- โฆษณา -

“สามารถ” เปิดคำทำนายก่อนรู้ผล 14 ก.ย. ฟันธงคดีฮั้ว ส.ว. อาจไม่ส่งเลย แต่หากส่งไม่เกิน 50 คน พร้อมชี้งบฯ วาระ 3 เกิน 285 เสียง

การเมือง8 ก.ย. 2569 • 07:27 น.
“สามารถ” เปิดคำทำนายก่อนรู้ผล 14 ก.ย. ฟันธงคดีฮั้ว ส.ว. อาจไม่ส่งเลย แต่หากส่งไม่เกิน 50 คน พร้อมชี้งบฯ วาระ 3 เกิน 285 เสียง

วันที่ 8 ก.ย.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า...

สามารถ“ผู้มาก่อนกาล” เปิดข้อสอบก่อนรู้ผล 14 กันยายน คดีฮั้ว ส.ว. — อาจไม่ส่งเลย แต่ถ้าส่ง ผมให้น้ำหนัก “ไม่เกิน 50 คน” พร้อมฟันธง พ.ร.บ.งบฯ วาระ 3 ผ่านฉลุย “เกิน 285 เสียง”
 
พี่น้องครับ วันนี้ผมขอทำในสิ่งที่ผมทำมาตลอด คือ พูดก่อนผลออก
 
ไม่ใช่รอให้ผลออกแล้วค่อยมานั่งอธิบายว่าอะไรเกิดขึ้น
 
ผม สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ขอวางคำทำนายทางการเมืองเอาไว้ตรงนี้ และเปิดข้อสอบให้สื่อมวลชนกับพี่น้องประชาชนแคปเก็บไว้ตรวจได้เลยครับ
 
ข้อแรก — 14 กันยายน 2569 คดีที่เรียกกันว่า “ฮั้ว ส.ว.
ผมมองว่ามีความเป็นไปได้ถึงขั้นที่ กกต.อาจไม่ส่งใครเลยก็ได้
 
เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า คณะสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 มีความเห็นไปทางหนึ่ง ขณะที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 กลับมีมติ 5 ต่อ 2 ว่าไม่มีมูล
 
เมื่อความเห็นในกระบวนการพิจารณาแตกต่างกันถึงขนาดนี้ สุดท้ายสิ่งที่ กกต.ชุดใหญ่ต้องกลับไปดูคือ
 
“พยานหลักฐานไปถึงใคร?”
 
แต่ถ้าถามผมว่า หาก กกต.เลือกแนวทางส่งเฉพาะบางราย ผมให้น้ำหนักเท่าไร?
 
ผมขอฟันธงไว้ก่อนเลยครับว่า
“ส.ว. ไม่เกิน 50 คน”
หรืออาจ ไม่ส่งเลย ก็ได้
นี่คือคำทำนายของผมก่อนวันที่ 14 กันยายน
และผมขอฟันธงเป็น “รายชื่อ” ไปเลย ไม่พูดกว้าง ๆ
จากการประเมินของผมว่าเส้นพยานหลักฐานจะเชื่อมโยงไปได้ไกลเพียงใด ผมฟันธงว่า
นายอนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรี — ไม่โดน
นางสุขสมรวย วันทนียกุล
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี — ไม่โดน
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี — ไม่โดน
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม — ไม่โดน
นายไชยชนก ชิดชอบ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม — ไม่โดน
“ครูใหญ่” — ไม่โดน
ผมไม่ได้บอกว่าใคร “ไม่โดน” เพราะเป็นรัฐมนตรี เป็นนักการเมือง หรือเป็นผู้มีอำนาจ
แต่ผมวิเคราะห์จากหลักง่าย ๆ ว่า
“ความเชื่อมโยงทางการเมือง ไม่เท่ากับความเชื่อมโยงทางพยานหลักฐาน”
รู้จักกัน ≠ ร่วมกระทำผิด
อยู่พรรคเดียวกัน ≠ ร่วมกระทำผิด
มีการติดต่อกัน ≠ ร่วมกระทำผิดโดยอัตโนมัติ
คะแนนมีรูปแบบคล้ายกัน ≠ ทุกคนต้องมีเจตนาร่วมกัน
และการกระทำของคนหนึ่ง จะกระโดดไปสร้างความรับผิดให้อีกคนโดยไม่มีพยานหลักฐานรองรับไม่ได้
สิ่งที่ต้องพิสูจน์เป็นรายบุคคลคือ
ใครทำอะไร?
ใครสั่งการ?
ใครจูงใจ?
ใครให้หรือรับผลประโยชน์?
ใครรู้เห็นหรือร่วมวางแผน?
และพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลนั้นอย่างไร?
นี่ต่างหากคือหัวใจของคดี
 
มองผ่านเลนส์ “องค์กรอิสระ” และ “หลักนิติธรรม”
กกต.เป็น องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
ดังนั้นไม่ว่าฝ่ายไหนจะออกมาเรียกร้องให้ส่งทั้งหมด 229 คน หรือจะกดดันให้ยกทั้งหมด กกต.ไม่ควรตัดสินตามเสียงเชียร์หรือเสียงกดดันของฝ่ายการเมืองใด
องค์กรอิสระต้อง อิสระทั้งจากรัฐบาลและฝ่ายค้าน
ไม่ใช่รัฐบาลพูดแล้วต้องตามรัฐบาล
และก็ไม่ใช่ฝ่ายค้าน ไอลอว์ นักเคลื่อนไหว หรือใครออกมากดดันแล้ว กกต.ต้องตัดสินตามกระแสนั้น
รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง วางหลักให้องค์กรของรัฐใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และ หลักนิติธรรม
เพราะฉะนั้นคำตอบสุดท้ายต้องอยู่ที่
“กฎหมาย + พยานหลักฐาน”
ไม่ใช่กระแส
ไม่ใช่ความสะใจทางการเมือง
และไม่ใช่การเหมารวมคน 229 คนให้มีความรับผิดเหมือนกันทั้งหมด
มองผ่านเลนส์รัฐศาสตร์
ในทางรัฐศาสตร์ การใช้อำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “มีอำนาจหรือไม่”
แต่ต้องมีคำถามต่อว่า
“ใช้อำนาจบนฐานพยานหลักฐานที่มีความชอบธรรมหรือไม่”
เพราะการดำเนินการต่อสมาชิกวุฒิสภาจำนวนมากในคราวเดียว ย่อมสร้างผลสะเทือนต่อโครงสร้างทางการเมือง
ยิ่งผลกระทบมาก
มาตรฐานการพิจารณาก็ยิ่งต้องรอบคอบ
แต่ผมย้ำอีกครั้งว่า เรื่ององค์ประชุม ไม่ใช่เหตุผล ที่ทำให้ผมฟันธง “ไม่เกิน 50 คน”
รัฐธรรมนูญ มาตรา 120 ใช้คำชัดว่า องค์ประชุมต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ
“จำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่”
เพราะฉะนั้น คำทำนาย “ไม่เกิน 50 คน” ของผมไม่ได้เกิดจากการคำนวณว่าจะต้องเหลือ ส.ว.ไว้เท่าไรเพื่อให้ประชุมได้
แต่เกิดจากการประเมินว่า
เมื่อคัดพยานหลักฐานเป็นรายบุคคลแล้ว น้ำหนักคดีจะไปถึงกี่คน
กกต.ต้องชั่งน้ำหนักให้รอบคอบ เพราะทุกการใช้อำนาจย่อมถูกตรวจสอบได้
อีกประเด็นที่ต้องจำไว้คือ ส.ว.ชุดนี้ได้รับการประกาศรับรองผลและเข้าดำรงตำแหน่งแล้ว
หากจะดำเนินการกับบุคคลใดหลังจากนั้น กระบวนการตามกฎหมายและพยานหลักฐานต้องชัดเจน
หากบุคคลใดเห็นว่าตนได้รับความเสียหายจากการใช้อำนาจรัฐโดยไม่ชอบ เขาก็ย่อมมีสิทธิใช้ ช่องทางตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิของตน
ส่วนเจ้าหน้าที่หรือ กกต.จะต้องรับผิดหรือไม่อย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณาองค์ประกอบความผิดและข้อเท็จจริงเป็นกรณี ๆ ไป
เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งตัดสินว่า
“ส่งเยอะ = กล้าหาญ”
หรือ
“ส่งน้อย = ช่วยใคร”
คำถามที่ถูกต้องควรมีเพียงว่า
“หลักฐานถึงใคร ก็ว่ากันถึงคนนั้น”
นี่คือหลักนิติธรรม
เปิด “ข้อสอบผู้มาก่อนกาล” ให้ตรวจย้อนหลังกันเลย ขอหยิบยกมาบางคำทำนายให้เห็นตัวอย่าง
หลายคนถามผมว่า
“ทำไมสามารถถึงกล้าฟันธง?”
ผมไม่อยากตอบด้วยคำโฆษณา
ลองดูสิ่งที่ผมเคยพูด ก่อนผลออก ดีกว่าครับ
1.“ก้าวไกล 9 ต่อ 0”
ถ้าจำกันได้ ผมเคยให้สัมภาษณ์ในรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ โดยมี พี่สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา เป็นพิธีกร และมี คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ร่วมรายการอยู่ในวันนั้น
ผมกล้าฟันธงล่วงหน้าว่า
“พรรคก้าวไกลถูกยุบ — 9 ต่อ 0”
ไม่ใช่พูดหลังรู้คำวินิจฉัย
พูดตอนที่ผลยังไม่ออก
สุดท้ายคำวินิจฉัยออกมา 9 ต่อ 0
นี่คือตัวอย่างที่ชัดที่สุดว่า ทำไมสื่อจึงเรียกผมว่า
“ผู้มาก่อนกาล”
2. เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. — “ชัชชาติทะลุล้านห้า”
ก่อนวันเลือกตั้ง ผมวิเคราะห์ไว้ว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์จะชนะขาด และคะแนนทะลุ 1.5 ล้านเสียง
ผลการรับรองการเลือกตั้งในเวลาต่อมา นายชัชชาติได้คะแนน มากกว่า 1.5 ล้านเสียง
พูดก่อน
ผลตามมา
3.สิงหาคมรัฐบาลไม่ล้ม
ตอนที่การเมืองเต็มไปด้วยข่าวว่า รัฐบาลจะอยู่หรือจะไป
ผมฟันธงไว้ว่า
“รัฐบาลยังไม่ล้มในเดือนสิงหาคม”
สิงหาคมผ่านไป
รัฐบาลก็ยังอยู่
4.กันยายนไม่มีอภิปรายไม่ไว้วางใจ มาตรา 151
นี่คือข้อสอบที่ผมเปิดเอาไว้แล้วและ ยังรอตรวจคำตอบ ผ่านมา 7 วันแล้ว
ผมฟันธงว่า
“เดือนกันยายนนี้ จะไม่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151”
ยังไม่ต้องชมครับ
รอสิ้นเดือนแล้วค่อยตรวจข้อสอบพร้อมกัน
5. ข้อสอบใหม่ล่าสุด — พ.ร.บ.งบประมาณ วาระ 3
วันนี้ผมเปิดคำตอบไว้ก่อนลงคะแนนอีกข้อหนึ่ง
ผมฟันธงว่า
“พ.ร.บ.งบประมาณ วาระ 3 ผ่านฉลุย และคะแนนเห็นชอบเกิน 285 เสียง”
จดตัวเลขเกิน 285 เอาไว้เลยครับ
ไม่ใช่แค่บอกว่า “ผ่าน”
ผมให้ตัวเลขไว้ตรวจด้วย
และข้อสอบใหญ่ 14 กันยายน
ผมเปิดคำตอบไว้วันนี้ว่า
คดีฮั้ว ส.ว. อาจไม่ส่งเลยก็ได้
แต่หาก กกต.ส่งเฉพาะบางราย
“ส.ว. ไม่เกิน 50 คน”
และตามรายชื่อที่ผมกล่าวไว้
อนุทิน — ไม่โดน
สุขสมรวย — ไม่โดน
ศุภมาส — ไม่โดน
สิริพงศ์ — ไม่โดน
ไชยชนก — ไม่โดน
ครูใหญ่ — ไม่โดน
ทั้งหมดนี้คือ คำวิเคราะห์และคำทำนายก่อนผลออก
ไม่ใช่คำวินิจฉัยแทน กกต.
ไม่ใช่คำพิพากษาแทนศาล
และไม่ได้อ้างว่าผมมีข้อมูลภายในจากใคร
ผมใช้สิ่งที่นักวิเคราะห์ควรใช้
ข้อเท็จจริง
ข้อกฎหมาย
ประสบการณ์
และการอ่านเกมการเมือง
พี่สื่อมวลชนท่านใดจะเอาไป “ลอกข้อสอบ” ผมอนุญาตครับ
แคปโพสต์นี้เก็บไว้ได้เลย
ถูกก็บอกว่าถูก
ผิดก็บอกว่าผิด
ไม่ต้องแก้ตัวทีหลัง
เพราะถ้ารอให้ผลออกแล้วค่อยมาวิเคราะห์ว่าเหตุใดมันจึงเกิดขึ้น
เขาไม่เรียก “ผู้มาก่อนกาล”
เขาเรียก “ผู้มาทีหลัง”
แล้ววันที่ 14 กันยายน
เรามาเปิดข้อสอบพร้อมกันครับ
พี่น้องคิดเห็นอย่างไร ลองแลกเปลี่ยนกันด้วยเหตุและผลกันนะครับ
สามารถ เจนชัยจิตรวนิช
อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม
“ผู้มาก่อนกาล”
 
#สามารถ #สามารถเจนชัยจิตรวนิช #ฮั้วสว #คดีฮั้วสว #กกต #สว #การเมืองไทย #งบประมาณ2569 #พรบงบประมาณ #อนุทิน #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline
- โฆษณา -