"วัส ติงสมิต" ชี้ เปิดสำนวน “ฮั้ว สว.” ผิดกฎหมายจริงหรือ?
วันที่ 6 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ
เปิดสำนวน “ฮั้ว สว.” ผิดกฎหมายจริงหรือ? หรือสังคมกำลังถูกหลอกด้วยคำว่า "เอกสารลับ"?
กรณีการเปิดเผยข้อมูลจากสำนวนที่เกี่ยวข้องกับคดี “ฮั้ว สว.” กำลังเป็นประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจ เพราะข้อมูลที่ถูกนำมาเปิดเผยไม่ได้มีเพียงข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในคดีพิเศษที่ 24/2568 แต่ยังเกี่ยวพันกับข้อมูลและสำนวนการสืบสวนและไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย
หลายวันที่ผ่านมา มีกูรูให้ความเห็นว่า การเปิดเผยข้อมูลหรือเอกสารทางราชการ แม้เพียงบางส่วน หากเป็นข้อมูลที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็อาจมีความผิดได้
หลักคิดเรื่องการคุ้มครองข้อมูลของทางราชการย่อมมีเหตุผล แต่การจะสรุปว่าใคร “มีความผิด” หรือไม่ ต้องพิจารณาก่อนว่า ข้อมูลมาจาก DSI หรือ กกต. เป็นข้อมูลประเภทใด ได้มาอย่างไร อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับใด และผู้เปิดเผยมีหน้าที่รักษาความลับหรือไม่
เพราะ “ความลับในราชการ” กับ “ข้อมูลข่าวสารลับของทางราชการ” ไม่ใช่คำที่ใช้แทนกันได้ทุกกรณี
1. กฎหมายที่เกี่ยวข้องมี 6 ฉบับ ดังนี้
1) พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — มาตรา 3(1), 26, 27, 79 และ 80
ดังนั้น ไม่ใช่ข้อมูลในสำนวนทุกอย่างจะตกอยู่ภายใต้ PDPA และไม่ใช่การเปิดเผยทุกกรณีจะเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทใด ใครเป็นผู้ควบคุมหรือผู้ล่วงรู้ และการเปิดเผยเข้าองค์ประกอบมาตราใดหรือไม่
2) พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 — มาตรา 15, 20 และ 41
คุ้มครองเจ้าหน้าที่จากความรับผิดในบางกรณีที่เปิดเผยข้อมูลโดยสุจริตและถูกต้องตามระเบียบหรือได้รับคำสั่งให้เปิดเผยเพื่อประโยชน์ที่สำคัญยิ่งกว่า และอาจกำหนดเงื่อนไขในการใช้ข้อมูลได้ (มาตรา 20) ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้มิได้วางหลักว่า “ข้อมูลราชการที่ไม่เปิดเผย = ความลับที่ห้ามเปิดเผยทุกกรณี” และมาตรา 41 ก็ไม่ใช่บทลงโทษทั่วไปสำหรับการเปิดเผยเอกสารลับ แต่เป็นบทลงโทษกรณีฝ่าฝืนข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่กำหนดตามมาตรา 20
3) พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 — มาตรา 74
หลักสำคัญจึงอยู่ที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่มีการสื่อสารทางโทรคมนาคม และการดักรับ ใช้ หรือเปิดเผยเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มิใช่ว่าข้อมูลใดก็ตามที่ปรากฏอยู่ในสำนวนหรือมีต้นทางจากการสื่อสารทางโทรศัพท์จะมีความผิดโดยอัตโนมัติ
4) พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 — มาตรา 41
กฎหมายกำหนดให้ กกต. ต้องสืบสวนหรือไต่สวนเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยและมีหลักฐานหรือข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งหรือการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม และกำหนดข้อห้ามสำคัญว่า ห้ามบุคคลใดเปิดเผยข้อมูลที่ทำให้ระบุตัวผู้แจ้ง รวมทั้งข้อมูลข่าวสารที่ได้มาเนื่องจากการดำเนินการตามมาตรา 41 มาตรา 32(3) หรือมาตรา 47 เว้นแต่เปิดเผยเพื่อปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจ ตามกฎหมาย หรือตามคำสั่งศาล
ดังนั้น สำหรับ “สำนวนฮั้ว สว.” ของ กกต. ต้องพิจารณาโดยเฉพาะว่า ข้อมูลที่นำมาเปิดเผยเป็นข้อมูลที่ได้มาเนื่องจากกระบวนการตามมาตรา 41 หรือไม่ และผู้เปิดเผยมีอำนาจหรือข้อยกเว้นตามกฎหมายหรือไม่
5) พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 — มาตรา 25 และ 26
ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่า เอกสารหรือข้อมูลข่าวสารที่ส่งผ่านไปรษณีย์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ ถูกใช้หรืออาจถูกใช้เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษ โดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดี DSI เป็นหนังสือก่อน แล้วจึงยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เพื่อขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ได้มาซึ่งข้อมูลดังกล่าว (มาตรา 25)
ห้ามเปิดเผยข้อมูลที่ได้มาเนื่องจากการดำเนินการดังกล่าว เว้นแต่เข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 26)
จึงไม่ควรตีความว่าข้อมูลทุกชิ้นในสำนวน DSI เป็นข้อมูลที่ห้ามเปิดเผยโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาก่อนว่าข้อมูลนั้นได้มาเนื่องจากกระบวนการพิเศษนี้หรือไม่
6) ประมวลกฎหมายอาญา — มาตรา 164
มาตรา 164 เป็นความผิดเฉพาะสำหรับ “เจ้าพนักงาน” ที่รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ แล้วกระทำโดยประการใด ๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ จนทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น มีโทษทางอาญา
ดังนั้น มาตรานี้ไม่ได้บัญญัติให้บุคคลทั่วไปทุกคนที่นำข้อมูลราชการไปเผยแพร่มีความผิดโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาให้ครบว่า ผู้กระทำเป็น “เจ้าพนักงาน” หรือไม่ รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการหรือไม่ และการเปิดเผยนั้น “มิชอบด้วยหน้าที่” หรือไม่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิด
บุคคลภายนอกจะมีความผิดได้ก็ต่อเมื่อเข้าข่ายเป็น 'ผู้ใช้' (มาตรา 84) หรือ 'ผู้สนับสนุน' (มาตรา 86) ซึ่งต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีเจตนาชักจูงหรือช่วยเหลือนำเอกสารหลุดออกมา ไม่ใช่เพียงแค่เป็นผู้รับข้อมูลที่รั่วไหลมาแล้วนำไปพูดต่อ
เพราะต้องพิจารณาองค์ประกอบสำคัญ ทั้งสถานะของผู้กระทำ ความเป็นความลับ การรู้หรืออาจรู้ และการกระทำโดยมิชอบด้วยหน้าที่
2. แล้ว “ลับ–ลับมาก–ลับที่สุด” มาจากไหน?
ระบบการกำหนดชั้นความลับของข้อมูลข่าวสารของทางราชการอยู่ภายใต้ ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และกำหนด “ข้อมูลข่าวสารลับ” และชั้นความลับไว้ 3 ระดับ คือ ลับ ลับมาก และลับที่สุด
จึงควรแยกคำว่า “ข้อมูลข่าวสารลับของทางราชการ” ออกจากคำว่า “ความลับในราชการ”
ที่สำคัญคือ การที่ข้อมูลไม่ได้ถูกกำหนดชั้น “ลับ–ลับมาก–ลับที่สุด” ไม่ได้หมายความว่าเปิดเผยได้เสมอไป เพราะอาจมีกฎหมายเฉพาะกำหนดข้อห้ามหรือหน้าที่รักษาความลับไว้
3. “ไม่ใช่เอกสารลับ” ไม่ได้แปลว่า “เปิดเผยได้”
ข้อมูลในสำนวน กกต. อาจอยู่ภายใต้ข้อจำกัดตาม พ.ร.ป. กกต. มาตรา 41 ขณะที่ข้อมูลของ DSI หากเป็นข้อมูลที่ได้มาจากกระบวนการตามมาตรา 25 ก็ต้องพิจารณามาตรา 26
จึงมีหลักง่าย ๆ ว่า “ไม่ใช่ข้อมูลข่าวสารลับ” ≠ “เปิดเผยได้โดยเสรี”
แต่ในทางกลับกัน “เป็นข้อมูลข่าวสารลับ” ≠ “ผู้เปิดเผยทุกคนมีความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ”
4. “เปิดเผยบางส่วน” อาจผิดได้ แต่ไม่ใช่ผิดโดยอัตโนมัติ
ความเห็นที่ว่า การเปิดเผยเพียงบางส่วนก็อาจเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่กฎหมายห้ามเปิดเผย นั้นรับฟังได้ เพราะการนำข้อมูลต้องห้ามออกมาเพียงบางส่วน ไม่ได้ทำให้ข้อจำกัดทางกฎหมายหายไป
แต่ไม่ควรขยายความเป็นว่า “เปิดเผยบางส่วน = มีความผิดอาญาแล้ว เพราะยังต้องพิสูจน์ว่า
ข้อมูลมาจากไหน และได้มาโดยชอบหรือไม่
เป็นข้อมูลประเภทใด และมีกฎหมายใดห้ามเปิดเผย
ใครเป็นผู้เปิดเผย และมีหน้าที่รักษาความลับหรือไม่
มีอำนาจหรือข้อยกเว้นให้เปิดเผยหรือไม่
การกระทำครบองค์ประกอบความผิดตามมาตราที่กล่าวหาหรือไม่
โดยเฉพาะมาตรา 164 ต้องพิจารณาด้วยว่า ผู้กระทำเป็น “เจ้าพนักงาน” และการเปิดเผยเป็นการกระทำ “โดยมิชอบด้วยหน้าที่” หรือไม่
5. การเปิดเผยข้อมูลทางจอทีวี ต้องแยกบทบาทและที่มาของข้อมูล
กรณีเปิดเผยข้อมูลทางจอทีวีที่ผ่านมา ไม่ควรสรุปจากข้อเท็จจริงเพียงว่า “มีการเผยแพร่ข้อมูลจากสำนวน” แต่ต้องตรวจสอบว่า ข้อมูลส่วนใดมาจาก DSI ข้อมูลส่วนใดมาจาก กกต. และแต่ละบุคคลมีบทบาทอย่างไรในการได้มาและการเปิดเผย
• หากเป็นข้อมูล DSI ต้องพิจารณามาตรา 25–26 แห่ง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ
• หากเป็นข้อมูลจากกระบวนการของ กกต. ต้องพิจารณามาตรา 41 แห่ง พ.ร.ป. กกต.
• หากเป็นข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลการสื่อสารทางโทรคมนาคม ก็ต้องพิจารณากฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
ดังนั้น ในชั้นนี้ การกล่าวว่า ผู้เปิดเผย “มีความรับผิด” หรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติ
6. เอกสิทธิ์ สส. ก็ต้องแยกอีกเรื่อง
การนำข้อมูลไปอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร กับการนำข้อมูลเดียวกันไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ เป็นคนละประเด็นที่ต้องแยกพิจารณา
หากเป็นการอภิปรายภายใต้การปฏิบัติหน้าที่ของ สส. ย่อมต้องพิจารณาหลักเอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญประกอบด้วย แต่ไม่ควรตีความโดยอัตโนมัติว่า เอกสิทธิ์ในสภาจะครอบคลุมการเผยแพร่เอกสารหรือข้อมูลต่อสาธารณะทุกช่องทาง
7. ทางออกตามหลักนิติธรรม
การที่ข้อมูลเกี่ยวกับคดี “ฮั้ว สว.” เป็นเรื่องสำคัญต่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ได้หมายความว่าทางออกมีเพียงการนำสำนวนที่หลุดออกมาเผยแพร่
ยังมีช่องทางตามกฎหมาย เช่น การตรวจสอบผ่านรัฐสภา การขอข้อมูลตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ หรือการตรวจสอบผ่านหน่วยงานและศาลที่มีอำนาจ
แต่การขอสำนวนตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้รับสำนวนทั้งหมด เพราะยังมีข้อยกเว้นตามกฎหมาย รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลที่มีกฎหมายเฉพาะห้ามเปิดเผย
8. อย่าเอา “ความลับ” “ชั้นความลับ” และ “ข้อห้ามเปิดเผย” มาปนกัน
กรณีสำนวน “ฮั้ว สว.” ทั้งของ DSI และ กกต. สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า
“ความลับในราชการ” “ข้อมูลข่าวสารลับของทางราชการ” และ “ข้อมูลที่กฎหมายเฉพาะห้ามเปิดเผย” ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน
ข้อมูลหนึ่งอาจเป็นความลับตามกฎหมายเฉพาะโดยไม่ต้องมีตรา “ลับ” ขณะที่ข้อมูลอีกประเภทหนึ่งอาจเป็น “ข้อมูลข่าวสารลับ” ที่มีชั้น ลับ–ลับมาก–ลับที่สุด
ดังนั้น คำถามที่ถูกต้องจึงไม่ใช่เพียง “สำนวนฮั้ว สว. เป็นเอกสารลับหรือไม่?” แต่ต้องถามว่า “ข้อมูลส่วนใดมาจากหน่วยงานใด ได้มาโดยวิธีใด อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับใด ใครมีหน้าที่รักษาความลับ และการเปิดเผยนั้นมีกฎหมายให้อำนาจหรือข้อยกเว้นหรือไม่?”
การ “ไม่เห็นตราลับ” ไม่ได้แปลว่าเปิดเผยได้เสมอไป แต่ในทางกลับกัน “เห็นว่าเป็นข้อมูลลับ” ก็ไม่ได้แปลว่าผู้เปิดเผยทุกคนมีความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ
บทสรุป: ดุลยภาพระหว่าง "นิติรัฐ" กับ "ประโยชน์สาธารณะ"
กรณีสำนวน "ฮั้ว สว." กำลังสะท้อนการปะทะกันระหว่าง "การรักษาความลับตามกระบวนการของรัฐ" เพื่อไม่ให้กระทบต่อรูปคดี กับ "สิทธิการรับรู้ของประชาชน (Right to Know)" ในคดีทุจริตระดับชาติ
การใช้กฎหมายขู่ให้สังคมตื่นตระหนกด้วยการอ้างบทลงโทษจำคุกโดยไม่พิจารณาองค์ประกอบความผิดและสถานะของบุคคล อาจถูกมองได้ว่าเป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดปาก (SLAPP) ในทางกลับกัน การเปิดเผยข้อมูลก็ต้องทำอย่างระมัดระวังไม่ให้กระทบต่อสิทธิของผู้บริสุทธิ์
ดังนั้น คำถามที่ถูกต้องในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ "เอกสารนี้ลับหรือไม่?" แต่คือ "การเปิดเผยความจริงครั้งนี้ ทำเพื่อปกป้องใคร และเพื่อประโยชน์ของสาธารณะใช่หรือไม่?" องค์กรกระบวนการยุติธรรมและศาลไทยพึงเป็นผู้ดึงดุลยภาพนี้ให้กลับมาเที่ยงตรงตามหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง