“ทวี” ขอหั่น “งบกลาง” ลง 45% เตือนรัฐระวังถูกมองเป็นเช็คเปล่า-แจกโบนัส ด้าน “มาดามเดียร์” ชงเฉือน 1.2 หมื่นล้าน หวั่นแปรสภาพ “พลังงานสะอาด” เป็น “พลังงานทุจริต”
วันที่ 7 กันยายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้เปิดการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท หลังจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จสิ้น ในวาระที่สองเป็นวันแรก
สำหรับการพิจารณาในมาตรา 6 ในส่วนของงบกลาง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ได้เสนอขอปรับลดงบกลางลง 45% คิดเป็นวงเงิน 314,965 ล้านบาท โดยตั้งคำถามถึงมิติความชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 เนื่องจากมาตรา 22 กำหนดให้จัดตั้งงบกลางได้เฉพาะกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นที่ไม่สามารถจัดสรรให้หน่วยงานรับงบประมาณโดยตรงได้ ขณะที่มาตรา 20 (6) ระบุว่า รายการสำรองฉุกเฉินต้องใช้เพื่อการป้องกัน แก้ไขปัญหาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง การเยียวยาสาธารณภัย หรือภารกิจเร่งด่วนของรัฐเท่านั้น
พ.ต.อ.ทวี ชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมามีการตั้งงบกลางในลักษณะกระจายภารกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งงบฟื้นฟูเศรษฐกิจในปี 2568 งบกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 20,000 ล้านบาทในปี 2569 และงบฟื้นฟูเศรษฐกิจจากปัญหาพลังงานผันผวนอีก 12,000 ล้านบาทในปี 2570 ซึ่งตนเองยังมีความกังวลถึงนิยามการตั้งงบเพื่อเป็นรายจ่ายลงทุน และมองว่างบกลางมักถูกใช้เปรียบเสมือน "การตีเช็คเปล่า" ที่ฝ่ายบริหารสามารถอนุมัติวงเงินจำนวนมากได้โดยไม่มีรายละเอียดชัดเจน และประชาชนเข้าไม่ถึง นอกจากนี้ ยังได้เรียกร้องให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้ามาตรวจสอบการใช้งบกลางอย่างเข้มงวดเหมือนกับหน่วยงานอื่น ๆ โดยย้ำว่า งบกลางไม่ควรมี scope ที่กว้างเกินไป และไม่คว นนำมาใช้แทนแผนงานประจำของหน่วยงานต่างๆ
พ.ต.อ.ทวี เสนอว่า หากรัฐบาลต้องการบริหารงบกลางให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด จะต้องคำนึงถึง 5 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ผู้ได้รับผลกระทบ ต้องระบุตัวตนผู้เดือดร้อนให้ชัดเจน ระดับความรุนแรง: ประเมินความเสียหายหรือความจำเป็นอย่างตรงไปตรงมา การช่วยเหลือซ้ำซ้อน ตรวจสอบว่าได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นแล้วหรือยัง ประวัติการรับเงินเยียวยา พิจารณาว่าเคยได้รับเงินฟื้นฟูมาก่อนหน้านี้หรือไม่ และกลุ่มเป้าหมาย กำหนดกลุ่มประชาชนผู้รับผลประโยชน์อย่างตรงจุด
"หากไม่คำนึงถึงหลักการเหล่านี้ งบประมาณจะถูกมองคล้ายเป็นการแจกโบนัส สมบัติส่วนตัว หรือเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายเกินไป การขอปรับลดงบกลางลง 45% จึงทำไปเพื่อสร้างสมดุลและความรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดิน" — พ.ต.อ.ทวี กล่าวทิ้งท้าย

ด้านน.ส.วทันยา บุญนาค (มาดามเดียร์) ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้อภิปรายเสนอให้ตัดงบประมาณ 12,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลแฝงไว้ในงบกลางเพื่อวัตถุประสงค์ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานและพลังงานสะอาด โดยย้ำว่าแม้ทุกคนเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล แต่การจัดสรรงบประมาณที่มีความซ้ำซ้อนและไร้ความชัดเจนเช่นนี้ อาจเปลี่ยนคำว่า "พลังงานสะอาด" ให้กลายเป็น "พลังงานทุจริต" ได้
น.ส.วทันยา ได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญ 3 ประการ เพื่อขอให้สภาฯ พิจารณาปรับลดงบประมาณก้อนดังกล่าวว่า 1. การตั้งงบกลาง 12,000 ล้านบาท มีเป้าหมายเดียวกับ พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 200,000 ล้านบาท ที่ให้กู้ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ซึ่งเป็นวันสิ้นปีงบประมาณเดียวกัน จึงเกิดคำถามว่าเหตุใดต้องใช้เงินสองก้อนพร้อมกันในวัตถุประสงค์เดียวกัน 2. รัฐบาลเคยอ้างความจำเป็นเร่งด่วนจนต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน โดยระบุว่าไม่สามารถจัดสรรจากงบประจำปีได้ทัน แต่กลับนำภารกิจเดียวกันมาซ่อนไว้ในงบกลางปี 2570 ในเวลาต่อมาไม่ถึงหนึ่งเดือน ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนี้และภาษีซ้ำซ้อน และ3. เงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. มีคณะกรรมการกลั่นกรองและต้องรายงานต่อสภาฯ แต่งบกลาง 12,000 ล้านบาท อยู่ภายใต้อำนาจอนุมัติของนายกรัฐมนตรีและ ครม. โดยเฉพาะวงเงิน 9,600 ล้านบาท ที่ถูกจำแนกเป็นรายจ่ายลงทุน แต่ไม่มีการระบุรายละเอียดโครงการ ครุภัณฑ์ หรือหน่วยงานรับงบประมาณแม้แต่น้อย
น.ส.วทันยา ระบุเพิ่มเติมว่า เมื่อรวมงบ 12,000 ล้านบาท เข้ากับเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน จะทำให้รัฐบาลมีวงเงินยืดหยุ่นสูงถึง 112,000 ล้านบาท ที่สามารถนำไปใช้จ่ายโดยกำหนดรายละเอียดในภายหลังได้ ซึ่งถือเป็นรูปแบบการตั้งงบประมาณที่เปลี่ยนชื่อไปตามสถานการณ์ แต่เนื้อแท้คือการขอ "เช็คเปล่า" ที่สภาฯ และประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้
"หากรัฐบาลยืนยันว่าเงินก้อนนี้ไม่ซ้ำซ้อน ขอให้เปิดเผยรายชื่อโครงการ หน่วยงานรับงบ และตัวชี้วัด (KPI) ให้ชัดเจนก่อนอนุมัติ เพราะไม่ว่าจะเป็นเงินกู้หรืองบประจำปี ต่างก็มาจากภาษีของประชาชน ซึ่งไม่ควรต้องจ่ายเงินสองรอบให้กับบิลที่ไม่เห็นใบเสร็จ" นางสาววทันยา กล่าวสรุป