- โฆษณา -

ฟังเสียงคนพื้นที่ "ไม่เชื่อมั่นรัฐ" ถอดรื้อปัญหา แก้ไฟใต้

การเมือง4 ก.ย. 2569 • 18:05 น.
ฟังเสียงคนพื้นที่ "ไม่เชื่อมั่นรัฐ" ถอดรื้อปัญหา แก้ไฟใต้

รายงานพิเศษ / กรวิก อุนะพำนัก

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา เปิดให้ สส.ร่วมกันพิจารณาศึกษาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และส่งเสริมการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นประเด็นที่กระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากปีนี้ มีเหตุไม่สงบเกิดขึ้นหลายครั้ง หลายจุด ทั้งกับชาวบ้าน และเหตุลอบยิง สส.ในพื้นที่เอง ซึ่งหลายเหตุการณ์ไม่มีความชัดเจนว่าใครเป็นผู้กระทำและรับผิดชอบ สร้างคำถามย้อนกลับไปที่ภาครัฐ ถึงความคุ้มค่างบประมาณ นโยบาย และความเข้าใจในพื้นที่ รวมถึงวิธีการกอบกู้ความเชื่อมั่นจากประชาชน

Img 1386

- โฆษณา -

ไม่ไว้ใจรัฐ

กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.จังหวัดนราธิวาส เขต 5 ครอบคลุมอำเภอบาเจาะ อำเภอรือเสาะ และอำเภอศรีสาคร พรรคประชาชาติ อภิปรายสะท้อนปัญหาความไม่สงบและความไม่เชื่อมั่นในอำนาจรัฐผ่านกรณีที่เกิดขึ้นกับตนเอง โดยระบุว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ลอบยิงตนเองขึ้น ในตอนแรกมีความพยายามโยนความผิดให้กลุ่ม BRN หรือฝ่ายตรงข้าม รวมถึงกล่าวหาว่าเป็นการสร้างสถานการณ์เอง แต่สุดท้ายเมื่อความจริงปรากฏและสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ซึ่งพบว่าเป็นอดีตทหารและเป็นเจ้าหน้าที่ในส่วนของราชการ (กอ.รมน.) ทำให้ชาวบ้านเกิดคำถามย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์อื่น ๆ ในอดีตว่าอาจมีลักษณะเดียวกันหรือไม่ ส่งผลให้มวลชนเกิดความไม่ไว้วางใจในอำนาจรัฐอย่างรุนแรง

"พอปรากฏตัวละครขึ้นมาว่าเป็นใครเป็นผู้ปฏิบัติงาน จนถึงวันนี้ชาวบ้านตั้งคำถามต่อแล้วใครเป็นผู้บงการ ไม่เฉพาะผมถามนะครับ ชาวบ้านถาม... ท่านอย่าไปดูถูกคน 3 จังหวัดตอนนี้ว่าไม่มีการศึกษา เขารู้ครับ แต่เขาไม่กล้าพูดเพราะเขาไม่ไว้ใจอำนาจรัฐ สำคัญตอนนี้ท่านทำไงให้พี่น้องประชาชนไว้ใจ เชื่อใจอำนาจรัฐ"

นอกจากกรณีส่วนตัว ยังมีประเด็นความไม่เป็นธรรมในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายซอและ ดอเลาะ ที่อ้างว่าถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ในพื้นที่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งกมลศักดิ์มองว่าฝ่ายปฏิบัติการความมั่นคงไม่รับฟังเสียงสะท้อนจากฝ่ายการเมือง แม้ว่า สส. ทั้ง 13 เขตใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ สส. บัญชีรายชื่ออีก 1 ท่าน จะรวมตัวกันแถลงข่าวเป็นประวัติศาสตร์เพื่อเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริง

เนื่องจากข้อมูลมีความขัดแย้งกันอย่างชัดเจน ระหว่างฝ่ายผู้เสียหายที่ยืนยันว่าถูกยิง กับฝ่ายความมั่นคงและแม่ทัพที่ระบุว่ามีการลาดตระเวนทางอากาศแต่ไม่ได้มีการยิงเกิดขึ้น ความรู้สึกว่าประชาชนเป็นชนชั้นสองในกระบวนการยุติธรรมยังคงเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดพลาดแต่มักไม่ยอมรับเพราะกลัวองค์กรเสียหน้าหรือเสียชื่อเสียง ซึ่งส่งผลเสียต่อความรู้สึกของพี่น้องชาวมุสลิมในพื้นที่อย่างมาก

"ผมพยายามบอกท่านประธานให้ฝ่ายบริหารหันมามองเราด้วย อย่าไปมองว่าใครทำ ทำเพราะอะไร ทำยังไง เราพลาดตรงไหนบ้าง เราไปสร้างเงื่อนไขอะไรบ้าง... เวลาพูดมากๆ หาว่ากมลศักดิ์เป็นโจรอีก ท่านไม่เคารพเสียงสะท้อนของชาวบ้านเลย"

ปัญหาเรื่องการปฏิบัติการข่าวสารหรือไอโอ (IO) ของ กอ.รมน. ในพื้นที่เป็นอีกจุดที่กมลศักดิ์นำมาสะท้อนว่าสร้างความแตกแยก โดยมีการใช้ "บัญชีผี" หรือนามแฝงในการกล่าวหาผู้นำและตัวแทนในพื้นที่ หากไม่ออกมาเรียกร้องก็ถูกมองข้าม แต่พอออกมาสะท้อนเสียงแทนชาวบ้านกลับถูกกล่าวหาว่าเป็นกลุ่ม BRN แม้กระทั่งในบทบาททนายความที่อาสาไปว่าความคดีความมั่นคงโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหากลับมาสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ก็ยังถูกตราหน้าว่าเป็น "ทนายโจร" และเมื่อมาทำหน้าที่ สส. เพื่อพูดถึงความเดือดร้อนและความไม่เป็นธรรม ก็ยังถูกกล่าวหาว่าเป็นโจรและถูกลอบยิง ซึ่งสะท้อนถึงเงื่อนไขปัญหาที่ยังคงก่อตัวอยู่ในพื้นที่

"เป็นทนายความผมอาสาไปว่าความช่วยเหลือเขาไม่คิดค่าใช้จ่าย... ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นทนายโจร พอขยับมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พูดแต่ปัญหาความเดือดร้อน ความไม่เป็นธรรมของพี่น้องใน 3 จังหวัด ก็หาว่าเป็นโจร แล้วยังถูกลอบยิงอีก แล้วจะให้เราอยู่ยังไงครับ"

ในด้านยุทธศาสตร์ชาติที่ตั้งเป้าให้สถานการณ์สงบในปี พ.ศ. 2570 กมลศักดิ์ชี้ให้เห็นความล้มเหลวเนื่องจากงบประมาณกว่า 5 แสนล้านบาทที่ใช้ไปไม่สามารถทำให้เหตุการณ์ลดลงได้จริง ล่าสุดฝ่ายความมั่นคงและทหารเพิ่งประชุมหลังเหตุการณ์ที่บูเก๊ะซามี และยืนยันว่าไม่สามารถถอนทหารออกได้ในปี 2570 ตามแผนที่จะให้กองกำลัง อส. และฝ่ายปกครองดูแลพื้นที่แทน ขณะที่สภาพเศรษฐกิจและการศึกษายังคงอยู่อันดับท้ายของประเทศ เยาวชนในพื้นที่ที่ตั้งใจเรียนกฎหมายเพื่อมาเป็นปากเป็นเสียงให้ชาวบ้านกลับถูกรัฐมองด้วยความระแวงว่าจะกลับมาสู้กับรัฐ

"เรื่องตาดีกาและปอเนาะ (สถานศึกษา) เป็นแหล่งบ่มเพาะ มันสมัยไหนแล้วครับ ตอนนี้ยังกลับมาพูดใหม่อีก แล้วมาพูดอีก จนคนปอเนาะตาดีกามาหาผมบอกแล้วพวกเราจะอยู่ยังไง ถูกกล่าวหาตลอด ทำไมไม่แยกแยะล่ะครับ"

สำหรับประเด็นการศึกษาและโรงเรียนตาดีกาที่มีอยู่กว่า 2,000 แห่ง มีปัญหาเรื่องค่าตอบแทนครูคนละ 3,500 บาท (ไม่เกิน 24,000 บาทต่อแห่ง) ที่ค้างชำระมานาน 3 เดือนเป็นประจำทุกปีงบประมาณ อุปกรณ์การเรียนการสอนยังขาดแคลนอย่างหนัก และที่สำคัญคือข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทำให้ อบต. หรือเทศบาลไม่สามารถเข้าไปสนับสนุนงบประมาณได้ เนื่องจากติดระเบียบของ สตง. กมลศักดิ์จึงเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถสนับสนุนโรงเรียนตาดีกาได้อย่างถูกต้อง เพื่อเป็นการซื้อใจมวลชนและลดเงื่อนไขความขัดแย้งในพื้นที่อย่างยั่งยืน

Img 1382

แผนการเมืองนำทหาร

รอมฎอน ปันจอร์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายชี้ให้เห็นถึงวิกฤตความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ส่งผลให้เกิดความสูญเสียมหาศาล พร้อมระบุว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเดินทางมาถึงจุดที่เป็นขีดจำกัดของเครื่องมือและวิธีคิดแบบเดิมที่รัฐไทยใช้มาโดยตลอด โดยมีสัญญาณเตือนที่สำคัญคือเหตุการณ์ลอบยิงเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สะท้อนถึงความไม่ปลอดภัยในพื้นที่แม้แต่กับผู้ที่ทำงานในระบบรัฐสภาตามกรอบกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

"ถ้าผู้แทนราษฎรที่ทำงานในระบบรัฐสภา ผ่านกลไกที่ชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ยังถูกลอบยิงอย่างนี้ เราจะมีพื้นที่การเมือง เราจะมีพื้นที่ปลอดภัยไว้ในการส่งเสียงของพี่น้องประชาชน และสร้างการเมืองหรือสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐกับพี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างไร"

ข้อมูลสถิติล่าสุดที่นายรอมฎอนนำเสนอระบุว่า ตลอดระยะเวลา 22 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นเกือบ 24,000 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7,845 คน และบาดเจ็บเกือบ 15,000 คน โดยครอบคลุมทุกกลุ่มชาติพันธุ์และศาสนาทั้งพุทธและมุสลิม ในด้านงบประมาณ รัฐบาลได้ใช้จ่ายไปแล้วกว่า 500,000 ล้านบาท และหากรวมงบประมาณปี 2570 ที่กำลังจะพิจารณาในสัปดาห์หน้า ตัวเลขจะพุ่งสูงถึงเกือบ 600,000 ล้านบาท

ขณะที่ในด้านกระบวนการยุติธรรม พบว่ามีคดีความมั่นคงเกิดขึ้นถึง 11,808 คดี แต่มีคดีถึง 8,700 กว่าคดี หรือประมาณ 73% ที่ไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำความผิดได้ และมีคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษจริงไม่ถึง 1,000 คดี ซึ่งสะท้อนถึงขีดจำกัดในการอำนวยความยุติธรรมและผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษที่สร้างรอยร้าวและความไม่ไว้วางใจในพื้นที่

"20 กว่าปีมานี้ เราผ่านมารอบ 10 นายกรัฐมนตรี 13 รัฐบาล 3 รัฐธรรมนูญ 2 รัฐประหาร แต่ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังต่อเนื่องค้างคา ถ้าเรานับแค่ปี 2547 เป็นต้นมา ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งสะท้อนให้เห็นว่า ปฏิสัมพันธ์หรือความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลาง กับพื้นที่ชายแดนอย่างจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่ราบรื่น"

รอมฎอนตั้งข้อสังเกตถึงรากเหง้าของปัญหา โดยแยกแยะระหว่าง "ตัวความขัดแย้ง" กับ "ปัญหาที่เกิดจากวิธีแก้ปัญหาของรัฐ" เช่น การขาดการบูรณาการของหน่วยงาน ความขัดแย้งในเรื่องอำนาจระหว่างผู้นำ และทัศนคติของหน่วยปฏิบัติในพื้นที่อย่างกองทัพ กอ.รมน. และ ศอ.บต. ที่อาจไม่ได้ยึดโยงหรือรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง

หากรัฐบาลพลเรือนขาดเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ ภารกิจการแก้ปัญหาก็จะตกอยู่ในมือของหน่วยงานความมั่นคงเหล่านี้ ซึ่งยังคงยึดติดกับกรอบคิดแบบ "การป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ" มาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น ซึ่งบรรจุอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติที่ตั้งเป้าว่าความรุนแรงจะลดเหลือศูนย์ในปี 2570 แต่ในความเป็นจริงกลับไม่สามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้

"หัวใจสำคัญของการสร้างสันติภาพ คือการมุ่งปรับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนเสียใหม่ มุ่งเน้นไปที่การปรับสัมพันธภาพระหว่างผู้คนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และทางศาสนาในระดับแนวราบ นี่อาจถึงเวลาที่เราจะกลับมาทบทวนว่า แนวทางแบบเดิมที่มุ่งจะเอาชนะจิตใจประชาชนแต่ยังมีมาตรการปราบปราม จนกลายเป็นเขตปกครองพิเศษแบบรวมศูนย์เด็ดขาดนั้น มันถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนหรือยัง"

ข้อเสนอสำคัญของรอมฎอนคือการเปลี่ยนผ่านสู่แนวทาง "การสร้างสันติภาพ" โดยใช้การเมืองนำการทหาร ผ่านเจตจำนงทางการเมืองของผู้นำรัฐบาล ซึ่งรวมถึงการปฏิรูปกองทัพและการปฏิรูประบบงานความมั่นคง โดยต้องตีกรอบภารกิจของกองทัพให้ชัดเจนในการป้องกันประเทศ และถ่ายโอนภารกิจการรักษาความมั่นคงภายในมายังหน่วยงานปกติ เช่น ตำรวจ กรมการปกครอง หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการกระจายอำนาจผ่านการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีอำนาจในการกำหนดอนาคตของตนเองภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งจะช่วยลดน้ำหนักของข้ออ้างในการใช้กำลังติดอาวุธเพื่อแยกตัวเป็นเอกราช

"ผมยืนยันต่อท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่า ผมทำงานด้วยใจบริสุทธิ์และจริงจังต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมไม่ได้เป็นสมาชิกองค์กรติดอาวุธใด ๆ ทั้งสิ้น ผมเป็นสมาชิกของพรรคประชาชน และตั้งใจทำงานด้วยวิธีการแบบสันติ จึงอยากจะเสนอให้เรามาร่วมมือกันทำงาน" รอมฎอน กล่าว

Img 1383

ปฏิบัติแบบเดิม การข่าวล้มเหลว

ในด้านของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ และ สส.ในพื้นที่ ได้สะท้อนความรู้สึกและความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อภาครัฐ ซึ่งมีผลต่อมวลชนและการข่าว

มณเฑียร สงฆ์ประชา ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า จากผลการประชุมคณะกรรมาธิการเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา ร่วมกับ 6 หน่วยงาน (สำนักข่าวกรองแห่งชาติไม่มา) และ สส.ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 2 อำเภอของจังหวัดสงขลา จำนวน 14 คน จากหลากหลายพรรคการเมือง พบว่า ระบบข่าวกรองมีลักษณะล้มเหลว ซึ่งข้อสรุปนี้มาจากข้อมูลและข้อปฏิบัติพื้นฐานเดิมๆ ที่หน่วยงานนำมาเสนอต่อกรรมาธิการ นายมณเฑียรระบุว่าหากยังคงใช้แผนการปฏิบัติงานในรูปแบบเดิมจะทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปได้ยากและเหตุการณ์ความไม่สงบจะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 22 และ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา

ในวันประชุมวันที่ 27 สิงหาคม หน่วยงานความมั่นคงรายงานว่าสถานการณ์ปกติแต่ยังคงมีการตรึงกำลังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทุกจุดอย่างไม่ประมาท แต่วันที่ 29 ก็เกิดเหตุขึ้นอีกครั้งที่ร้านโกลบอลเฮ้าส์ ในจังหวัดปัตตานี ซึ่งในกรณีนี้ต้องชื่นชมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่สามารถเข้าไประงับเหตุได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากมีการตรวจพบระเบิดที่ซุกซ่อนมากับรถพ่วงข้างนำไปจอดไว้ในโกดังของร้านค้า หากเจ้าหน้าที่เข้าถึงที่เกิดเหตุล่าช้าอาจเกิดความสูญเสียจากเหตุคาร์บอมบ์ได้

Img 1384

คนพื้นที่ยังหวาดระแวง

คอซีย์ มามุ สส.จังหวัดปัตตานี เขต 2 พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ เปิดเผยว่า จากการประชุมรับฟังข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ (27 ส.ค.) พบว่าบางหน่วยงานอ้างถึงข้อจำกัดเรื่องกำลังพลไม่เพียงพอ รวมถึงเหตุการณ์ความไม่สงบมักเกิดขึ้นในช่วงจังหวะที่มีการสับเปลี่ยนกำลังปฏิบัติงาน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในการดูแลความปลอดภัย

ในมุมมองของคนในพื้นที่ คอซีย์ยืนยันว่าประชาชนยังคงตกอยู่ในสภาวะหวาดระแวงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ซึ่งมีการก่อเหตุรวมแล้วกว่า 50 จุด และต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ 23 สิงหาคมที่ยังคงมีเหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำอีก สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพในการควบคุมพื้นที่และการสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน

"จริงๆ ผมเองในฐานะคนในพื้นที่ วันนี้ถามว่าพวกเรายังหวาดระแวงไหม ยังหวาดระแวงครับ ลองคิดดูสิครับว่า วันนี้เราทราบในวันที่ 22 (ส.ค.) เกิดเหตุมาใช่ไหมครับ จริงๆ วันนั้น 50 กว่าที่ พอวันที่ 23 ก็มาเกิดอีก"

คอซีย์ตั้งคำถามสำคัญถึงการทำงานร่วมกันของ 3 หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบพื้นที่ ได้แก่ ฝ่ายปกครองและอาสาสมัคร (อส.) ฝ่ายตำรวจจากตำรวจภูธรภาค 9 และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) หรือฝ่ายทหาร ว่ามีการบูรณาการในการจัดดูแลพื้นที่ร่วมกันอย่างจริงจังหรือไม่ โดยมองว่าประเด็นการบูรณาการคือหัวใจสำคัญ หากหน่วยงานสามารถประสานข้อมูลและวางแผนร่วมกันได้ดีกว่านี้ จะช่วยให้ทราบถึงจุดเสี่ยงหรือกลุ่มผู้ก่อเหตุที่มุ่งหวังสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อม และจะทำให้งานข่าวมีประสิทธิภาพมากขึ้น

"ใน 3 หน่วยงานที่ผมพูดถึง เรามีบูรณาการในการจัดดูแลพื้นที่บ้างไหม นี่คือข้อสำคัญมากกว่าที่ผมยังคิดว่า ถ้าเรามีการบูรณาการว่าตรงไหนที่น่าจะเป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุที่มุ่งหวังจะทำเพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อม เราก็น่าจะมีข้อมูล มีการข่าวที่ดีกว่านี้อีกนิดหนึ่ง"

นอกจากนี้ยังมองว่าภาพรวมของปัญหาความไม่สงบที่ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี น่าจะลดลงบ้าง แต่สถานการณ์ไม่ลดลงเลย ประเด็นนี้ยิ่งซ้ำเติมความรู้สึกไม่สบายใจของประชาชนในพื้นที่ เพราะไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเหตุการณ์ความรุนแรงจะเกิดขึ้นอีกเมื่อใด

Img 1385

ปิดล้อมพื้นที่นาน กระทบมวลชน

ซาการียา สะอิ สส.จังหวัดนราธิวาส เขต 4 พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยมุมมองต่อสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระบุว่าจากการลงพื้นที่พบปะกับประชาชนอย่างต่อเนื่องร่วมกับคอซีย์ มามุ พบข้อเท็จจริงที่สำคัญนอกเหนือจากเรื่องงานข่าวกรอง คือเรื่องของ "มวลชน" ในพื้นที่ โดยประชาชนในหลายพื้นที่สะท้อนความรู้สึกไม่พอใจต่อการดำเนินมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การทำงานข่าวกรองในพื้นที่ไม่พัฒนาขึ้นเท่าที่ควร เนื่องจากรัฐยังไม่ได้รับความไว้ใจและความร่วมมือจากมวลชนอย่างแท้จริง

"มวลชนในพื้นที่สะท้อนมาทาง สส. ในหลายเรื่องที่เหมือนกับรัฐไปดำเนินการแล้วเขารู้สึกไม่พอใจ มันเลยทำให้การข่าวไม่ดีขึ้นเพราะมวลชนเราไม่ได้"

สส.นราธิวาส ยกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อเกิดเหตุความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นเหตุขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่จะใช้วิธีการปิดถนนเป็นระยะเวลานานร่วมสัปดาห์ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ไม่สามารถเดินทางไปกรีดยางหรือทำมาหากินได้ตามปกติ ทั้งนี้ยืนยันว่าประชาชนไม่ได้ห้ามการปฏิบัติงานหรือการปิดถนนของเจ้าหน้าที่ แต่ต้องการให้มีกระบวนการจัดการที่กระชับและใช้เวลาน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น 2-3 วัน แทนการปิดถนนต่อเนื่องเป็นสัปดาห์หรือ 10 วัน ซึ่งสร้างความยากลำบากในการใช้ชีวิตอย่างมาก

"คนทำงานในพื้นที่จะไปตัดยางจะไปทำโน้นทำนี่มันทำไม่ได้ ลำบาก ประชาชนไม่ได้ห้ามให้คุณปิดถนน ไม่ได้ห้ามให้คุณทำปฏิบัติการ แต่กระบวนการคือคุณทำอย่างไรให้ใช้เวลาในพื้นที่ตรงนั้นให้น้อยที่สุด อาจจะเป็น 2 วัน 3 วัน ไม่ใช่เป็นสัปดาห์หรือ 10 วัน มันทำให้การทำมาหากินเดินลำบาก"

นอกจากนี้ ซาการียา ยังชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเดือดร้อนของประชาชนกับงานความมั่นคงว่า หากประชาชนมีความรู้สึกไม่พอใจหรือมองว่ารัฐสร้างความลำบากให้แก่พวกเขา ก็จะส่งผลให้ไม่ได้รับความร่วมมือในการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ทางการ อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องช่องทางการสื่อสารและการประสานงาน เนื่องจากในฐานะ สส. แม้จะสามารถประสานพูดคุยกับฝ่ายปกครองอย่างนายอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัดได้ แต่กระบวนการปิดล้อมหรือมาตรการความมั่นคงบางอย่างไม่ได้อยู่ในอำนาจการตัดสินใจของฝ่ายปกครองโดยตรง

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา สส.นราธิวาส เสนอว่ารัฐไม่จำเป็นต้องยุติการปิดล้อมหรือปฏิบัติการ แต่ควรเปลี่ยนเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนควบคู่ไปด้วย เช่น การตรวจสอบบุคคลเพื่ออนุญาตให้เจ้าของสวนยางสามารถเข้าไปทำงานได้ตามปกติ รวมถึงต้องมีการกำหนดวันและเวลาในการปฏิบัติงานที่ชัดเจน เพื่อลดแรงกดดันและสร้างความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่

Img 1379

ไม่รับความจริง จะแก้ปัญหาอย่างไร

ปิดท้ายด้วย การสะท้อนปัญหาพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ของ กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ต่อหน่วยงานความมั่นคง ในที่ประชุม กมธ. อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม

"เวลาเจ้าหน้าที่เข้าไปในหมู่บ้าน เข้าลาดตระเวน ชาวบ้านเขาพูด (Benci: เบิ่นชี) แปลให้ฟังก็คือเกลียด เห็นหน้าแล้วเกลียด เห็นชุดแล้วเกลียด สะท้อนให้ฟังนะครับ สถานการณ์ในพื้นที่ตอนนี้มันเป็นอย่างนี้ แล้วท่านจะเอามวลชนที่ไหนมาให้ข่าว ในเมื่อด้านหนึ่งคือชาวบ้าน อีกด้านหนึ่งคือเจ้าหน้าที่รัฐ

หน้าที่ของรัฐต้องพิสูจน์ความจริงให้เปิดเผย ผิดก็ว่าไปตามผิด ไม่ใช่พอชาวบ้านผิด หรือฝ่ายที่เห็นต่างผิด ท่านก็ดำเนินการตามกฎหมาย 100% แต่พอเวลาเจ้าหน้าที่รัฐทำผิดไปเอง ท่านกลับไม่ยอมรับ ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย กลับไปกั๊กและซ้อนเร้นปิดบัง สิ่งที่ตอนนี้ในพื้นที่เรียกร้องคือความจริง 2 ด้าน ทำไมไม่ตั้งคณะกรรมการกลางที่พิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ออกมาให้ชัดเลยครับ

ข่าววันก่อนบอกว่าคนยิงระดับยศจ่า ใช้อาวุธประจำกายยิงไม่ใช่อาวุธปืนกล อีกวัน กอ.รมน.ก็มาปฏิเสธ ชาวบ้านในพื้นที่ก็บอกไม่เชื่อ มันก็อยู่ในสภาวะฝุ่นตลบอยู่อย่างนี้ ซึ่งทำให้ท่านกำลังเสียมวลชน

ผมสะท้อนให้ฟังในเขตของผมนะครับ หลังจากที่ผมถูกลอบยิงใหม่ๆ เลยนะครับ ข่าวไอโอ (IO) ข่าวอะไรบอกว่า BRN ยิง หรือบอกว่าผมสร้างสถานการณ์เอง ดีที่พระผู้เป็นเจ้าสะท้อนความจริงให้ปรากฏ พอหลักฐานชัดเจนว่าเป็นฝีมือของหน่วยงานรัฐคือ กอ.รมน. อาวุธและยานพาหนะของ กอ.รมน. หน่วยงานก็มาปฏิเสธว่าไม่ใช่ขององค์กร ซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังในระดับปฏิบัติการ

พอเกิดเหตุการณ์ผม ชาวบ้านเขาก็พูดกัน ผมสงสารเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานลาดตระเวนอยู่ในพื้นที่ พลทหารพวกนี้เขาไม่รู้เรื่อง มันมีหลายประเด็นมากที่เขาพูดในพื้นที่ ไม่ใช่ผมพูดนะครับ ผมสะท้อนให้ฟัง แล้วในองค์กรต่างๆ ก็มีความขัดแย้ง หรือการสร้างสถานการณ์เอง สิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่ชาวบ้านคิดในอีกมุมหนึ่งต่างหาก

แต่เรา ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ เราต้องให้ความกระจ่างและความเป็นจริงที่มันเกิดขึ้นจริง และต้องยอมรับความจริง ผมโดนกับตัวเอง ความจริงบางส่วนที่จับได้ แต่ยังมีอีกหลายส่วนที่ยังถูกปิดบัง ผมพูดได้เลย ถ้าไม่กล้ายอมรับความจริงจะแก้ปัญหาได้อย่างไร

อย่างกรณีที่เกิดขึ้น 100 กว่าจุด หลังเกิดเหตุท่านก็ให้ข่าวว่าเป็นเรื่องของการต่อรอง การเจรจา ท่านให้ข่าวอย่างนั้น สำนักข่าวกรอง แม่ทัพภาค 4 ก็ให้ข่าวว่าเกิดจากการจับของเถื่อนแล้วมีการตอบโต้ ส่วนทางเลขาธิการ สมช. ก็ให้ข่าวอีกอย่างหนึ่ง สะท้อนให้เห็นว่า 3 หน่วยงานหลักให้มูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุต่างกัน มันเกิดอะไรขึ้น อันนี้ท่านต้องไปพิสูจน์ ผมแค่สะท้อนให้เห็น

ณ วันนี้ รู้หรือยังว่าใครทำ เพราะสาเหตุมันสะเปะสะปะไปหมด ถ้าเป็น BRN จริง เพราะอะไรทำไมเขาถึงไม่ประสงค์เอาชีวิต แต่เลือกทำในลักษณะเชิงสัญลักษณ์ 100 กว่าจุดนี้ หากใช้กำลังจุดละ 10 คน แสดงว่าเขามีกำลังที่จะก่อเหตุ 1,000 คนในสามจังหวัดเป็นอย่างน้อย นี่คือตัวเลขคำนวณง่ายๆ ผมจึงอยากรู้ว่าเหตุการณ์ 100 กว่าจุดตอนนั้น ตอนนี้รู้หรือยังว่าใครทำ ส่วนสาเหตุต้องไปว่ากันในเวทีอื่น

ประเด็นที่สองคือความจริงที่ต้องกล้าพิสูจน์ หน่วยงานรัฐกล้าหรือไม่ คนในพื้นที่สะท้อนเหตุการณ์ที่เยาวชนถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ นี่คือข้อมูลที่ สส. 13 เขต ได้ยื่นหนังสือต่อกรรมาธิการเพื่อให้เรียกหน่วยงานมาชี้แจง ซึ่งเรื่องนี้เรายังไม่ได้พูดถึงกันเลย"