“สามารถ” ซัดแนวคิดเปิดต่างชาติถือหุ้น 100% ถามตรงๆ แก้นอมินีหรือเปิดทางทุนต่างชาติยึดตลาดไทย?
วันที่ 3 ก.ย.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า...
นี่ไม่ใช่การแก้นอมินี นี่คือการตั้งคำถามว่า “ใครกำลังเปิดประตูให้ทุนต่างชาติเข้ามายึดตลาดไทย?”
ผมขอพูดตรง ๆ แบบไม่อ้อมค้อม
จากกรณีที่ สว.ประทุม วงศ์สวัสดิ์ ได้ลุกขึ้นอภิปรายในสภา เสนอแนวคิดว่า ถ้าแก้ปัญหานอมินีไม่ได้ ก็เปิดให้ต่างชาติถือหุ้น 100% ไปเลย จะได้เป็นทุนขาวตั้งแต่แรกนั้น
ผมถามกลับทันทีว่า…
นี่คือการแก้ปัญหา หรือเป็นการยอมแพ้ต่อปัญหา?
เพราะถ้าปัญหาคือ “ต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี”
คำตอบที่ถูกต้องควรเป็น
จับนอมินี
ตรวจเส้นทางการเงิน
ค้นหาผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
และเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่รู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย
ไม่ใช่…
“จับไม่ได้ งั้นเปิดให้ทำถูกกฎหมายไปเลย”
ถ้าคิดแบบนี้ ต่อไปเจอปัญหาอะไร เราก็ไม่ต้องบังคับใช้กฎหมายแล้วครับ
โจรขโมยของ?
เปิดให้ขโมยถูกกฎหมาย
มีคนลักลอบทำธุรกิจ?
แก้กฎหมายให้ทำได้
มีคนใช้ช่องโหว่กฎหมาย?
ก็ขยายช่องโหว่ให้กว้างกว่าเดิม
นี่หรือคือหลักนิติธรรม?
1. อย่าหลอกประชาชนว่า “ต่างชาติ 100%” เป็นเพียงเรื่องสัดส่วนหุ้น
นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข 51 ต่อ 49 หรือ 100 ต่อ 0
แต่คือคำถามว่า
ใครเป็นเจ้าของอำนาจทางเศรษฐกิจ?
ใครควบคุมบริษัท?
ใครควบคุมห่วงโซ่อุปทาน?
ใครควบคุมเงินทุน?
ใครกำหนดราคา?
ใครถือเทคโนโลยี?
ใครถือข้อมูลลูกค้า?
และสุดท้าย…
ใครเป็นคนกำหนดอนาคตของตลาดไทย?
อย่าทำเหมือนเรื่องนี้ไม่มีอะไร
เพราะถ้ากติกาเปลี่ยน
ผู้เล่นในตลาดก็เปลี่ยน
และเมื่อผู้เล่นเปลี่ยน โครงสร้างเศรษฐกิจก็เปลี่ยนตาม
2. SME ไทยไม่ได้มีเงินทุนเป็นพันล้านเพื่อเล่นเกมสงครามราคา
ลองถามผู้ประกอบการไทยตัวเล็ก ๆ ดูครับ
ร้านอาหาร
ร้านค้าปลีก
ธุรกิจบริการ
ผู้ผลิตรายย่อย
เกษตรกร
ผู้ประกอบการท้องถิ่น
เขามีเงินทุนสำรองกี่ปี?
มีเงินทุนเพื่อขยายสาขากี่แห่ง?
มีระบบโลจิสติกส์ระดับประเทศหรือไม่?
มีบริษัทแม่ต่างประเทศคอยอัดเงินให้หรือไม่?
ถ้าทุนขนาดใหญ่เข้ามาแข่งขันอย่างเต็มรูปแบบ
คนตัวเล็กจะเอาอะไรไปสู้?
ผมไม่ได้บอกว่าต่างชาติห้ามเข้ามาลงทุน
แต่ผมถามว่า
รัฐได้ออกแบบสนามแข่งขันให้เป็นธรรมหรือยัง?
อย่าเอาคำว่า “การแข่งขันเสรี” มาบังหน้า
ถ้าคนหนึ่งลงสนามมาด้วยเงินทุนมหาศาล
แต่อีกคนเอาเงินเก็บทั้งชีวิตมาสู้
แล้วบอกว่า
“แข่งขันกันอย่างเสรีนะ”
นี่ไม่ใช่ความเสรี
ถ้าไม่มีมาตรการกำกับที่เหมาะสม
มันอาจกลายเป็น สนามที่คนตัวเล็กถูกบีบให้ออกจากตลาด
3. อย่าลืมว่า “การลงทุน” กับ “การครอบงำตลาด” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ผมสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ
เพราะประเทศไทยต้องการทั้งเงินทุน เทคโนโลยี ความรู้ และตลาดใหม่
แต่สิ่งที่รัฐต้องคิดคือ
เราต้องการนักลงทุน หรือเรากำลังเปิดทางให้เกิดการกระจุกตัวของอำนาจทางเศรษฐกิจ?
นี่คือคนละคำถามกัน
การลงทุนที่ดีต้องทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์
เกิดการจ้างงาน
เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี
เกิดห่วงโซ่อุปทานในประเทศ
เกิดการแข่งขัน
เกิดภาษี
และทำให้ผู้ประกอบการไทยแข็งแรงขึ้น
ไม่ใช่เข้ามาแล้ว
ทุนไทยตาย
SME ไทยหาย
ผู้ผลิตไทยถูกตัดออกจากห่วงโซ่
แต่กำไรไหลกลับออกนอกประเทศ
ถ้าเป็นเช่นนั้น
เราต้องถามกันจริง ๆ ว่า
ประเทศไทยได้อะไร?
4. ถ้ารัฐปราบนอมินีไม่ได้ ปัญหาอยู่ที่ “กฎหมาย” หรือ “คนบังคับใช้กฎหมาย”
นี่คือหมัดสำคัญที่สุด
ถ้ากฎหมายมีปัญหา ก็แก้กฎหมาย
แต่ถ้ากฎหมายมีอยู่แล้ว แล้วเจ้าหน้าที่ไม่บังคับใช้
จะไปแก้กฎหมายทำไม?
ถ้ามีนอมินี
ตรวจเส้นทางเงิน
ตรวจบัญชี
ตรวจผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
ตรวจการควบคุมกิจการ
ตรวจการโอนเงิน
ตรวจความสัมพันธ์ของผู้ถือหุ้น
และตรวจเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง
ทำให้คนผิดกลัวกฎหมาย ไม่ใช่ทำให้กฎหมายกลัวคนผิด
นี่ต่างหากคือการปฏิรูปที่แท้จริง
5. อย่าเอาคำว่า “ภาษี” มาเป็นข้ออ้างจนลืมคำว่า “ผลประโยชน์แห่งชาติ”
บางคนอาจบอกว่า
“ถ้าให้ต่างชาติถือหุ้นโดยตรง รัฐจะตรวจสอบง่ายขึ้น และเก็บภาษีได้”
ผมถามกลับว่า
ภาษีคือทั้งหมดของผลประโยชน์ประเทศหรือ?
แล้ว
ตลาดของคนไทยล่ะ?
ผู้ประกอบการไทยล่ะ?
ความสามารถในการแข่งขันของคนไทยล่ะ?
เทคโนโลยีของไทยล่ะ?
ข้อมูลของประชาชนล่ะ?
ห่วงโซ่อุปทานของไทยล่ะ?
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจล่ะ?
เอาตัวเลขภาษีมาปิดตาประชาชนไม่ได้ครับ
6. ประเทศไม่ใช่บริษัทที่เอาแต่ดู “กำไรขาดทุน” ไตรมาสเดียว
นักการเมืองต้องคิดไกลกว่ารอบการเลือกตั้ง
ต้องคิดว่าอีก 10 ปี
20 ปี
30 ปี
เศรษฐกิจไทยจะอยู่ตรงไหน?
คนไทยจะเป็นเจ้าของกิจการมากขึ้นหรือกลายเป็นลูกจ้างมากขึ้น?
ธุรกิจไทยจะแข่งขันกับโลกได้หรือไม่?
หรือสุดท้ายเราจะมีเพียง
ที่ดินอยู่ในมือคนอื่น
ธุรกิจอยู่ในมือคนอื่น
เทคโนโลยีอยู่ในมือคนอื่น
เงินทุนอยู่ในมือคนอื่น
ข้อมูลอยู่ในมือคนอื่น
แล้วคนไทยเหลืออะไร?
ถ้าจะตอบว่า
“เหลือการจ้างงาน”
ผมก็ต้องถามว่า
ประเทศที่ประชาชนเป็นเพียงลูกจ้างในบ้านของตัวเอง
เรียกว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจ ได้จริงหรือ?
ถึงเวลาต้องพูดกันตรง ๆ
ผมไม่ได้ต่อต้านต่างชาติ
ผมไม่ได้ต่อต้านการลงทุน
และผมไม่ได้บอกว่าคนต่างชาติคือศัตรู
ศัตรูของประเทศไทยไม่ใช่ “คนต่างชาติ”
แต่คือ
กติกาที่ไม่เป็นธรรม
การผูกขาด
การใช้คนไทยเป็นนอมินี
การฟอกเงิน
การหลบเลี่ยงกฎหมาย
และเจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น ถ้าจะปราบนอมินี
อย่าแก้ด้วยการยอมแพ้
ถ้าจะปราบทุนสีเทา
อย่าเปิดช่องให้ทุนสีเทากลายเป็นทุนถูกกฎหมายโดยง่าย
ถ้าจะส่งเสริมการลงทุนต่างชาติ
ก็ต้องกำหนดกติกาที่ทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด
และถ้าจะเปลี่ยนกฎหมายครั้งใหญ่
ประชาชนต้องรู้ว่าใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ และประเทศได้อะไร
ผมฝากคำถามนี้ไปถึง สว.ประทุม และฝ่ายนิติบัญญัติ
ถ้าท่านแก้ปัญหนอมินีไม่ได้
ท่านกำลังจะแก้ “ตัวนอมินี”
หรือกำลังจะแก้กฎหมายเพื่อให้ปัญหานั้นหายไปจากสายตาท่าน?
เพราะการบริหารประเทศไม่ใช่การทำให้ปัญหาดูเหมือนหายไป
แต่คือการ แก้ปัญหาให้ตรงจุด
อย่าให้คำว่า
“แก้นอมินี”
กลายเป็นข้ออ้างในการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ
ประเทศไทยไม่ใช่สนามทดลอง
เศรษฐกิจไทยไม่ใช่ของเล่น
และอนาคตของคนไทยไม่ควรถูกเอาไปเสี่ยงกับแนวคิดที่ยังตอบไม่ได้ว่า
“ใครได้ประโยชน์?”
จำไว้นะครับ
กฎหมายที่ดี ต้องทำให้คนผิดกลัว
ไม่ใช่ทำให้คนทำถูกกลัว
และรัฐบาลที่ดี ต้องทำให้ทุนต่างชาติอยากเข้ามาลงทุน
โดยที่คนไทยยังสามารถยืนอยู่บนขาของตัวเองได้
นี่แหละครับ…
#สามารถ #นอมินี #ทุนต่างชาติ #ต่างชาติถือหุ้น100เปอร์เซ็นต์ #เศรษฐกิจไทย #SMEไทย #ทุนสีเทา #การลงทุน #การเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline
แท็กที่เกี่ยวข้อง