"กมธ.สาธารณสุข" จี้ "สธ.-ตร." ล้างบางขบวนการ "พ่อทิพย์" หวั่นต่างด้าวสวมสิทธิ์โตไปเป็น “สส.-นายกฯ”
วันที่ 3 กันยายน 2569 เวลา 12.20 น.ที่รัฐสภา นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยภายหลังการประชุม กมธ. ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบขบวนการแจ้งเกิดเท็จ หรือ "พ่อทิพย์" ว่า จากการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.), กรมการปกครอง, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เข้าชี้แจง พบข้อมูลที่น่าตกใจและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรง ซึ่ง กทม. ได้รายงานผลการตรวจสอบย้อนหลังตั้งแต่ปี 2560 - 2569 พบผู้ต้องสงสัยรวม 879 ราย ใน 29 เขต โดยตรวจสอบยืนยันว่าเป็นเท็จและเพิกถอนสูติบัตรไปแล้ว 27 ราย อยู่ระหว่างรอผลตรวจดีเอ็นเอและสอบสวนอีก 810 ราย ในส่วนของข้าราชการมีพบความผิดใน 3-4 เขต โดยเขตธนบุรีได้สั่งให้ออกจากราชการและส่งดำเนินคดีที่สถานีตำรวจท้องที่แล้ว
นายสกลธี กล่าวว่า ขณะที่กรมการปกครองพบตัวเลขที่น่ากลัวยิ่งกว่า โดยข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2555 - 2569 พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยที่มีความเป็นไปได้ว่ามีพ่อเป็นคนไทยและแม่เป็นคนจีนสูงถึงกว่า 10,000 ราย ซึ่งปัจจุบันติดปัญหาข้อจำกัดทางกฎหมาย เนื่องจากเป็นดุลพินิจในการตรวจดีเอ็นเอ หากพ่อแม่ไม่ยินยอม เจ้าหน้าที่ทำได้เพียงแขวนรายชื่อไว้ในทะเบียนราษฎร์เท่านั้น แต่เด็กกลุ่มนี้เมื่อเติบโตบรรลุนิติภาวะก็จะสามารถทำธุรกรรมและถือครองสิทธิ์ต่างๆ ได้ทันที อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา สธ. ทำงานในลักษณะ "เชิงรับ" มากกว่า "เชิงรุก" เนื่องจากโรงพยาบาลเอกชน 10 แห่ง ที่เข้าไปตรวจสอบจนพบความผิดปกติ เช่น ในพื้นที่เขตธนบุรีพบถึง 164 ราย เกิดจากการที่ตำรวจส่งหลักฐานให้ตรวจเท่านั้น ทั้งที่ สธ. มีอำนาจโดยตรงในการตรวจสอบ หากขยายผลตรวจค้นให้ครบทุกแห่ง เชื่อว่าจะมีตัวเลขสูงกว่านี้อย่างแน่นอน
"หากมองย้อนหลังและมองไปข้างหน้า มีกว่า 10,000 รายที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย เมื่อเด็กกลุ่มนี้เติบโตบรรลุนิติภาวะและทำธุรกรรมได้ ในอนาคตเราอาจจะมี สส. ที่เป็นต่างด้าวโดยที่เราไม่รู้ตัว หรืออาจจะมีนายกรัฐมนตรีที่เป็นต่างด้าวก็ได้ เรื่องนี้จึงเป็นปัญหาความมั่นคงระดับชาติอย่างแท้จริงที่กระทรวงสาธารณสุขต้องเร่งทำงานเชิงรุก" นายสกลธี กล่าว
ประธาน กมธ.สาธารณสุข กล่าวต่อถึงการดำเนินคดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า เบื้องต้น พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นผู้ดูแลคดี แต่การขยายผลยังทำได้เพียงจับกุมเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่เขตเท่านั้น ยังไม่สามารถสาวไปถึงตัวการใหญ่อย่างเอเจนต์หรือขบวนการชาวจีนที่อยู่เบื้องหลังได้ นอกจากนี้ ข้อมูลปัจจุบันยังพบเฉพาะพ่อทิพย์ไทยกับแม่จีนเท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลกระจัดกระจายของสัญชาติอื่นๆ เช่น อินเดีย หรือเมียนมา ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบอีกด้วย
นายสกลธี กล่าวว่า ส่วนช่องโหว่สำคัญพบว่า โรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการแจ้งเกิดและเก็บฐานข้อมูลทั้งหมดแล้ว แต่โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งยังคงใช้วิธีจดบันทึกด้วยลายมือ ซึ่งเปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้ง่าย กรมการปกครองจึงมีข้อเสนอแนะให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งปรับปรุงระบบของโรงพยาบาลเอกชนให้เป็นดิจิทัล เพื่อปิดตายช่องโหว่ดังกล่าว พร้อมย้ำว่า กมธ. จะติดตามกดดันให้ทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อกวาดล้างขบวนการนี้ให้ถึงที่สุด