“สามารถ” ซัดแนวคิดเปิดต่างชาติถือหุ้น 100% ถามตรงๆ แก้นอมินีหรือเปิดทางทุนต่างชาติยึดตลาดไทย?

การเมือง3 ก.ย. 2569 • 11:15 น.
“สามารถ” ซัดแนวคิดเปิดต่างชาติถือหุ้น 100% ถามตรงๆ แก้นอมินีหรือเปิดทางทุนต่างชาติยึดตลาดไทย?
วันที่ 3 ก.ย.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า...
 
นี่ไม่ใช่การแก้นอมินี นี่คือการตั้งคำถามว่า “ใครกำลังเปิดประตูให้ทุนต่างชาติเข้ามายึดตลาดไทย?”
​ผมขอพูดตรง ๆ แบบไม่อ้อมค้อม
​จากกรณีที่ สว.ประทุม วงศ์สวัสดิ์ ได้ลุกขึ้นอภิปรายในสภา เสนอแนวคิดว่า ถ้าแก้ปัญหานอมินีไม่ได้ ก็เปิดให้ต่างชาติถือหุ้น 100% ไปเลย จะได้เป็นทุนขาวตั้งแต่แรกนั้น
​ผมถามกลับทันทีว่า…
​นี่คือการแก้ปัญหา หรือเป็นการยอมแพ้ต่อปัญหา?
​เพราะถ้าปัญหาคือ “ต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี”
​คำตอบที่ถูกต้องควรเป็น
​จับนอมินี
ตรวจเส้นทางการเงิน
ค้นหาผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
และเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่รู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย
​ไม่ใช่…
​“จับไม่ได้ งั้นเปิดให้ทำถูกกฎหมายไปเลย”
​ถ้าคิดแบบนี้ ต่อไปเจอปัญหาอะไร เราก็ไม่ต้องบังคับใช้กฎหมายแล้วครับ
​โจรขโมยของ?
เปิดให้ขโมยถูกกฎหมาย
​มีคนลักลอบทำธุรกิจ?
แก้กฎหมายให้ทำได้
​มีคนใช้ช่องโหว่กฎหมาย?
ก็ขยายช่องโหว่ให้กว้างกว่าเดิม
​นี่หรือคือหลักนิติธรรม?
​1. อย่าหลอกประชาชนว่า “ต่างชาติ 100%” เป็นเพียงเรื่องสัดส่วนหุ้น
​นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข 51 ต่อ 49 หรือ 100 ต่อ 0
​แต่คือคำถามว่า
​ใครเป็นเจ้าของอำนาจทางเศรษฐกิจ?
ใครควบคุมบริษัท?
ใครควบคุมห่วงโซ่อุปทาน?
ใครควบคุมเงินทุน?
ใครกำหนดราคา?
ใครถือเทคโนโลยี?
ใครถือข้อมูลลูกค้า?
​และสุดท้าย…
​ใครเป็นคนกำหนดอนาคตของตลาดไทย?
​อย่าทำเหมือนเรื่องนี้ไม่มีอะไร
เพราะถ้ากติกาเปลี่ยน
ผู้เล่นในตลาดก็เปลี่ยน
และเมื่อผู้เล่นเปลี่ยน โครงสร้างเศรษฐกิจก็เปลี่ยนตาม
​2. SME ไทยไม่ได้มีเงินทุนเป็นพันล้านเพื่อเล่นเกมสงครามราคา
​ลองถามผู้ประกอบการไทยตัวเล็ก ๆ ดูครับ
​ร้านอาหาร
ร้านค้าปลีก
ธุรกิจบริการ
ผู้ผลิตรายย่อย
เกษตรกร
ผู้ประกอบการท้องถิ่น
​เขามีเงินทุนสำรองกี่ปี?
มีเงินทุนเพื่อขยายสาขากี่แห่ง?
มีระบบโลจิสติกส์ระดับประเทศหรือไม่?
มีบริษัทแม่ต่างประเทศคอยอัดเงินให้หรือไม่?
​ถ้าทุนขนาดใหญ่เข้ามาแข่งขันอย่างเต็มรูปแบบ
คนตัวเล็กจะเอาอะไรไปสู้?
​ผมไม่ได้บอกว่าต่างชาติห้ามเข้ามาลงทุน
​แต่ผมถามว่า
รัฐได้ออกแบบสนามแข่งขันให้เป็นธรรมหรือยัง?
​อย่าเอาคำว่า “การแข่งขันเสรี” มาบังหน้า
​ถ้าคนหนึ่งลงสนามมาด้วยเงินทุนมหาศาล
แต่อีกคนเอาเงินเก็บทั้งชีวิตมาสู้
​แล้วบอกว่า
“แข่งขันกันอย่างเสรีนะ”
​นี่ไม่ใช่ความเสรี
ถ้าไม่มีมาตรการกำกับที่เหมาะสม
มันอาจกลายเป็น สนามที่คนตัวเล็กถูกบีบให้ออกจากตลาด
​3. อย่าลืมว่า “การลงทุน” กับ “การครอบงำตลาด” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
​ผมสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ
เพราะประเทศไทยต้องการทั้งเงินทุน เทคโนโลยี ความรู้ และตลาดใหม่
​แต่สิ่งที่รัฐต้องคิดคือ
เราต้องการนักลงทุน หรือเรากำลังเปิดทางให้เกิดการกระจุกตัวของอำนาจทางเศรษฐกิจ?
​นี่คือคนละคำถามกัน
​การลงทุนที่ดีต้องทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์
เกิดการจ้างงาน
เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี
เกิดห่วงโซ่อุปทานในประเทศ
เกิดการแข่งขัน
เกิดภาษี
และทำให้ผู้ประกอบการไทยแข็งแรงขึ้น
​ไม่ใช่เข้ามาแล้ว
ทุนไทยตาย
SME ไทยหาย
ผู้ผลิตไทยถูกตัดออกจากห่วงโซ่
แต่กำไรไหลกลับออกนอกประเทศ
​ถ้าเป็นเช่นนั้น
เราต้องถามกันจริง ๆ ว่า
ประเทศไทยได้อะไร?
​4. ถ้ารัฐปราบนอมินีไม่ได้ ปัญหาอยู่ที่ “กฎหมาย” หรือ “คนบังคับใช้กฎหมาย”
​นี่คือหมัดสำคัญที่สุด
​ถ้ากฎหมายมีปัญหา ก็แก้กฎหมาย
แต่ถ้ากฎหมายมีอยู่แล้ว แล้วเจ้าหน้าที่ไม่บังคับใช้
จะไปแก้กฎหมายทำไม?
​ถ้ามีนอมินี
ตรวจเส้นทางเงิน
ตรวจบัญชี
ตรวจผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
ตรวจการควบคุมกิจการ
ตรวจการโอนเงิน
ตรวจความสัมพันธ์ของผู้ถือหุ้น
และตรวจเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง
​ทำให้คนผิดกลัวกฎหมาย ไม่ใช่ทำให้กฎหมายกลัวคนผิด
นี่ต่างหากคือการปฏิรูปที่แท้จริง
​5. อย่าเอาคำว่า “ภาษี” มาเป็นข้ออ้างจนลืมคำว่า “ผลประโยชน์แห่งชาติ”
​บางคนอาจบอกว่า
“ถ้าให้ต่างชาติถือหุ้นโดยตรง รัฐจะตรวจสอบง่ายขึ้น และเก็บภาษีได้”
​ผมถามกลับว่า
ภาษีคือทั้งหมดของผลประโยชน์ประเทศหรือ?
​แล้ว
ตลาดของคนไทยล่ะ?
ผู้ประกอบการไทยล่ะ?
ความสามารถในการแข่งขันของคนไทยล่ะ?
เทคโนโลยีของไทยล่ะ?
ข้อมูลของประชาชนล่ะ?
ห่วงโซ่อุปทานของไทยล่ะ?
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจล่ะ?
​เอาตัวเลขภาษีมาปิดตาประชาชนไม่ได้ครับ
6. ประเทศไม่ใช่บริษัทที่เอาแต่ดู “กำไรขาดทุน” ไตรมาสเดียว
​นักการเมืองต้องคิดไกลกว่ารอบการเลือกตั้ง
​ต้องคิดว่าอีก 10 ปี
20 ปี
30 ปี
เศรษฐกิจไทยจะอยู่ตรงไหน?
​คนไทยจะเป็นเจ้าของกิจการมากขึ้นหรือกลายเป็นลูกจ้างมากขึ้น?
ธุรกิจไทยจะแข่งขันกับโลกได้หรือไม่?
​หรือสุดท้ายเราจะมีเพียง
ที่ดินอยู่ในมือคนอื่น
ธุรกิจอยู่ในมือคนอื่น
เทคโนโลยีอยู่ในมือคนอื่น
เงินทุนอยู่ในมือคนอื่น
ข้อมูลอยู่ในมือคนอื่น
​แล้วคนไทยเหลืออะไร?
​ถ้าจะตอบว่า
“เหลือการจ้างงาน”
​ผมก็ต้องถามว่า
ประเทศที่ประชาชนเป็นเพียงลูกจ้างในบ้านของตัวเอง
เรียกว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจ ได้จริงหรือ?
​ถึงเวลาต้องพูดกันตรง ๆ
​ผมไม่ได้ต่อต้านต่างชาติ
ผมไม่ได้ต่อต้านการลงทุน
และผมไม่ได้บอกว่าคนต่างชาติคือศัตรู
​ศัตรูของประเทศไทยไม่ใช่ “คนต่างชาติ”
แต่คือ
กติกาที่ไม่เป็นธรรม
การผูกขาด
การใช้คนไทยเป็นนอมินี
การฟอกเงิน
การหลบเลี่ยงกฎหมาย
และเจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น
​เพราะฉะนั้น ถ้าจะปราบนอมินี
อย่าแก้ด้วยการยอมแพ้
​ถ้าจะปราบทุนสีเทา
อย่าเปิดช่องให้ทุนสีเทากลายเป็นทุนถูกกฎหมายโดยง่าย
​ถ้าจะส่งเสริมการลงทุนต่างชาติ
ก็ต้องกำหนดกติกาที่ทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด
​และถ้าจะเปลี่ยนกฎหมายครั้งใหญ่
ประชาชนต้องรู้ว่าใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ และประเทศได้อะไร
ผมฝากคำถามนี้ไปถึง สว.ประทุม และฝ่ายนิติบัญญัติ
​ถ้าท่านแก้ปัญหนอมินีไม่ได้
ท่านกำลังจะแก้ “ตัวนอมินี”
หรือกำลังจะแก้กฎหมายเพื่อให้ปัญหานั้นหายไปจากสายตาท่าน?
​เพราะการบริหารประเทศไม่ใช่การทำให้ปัญหาดูเหมือนหายไป
แต่คือการ แก้ปัญหาให้ตรงจุด
​อย่าให้คำว่า
“แก้นอมินี”
กลายเป็นข้ออ้างในการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ
​ประเทศไทยไม่ใช่สนามทดลอง
เศรษฐกิจไทยไม่ใช่ของเล่น
และอนาคตของคนไทยไม่ควรถูกเอาไปเสี่ยงกับแนวคิดที่ยังตอบไม่ได้ว่า
“ใครได้ประโยชน์?”
​จำไว้นะครับ
​กฎหมายที่ดี ต้องทำให้คนผิดกลัว
ไม่ใช่ทำให้คนทำถูกกลัว
​และรัฐบาลที่ดี ต้องทำให้ทุนต่างชาติอยากเข้ามาลงทุน
โดยที่คนไทยยังสามารถยืนอยู่บนขาของตัวเองได้
​นี่แหละครับ…
 
#สามารถ #นอมินี #ทุนต่างชาติ #ต่างชาติถือหุ้น100เปอร์เซ็นต์ #เศรษฐกิจไทย #SMEไทย #ทุนสีเทา #การลงทุน #การเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline