“อนุทิน” นำ ครม.สัญจรสงขลา ดันรถไฟทางคู่เฟส 2 แสนล้าน เร่งประกันภัยพิบัติ-ใช้ AI คุมคนเข้าเมือง

การเมือง1 ก.ย. 2569 • 13:42 น.
“อนุทิน” นำ ครม.สัญจรสงขลา ดันรถไฟทางคู่เฟส 2 แสนล้าน เร่งประกันภัยพิบัติ-ใช้ AI คุมคนเข้าเมือง

“อนุทิน” ประชุมครม.สงขลา มุ่งพัฒนาศก. - มั่นคง - สังคม - ป้องกันภัยพิบัติ ดัน “รถไฟทางคู่สายใต้ เฟส2” สุราษฎร์ - ปาดังเบซาร์ วงเงินแสนล้าน ยกระดับเยียวยาให้เร็วขึ้นด้วยระบบประกันภัยพิบัติ เหตุใช้เงินน้อยกว่า แต่ดูแลประชาชนดีขึ้น  ขณะที่ ด้านความมั่นคง เตรียมใช้ AI ช่วยตรวจคนเข้าเมือง เล็ง ครม.สัญจรฯรอบหน้าหัวเมืองอีสานอุดรธานี
 
เมื่อเวลา 12.25 น. วันที่ 1 ก.ย. ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จ.สงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า วันนี้คณะรัฐมนตรีกำหนดแนวทางเร่งด่วน หรือ ควิกวิน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการอย่างเต็มที่ทันทีครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ

ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และสตูล เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่ด้วยตั วเอง ทั้งภาคเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยจะเร่งปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำ และผู้สนับสนุนไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ เช่น กระทรวงการคลังที่ให้พิจารณาด้านการเงิน และภาษี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเฉพาะกิจซอฟต์โลน บริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม รวมถึงกระทรวงคมนาคมให้ดำเนินการขุดลอก และบำรุงรักษาร่องน้ำปัตตานี และร่องน้ำสงขลา เป้าหมายของรัฐบาลคือ ต้องการให้คนในพื้นที่มีโอกาส มีรายได้และสามารถเติบโตไปกับเศรษฐกิจของภูมิภาค

ด้านสังคมและคุณภาพชีวิต รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาความยากจน ดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข และการประกอบอาชีพ โดยรัฐบาลมอบหมายให้ออกแบบและก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 วงเงินเบื้องต้น 250 ล้านบาท และจะได้หารือกับประเทศมาเลเซีย เพื่อให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครอง และดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ

ด้านความมั่นคง รัฐบาลจะเดินหน้าความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนา หัวใจสำคัญคือรัฐต้องทำงานร่วมกับประชาชน ไม่ใช่ทำงานแยกกับประชาชน ต้องเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่รวมถึง AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัย และการบริหารจัดการจุดผ่านแดน เป้าหมายคือสร้างความสงบ สร้างความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตทำมาหากินเพื่อประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นคง

ด้านการป้องกัน และบริหารจัดการภัยพิบัติ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเร่งด่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติวงเงินรวมกว่า 142 ล้านบาท ทำการก่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ปัตตานี โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่ และเทศบาลเมืองควนรัง จังหวัดสงขลา 

นอกจากนี้รัฐบาลเห็นชอบการดำเนินการปรับปรุงโครงการแก้มลิงคลองเรียนอีกด้วย ที่สำคัญการประชุมวันนี้ได้เห็นชอบหลักการให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากการรอรับเงินเยียวยาไปสู่ระบบการประกันภัยแบบครัวเรือน แนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยเร็วกว่าและมากกว่าระบบเดิมเมื่อเกิดอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีเป้าหมายครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้ายครัวเรือนทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะภาคใต้ 

นายกฯ กล่าวว่า นอกจากมาตรการเร่งด่วนดังกล่าว รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคใต้ในระยะยาว คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการที่เกี่ยวกับการคมนาคมขนส่งในรูปแบบของรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 วงเงิน 106,798.32 ล้านบาท ซึ่งระยะระยะที่ 2 มีเส้นทางภาคใต้ช่วงชุมพร - สุราษฎร์ธานี , สุราษฎร์ธานี - ชุมทางหาดใหญ่ และชุมทางหาดใหญ่ - ปาดังเบซาร์ 

นอกจากนี้ ตนได้ขอให้สภาพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พิจารณาเร่งการศึกษาในการเชื่อมต่อจากชุมทางหาดใหญ่ไปยังอำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาสด้วยเพื่อให้การคมนาคมขนส่งระบบเป็นไปด้วยความสมบูรณ์ เป็นการเชื่อมสิ่งต่างๆ ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล โครงการนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง และการขนส่งเชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคใต้กับภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ

รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วย ขณะเดียวกันรัฐบาลยังเดินหน้าโครงการสำคัญ เช่น สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ซึ่งเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ได้เป็นสักขีพยานในการเร่งดำเนินการระหว่างกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม และผู้รับจ้าง ทำให้ภาคใต้ของประเทศไทยจะมีสะพานเชื่อมแผ่นดินใหญ่ที่จังหวัดกระบี่ไปยังเกาะลันตาน้อย และลันตาใหญ่ จากนี้ไปประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางโดยรถยนต์ หรือแม้แต่การขับขี่จักรยานไปเที่ยวจากจังหวัดกระบี่ไปยังเกาะลันตา และเกาะลันตาน้อยได้ ซึ่งถือเป็นของการเดินทางที่ไม่ใช่ทางเรือเพียงอย่างเดียว 

ทั้งนี้ยังมีสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาที่จะทำให้เกิดความชื่อมระหว่างจังหวัดสงขลา และจังหวัดพัทลุง จากเดิมที่ต้องเดินทาง 1 ชั่วโมงครึ่งลดเหลือเพียง 20 นาที ซึ่งจะเป็นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญอีกเส้นทางหนึ่ง ที่จะทำให้ต้นทุนการดำรงชีวิต การขนส่งสินค้า ลดลงจำนวนมาก และจะเป็นการยกระดับเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้น

นายกฯ กล่าวว่า การมาประชุมคณะรัฐมนตรีที่ภาคใต้ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการประชุมในพื้นที่ แต่เป็นการนำปัญหาของประชาชนเข้าสู่การตัดสินใจของรัฐบาลโดยตรง เราไม่ได้รับฟังแล้วจบ แต่ต้องรับฟังแล้วลงมือทำ ซึ่ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีศักยภาพเป็นอย่างมากทางด้านเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว การค้าชายแดน ทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรม สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือการสนับสนุนศักยภาพเหล่านี้ และเร่งแก้ไขข้อจำกัดที่ทำให้ประชาชนที่ยังไม่สามารถใช้ศักยภาพตรงนี้ของพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งรัฐบาลทำงานโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เศรษฐกิจดีขึ้น ความปลอดภัยต้องมีเพิ่มมากขึ้น โอกาสต้องมีเพิ่มมากขึ้น และคุณภาพชีวิตของประชาชนต้องดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตนและครม.พร้อมรับฟังสนับสนุน และทำงานกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลังความสามารถ เราจะเดินหน้าพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างโอกาส สร้างความมั่นคง สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชน

นายกฯ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลจะทำให้การพัฒนาเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ โดยที่ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์สูง วันนี้เป็นการประชุม ครม. นอกสถานที่ครั้งแรกของรัฐบาลนี้ ได้เห็นการขับเคลื่อนต่างๆ ที่เป็นไปในเชิงบวกอย่างมากมาย ได้มีการสร้างความเข้าใจสร้างความคุ้นเคยกับข้าราชการ ตลอดจนข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งภาคเศรษฐกิจ การปกครอง และความมั่นคง เปิดโอกาสให้ข้าราชการที่ต้องมีการสลับเปลี่ยนหน้าที่ในปีงบประมาณ 2570 ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ ที่ทดแทนคนที่เกษียณอายุราชการ และผู้ที่ได้รับการกำหนดให้มาดำรงตำแหน่งใหม่ได้มาพบปะกัน ไม่มีการปกปิดอะไรกัน เพื่อที่การทำงานจะไม่เกิดช่องว่าง เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องไร้อุปสรรค

นายกฯ  กล่าวว่า เห็นได้อย่างชัดเจนว่าการประชุม ครม.นอกสถานที่ครั้งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำให้ตนคิดว่าคงต้องมีรูปแบบของการประชุมครม.นอกสถานที่ไปตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศขณะนี้กำหนดอย่างไม่เป็นทางการไว้ว่า ในการประชุมครม.สัญจรครั้งต่อไป คงไปภาคอีสาน น่าจะเริ่มจากศูนย์กลางธุรกิจเศรษฐกิจในภาคอีสาน โดยอาจเริ่มที่จังหวัดอุดรธานีเป็นจังหวัดต่อไปและพยายามไปให้ครอบคลุมทุกพื้นที่มากที่สุด ตอนนี้เป็นระดับภาคก่อนแล้วค่อยเป็นระดับจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัดตามที่เวลาจะอำนวยในแต่ละช่วง

นายกฯ ยังกล่าวถึงโครงการประกันภัยถ้วนหน้าว่า ให้การคุ้มครองประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยคุ้มครองภัย 3 แบบ คืออุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งเป็นความคุ้มครองที่อยู่อาศัยวงเงินสูงสุด 100,000 บาท ต่อหลังคาเรือน/ต่อครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อไปและคุ้มครองชีวิต กรณีเสียชีวิตจ่ายผลประโยชน์รายละ 2 ล้านบาท โดยความช่วยเหลือเบื้องต้นสามารถจ่ายได้ภายใน 15 วัน และช่วยเหลือเพิ่มเติมภายในอีก 15 วัน โดยภาครัฐจะเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ถ้าเทียบแล้วน้อยกว่าจำนวนเงินที่เราต้องจ่ายเรื่องของการเยียวยา ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าถุงยังชีพ ค่าตั้งศูนย์พักพิง ถือว่าเป็นการประกันความเสี่ยง ถ้าไม่เกิดพายุเลยก็ถือว่าเป็นการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้ ทั้งนี้วงเงินที่คุ้มครองประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งที่ผ่านมาเราใช้ 45,000 ล้านบาทต่อปี ถ้าเป็นไปตามที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคำนวณมาเบื้องต้น เราจะใช้จ่ายเงินที่น้อยลง แต่การคุ้มครองประชาชนจะเป็นจำนวนที่มากขึ้นซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า

#อนุทิน #ครมสัญจร #สงขลา #รถไฟทางคู่ #รถไฟทางคู่สายใต้ #สุราษฎร์ธานี #ปาดังเบซาร์ #ประกันภัยพิบัติ #AI #ตรวจคนเข้าเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline