
 
ข้อเสนอที่ว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเร่งสร้างความไว้วางใจ และต้องเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน “ทุกสี” ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถือเป็นโจทย์สำคัญอย่างยิ่ง  เพราะรัฐธรรมนูญไม่ควรเป็นเพียงกติกาที่เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีอำนาจ แต่ต้องเป็นกติกาที่ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกว่า “เป็นของตนเอง” และพร้อมที่จะยอมรับร่วมกัน
 
ความผิดพลาดของระบบ และโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข
 
ศ.ดร.นครินทร์ ได้วิพากษ์วิจารณ์บทบาทของวุฒิสภาว่า การใช้อำนาจของวุฒิสภามีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับค่อนข้างต่ำเนื่องมาจากที่มา โดยเฉพาะระบบที่ให้เลือกกันเองเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเป็นระบบที่ประเทศไทยคิดขึ้นมาเองโดยไม่มีประเทศอื่นใช้
 
ท่านยังกล่าวด้วยว่า ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปี 2560 ซึ่งรู้จักกัน ได้บอกตนว่า สิ่งที่เสียใจมากที่สุดและเห็นว่าเป็นความผิดพลาดที่สุดของ กรธ. คือการออกแบบระบบเลือก สว. และตั้งคำถามว่า เมื่อเกิดปัญหาแล้ว เราจะยอมรับกันต่อไป หรือจะปรับปรุงแก้ไข? 
 
หากยอมรับว่า “ความไว้วางใจ” คือปัญหาใหญ่ของระบบการเมืองไทย คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่าเราจะเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร แต่ยังมีคำถามต่อไปว่า ระหว่างที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำลังจัดทำ เราจะทำอย่างไรกับกลไกตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่กำลังสร้างความไม่ไว้วางใจให้แก่ประชาชน?
 
1. ไม่ควรรอรัฐธรรมนูญใหม่แล้วค่อยซ่อมระบบ 
 
• การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นเรื่องใหญ่และต้องใช้เวลา ดังนั้น การสร้างความไว้วางใจไม่ควรถูกเลื่อนออกไปจนกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเสร็จสมบูรณ์
 
• ในระหว่างนี้จึงควรมีการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระและกระบวนการตรวจสอบไปพร้อมกัน โดยเฉพาะกฎหมายที่พบว่ามีช่องว่างหรือทำให้เกิดข้อสงสัยในเรื่องความเป็นกลาง ความโปร่งใส เหตุผลประกอบการวินิจฉัย การเปิดเผยข้อมูล และกลไกตรวจสอบการใช้ดุลพินิจ 
 
• ตัวอย่างที่น่าพิจารณา: หากองค์กรอิสระอย่าง กกต. มีคำสั่งยุติเรื่องหรือยกคำร้องในเรื่องที่มีความสำคัญต่อสาธารณะ ควรมีกลไกตรวจสอบหรือทบทวนที่เหมาะสมหรือไม่ เพื่อให้ประชาชนไม่ได้มีทางเลือกเพียง “เชื่อ” หรือ “ไม่เชื่อ” คำวินิจฉัยขององค์กรอิสระเท่านั้น
 
• แนวคิดนี้อาจพัฒนาไปสู่การมีคณะหรือกลไกอิสระสำหรับตรวจสอบสำนวนในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับความครบถ้วนของการไต่สวน ความเป็นกลาง หรือเหตุผลในการยุติเรื่อง และหากพบว่ามีมูลเพียงพอ ก็ควรมีกระบวนการส่งต่อไปยังองค์กรหรือศาลที่มีอำนาจตามกฎหมาย 
 
• อย่างไรก็ตาม กลไกดังกล่าวต้องไม่กลายเป็น “องค์กรอิสระซ้อนองค์กรอิสระ” หรือเข้ามาใช้อำนาจแทน กกต. โดยไม่มีฐานอำนาจตามรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดหน้าที่และอำนาจของ กกต. ไว้อย่างชัดเจน ทั้งการจัดการเลือกตั้ง การควบคุมให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตลอดจนการสืบสวนหรือไต่สวนตามที่จำเป็น
• บทสรุปการซ่อมระบบ: ต้องทำสองอย่างควบคู่กัน คือ เพิ่มการตรวจสอบ กกต. โดยไม่ทำลายความเป็นอิสระของ กกต.
 
2. ต้องแยกให้ออกว่าอะไรแก้ได้ด้วยกฎหมาย อะไรต้องแก้รัฐธรรมนูญ 
 
• ข้อเสนอเรื่องการปรับปรุงกฎหมายจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ 
 
• ระดับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ: เรื่องบางอย่าง เช่น การกำหนดมาตรฐานการรวบรวมและประเมินพยานหลักฐาน การป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน การกำหนดให้เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยมีผลใช้บังคับอย่างแท้จริง หรือการกำหนดขั้นตอนการเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนควรเข้าถึง อาจเป็นเรื่องที่สามารถพิจารณาปรับปรุงในระดับนี้ได้
 
• ระดับรัฐธรรมนูญ: แต่ถ้าการแก้กฎหมายมีผลถึงขั้นเปลี่ยนแปลงหรือกระทบสาระสำคัญของหน้าที่หรืออำนาจที่รัฐธรรมนูญมอบให้แก่องค์กรอิสระ ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าสามารถดำเนินการในระดับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ หรือจำเป็นต้องดำเนินการในระดับรัฐธรรมนูญ ไม่ควรใช้การแก้พระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญเป็น “ทางลัด” เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรืออำนาจที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
 
• รัฐธรรมนูญมาตรา 256 เองก็วางหลักคุ้มครองเรื่องสำคัญเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของศาลหรือองค์กรอิสระไว้ในกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยในกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 256 ( จะต้องมีการออกเสียงประชามติด้วย 
 
• นี่จึงเป็นจุดที่ต้องระวังอย่างยิ่งว่า การปฏิรูประบบเพื่อสร้างความไว้วางใจ จะต้องไม่กลายเป็นการแก้กติกาโดยหลีกเลี่ยงรัฐธรรมนูญเสียเอง
 
3. จาก “รัฐธรรมนูญของทุกสี” สู่ “ระบบที่ทุกสีเชื่อถือได้” 
 
ข้อเสนอของ ศ.ดร.นครินทร์ อาจต่อยอดได้อีกขั้นหนึ่ง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่เพียงต้องเป็นรัฐธรรมนูญของ “คนทุกสี” แต่กระบวนการตามรัฐธรรมนูญก็ควรเป็นกระบวนการที่คนทุกสีสามารถเชื่อถือได้ด้วย ประชาชนอาจเห็นต่างกันทางการเมืองอย่างรุนแรง แต่ควรเห็นตรงกันได้ในเรื่องพื้นฐาน ดังนี้:
 
กติกาต้องเป็นธรรม
 
ผู้ใช้อำนาจต้องเป็นกลาง
 
การใช้อำนาจต้องมีเหตุผลและตรวจสอบได้ 
 
ผู้กล่าวหาต้องได้รับความเป็นธรรม
 
ผู้ถูกกล่าวหาต้องได้รับความเป็นธรรม
 
เมื่อองค์กรหนึ่งใช้อำนาจผิดพลาด ต้องมีช่องทางตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ
 
นี่อาจเป็นความหมายที่ลึกกว่าคำว่า “รัฐธรรมนูญของทุกสี” เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความไว้วางใจไม่ได้เกิดจากตัวหนังสือในรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประสบการณ์ของประชาชนที่ได้เห็นว่ากติกานั้นถูกใช้กับทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคและยุติธรรม 
 
บทสรุป 
ระหว่างการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประเทศไทยจึงควรเดินสองทางไปพร้อมกัน คือ “สร้างรัฐธรรมนูญใหม่” ควบคู่กับ “ซ่อมกลไกเดิมที่มีปัญหา” โดยแยกให้ชัดว่าเรื่องใดแก้ได้ในระดับกฎหมาย และเรื่องใดกระทบโครงสร้าง หรือหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญจนต้องเข้าสู่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและประชามติ
 
เพราะการสร้างความไว้วางใจไม่ควรรอรัฐธรรมนูญใหม่ แต่การซ่อมระบบก็ต้องไม่ทำโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญเดิม นี่อาจเป็นบททดสอบแรกของการเดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนเพียง “ตัวบทของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย” หรือกำลังจะเปลี่ยนไปสู่ “ระบบการเมืองที่ประชาชนทุกฝ่ายสามารถไว้วางใจได้จริง” 
 
วัส ติงสมิตร
 
นักวิชาการอิสระ
 
8/9/69
 
#อดีตผู้พิพากษา #วัสติงสมิตร #รัฐธรรมนูญใหม่ #รัฐธรรมนูญ #ซ่อมระบบ #องค์กรอิสระ #กกต #การเมืองไทย #ความไว้วางใจ #หลักนิติธรรม #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline