"นักวิชาการ" ชี้เมื่อ "อำนาจ" กระจุกตัว "ประชาธิปไตยไทย" จึงไปไม่ถึงประชาชน
วันที่ 1 ก.ย.2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เผยแพร่บทความในหัวข้อ "ผลกระทบของการกระจุกตัวของอำนาจในเครือข่ายชนชั้นนำต่อการพัฒนาประชาธิปไตยไทย" ระบุว่า
" ปัญหาการพัฒนาประชาธิปไตยไทยไม่ได้เกิดจากการมีชนชั้นนำ เพราะทุกสังคมย่อมมีกลุ่มบุคคลที่ครอบครองความรู้ ทรัพยากร ตำแหน่ง และอำนาจตัดสินใจมากกว่าประชาชนทั่วไป หากแต่อยู่ที่โครงสร้างการเมืองไทยเปิดโอกาสให้ชนชั้นนำบางกลุ่มรักษาและถ่ายทอดอำนาจได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องผ่านการแข่งขันที่เท่าเทียม ไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างเพียงพอ และสามารถกำหนดขอบเขตการทำงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้
ชนชั้นนำไทยอาจจำแนกในเชิงวิเคราะห์ได้เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ชนชั้นนำฝ่ายจารีต ชนชั้นนำในกองทัพ ชนชั้นนำกลุ่มทุนผูกขาด ชนชั้นนำธุรกิจการเมือง และชนชั้นนำในระบบราชการ
อย่างไรก็ตาม เส้นแบ่งระหว่างกลุ่มเหล่านี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน บุคคลหรือเครือข่ายหนึ่งอาจเป็นเจ้าของธุรกิจ สนับสนุนพรรคการเมือง มีเครือญาติในระบบราชการ และเชื่อมโยงกับอำนาจฝ่ายจารีตพร้อมกัน
การวิเคราะห์จึงต้องพิจารณาความสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนทรัพยากร ความชอบธรรม ข้อมูล กฎหมาย กำลังบังคับ และฐานสนับสนุนภายในเครือข่ายอำนาจด้วย
1.การกระจุกตัวของอำนาจทำให้หลักอำนาจอธิปไตยของประชาชนไม่สามารถตั้งมั่นเป็นหลักสูงสุด แม้รัฐธรรมนูญกำหนดว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน แต่รัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งยังเผชิญข้อจำกัดจากกองทัพ ระบบราชการ องค์กรตรวจสอบ กลุ่มทุน และอำนาจเชิงจารีต ประชาธิปไตยไทยจึงมีโครงสร้างสองชั้น คืออำนาจอย่างเป็นทางการผ่านรัฐธรรมนูญ รัฐสภา พรรคการเมือง และการเลือกตั้ง กับอำนาจเครือข่ายที่สามารถกำหนดวาระ ยับยั้งนโยบาย และคัดกรองผู้เข้าสู่อำนาจ สิทธิของประชาชนจึงอาจเหลือเพียงการเลือกผู้บริหารภายในขอบเขตที่ผู้อื่นกำหนดไว้แล้ว
2.การแข่งขันทางการเมืองเกิดขึ้นบนพื้นฐานที่ไม่เท่าเทียม กลุ่มที่มีเงินทุน เครือข่ายราชการ สื่อ ผู้นำท้องถิ่น และการสนับสนุนจากศูนย์อำนาจ ย่อมได้เปรียบผู้สมัครอิสระ พรรคขนาดเล็ก และขบวนการการเมืองใหม่ แม้ประชาชนมีคะแนนเสียงคนละหนึ่งเสียง แต่ความสามารถในการกำหนดตัวเลือก วาระสาธารณะ และข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจกลับไม่เสมอภาค การเลือกตั้งจึงอาจเสรีในเชิงกระบวนการ แต่ไม่เป็นธรรมในเชิงโครงสร้าง
3.กองทัพสามารถดำรงสถานะเป็นผู้ชี้ขาดความขัดแย้งนอกเหนือจากภารกิจป้องกันประเทศ เมื่อกองทัพมีอำนาจนิยามภัยความมั่นคง ความขัดแย้งที่ควรแก้ผ่านรัฐสภา การเลือกตั้ง และการเจรจา อาจถูกเปลี่ยนเป็นปัญหาที่ต้องใช้มาตรการพิเศษ กลุ่มที่เสียเปรียบตามกติกาจึงมีแรงจูงใจพึ่งพาอำนาจนอกระบบ พรรคการเมืองไม่จำเป็นต้องเรียนรู้การยอมรับความพ่ายแพ้ และประชาชนไม่อาจมั่นใจว่าคะแนนเสียงจะได้รับการเคารพตลอดวาระรัฐบาล
4.รัฐธรรมนูญและกฎหมายเสี่ยงกลายเป็นเครื่องมือจัดสรรอำนาจระหว่างชนชั้นนำ มากกว่าจะเป็นกติกาสูงสุดที่ผูกพันทุกฝ่าย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีองค์กรตรวจสอบ แต่เกิดเมื่อองค์กรเหล่านั้นมีอำนาจสูง ขาดความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับ หรือสามารถกำหนดผลลัพธ์ทางการเมืองแทนประชาชน กฎหมายจึงอาจเปลี่ยนจากเครื่องมือจำกัดอำนาจอย่างเสมอภาคเป็นเครื่องมือรักษาความได้เปรียบของผู้มีอำนาจกำหนดและตีความกฎหมาย
5.นโยบายสาธารณะเสี่ยงถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เพราะความมั่งคั่งสามารถเปลี่ยนเป็นอำนาจเข้าถึงผู้กำหนดนโยบาย พรรคการเมือง สื่อ และผู้เชี่ยวชาญ นโยบายด้านสัมปทาน ทรัพยากร หรือการแข่งขันอาจถูกนำเสนอเป็นประโยชน์ส่วนรวม ทั้งที่ผลตอบแทนกระจุกตัวอยู่กับธุรกิจบางกลุ่ม ความร่วมมือระหว่างรัฐกับทุนไม่ใช่ปัญหาในตัวเอง แต่ต้องโปร่งใส มีการแข่งขัน และเปิดพื้นที่ให้แรงงาน ผู้บริโภค ผู้ประกอบการรายย่อย และชุมชนร่วมกำหนดนโยบาย
6.ระบบอุปถัมภ์แทรกตัวเข้าสู่การเมืองแบบตัวแทน ชนชั้นนำธุรกิจการเมืองและตระกูลการเมืองใช้ทุน เครือข่ายหัวคะแนน ความสัมพันธ์กับราชการ และการนำงบประมาณเข้าสู่พื้นที่สร้างฐานสนับสนุน แม้อาจช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่กลับเปลี่ยนสิทธิของพลเมืองให้เป็นความช่วยเหลือส่วนบุคคล การเลือกตั้งจึงโน้มไปสู่การแลกเปลี่ยนทรัพยากรกับคะแนนเสียง พรรคพึ่งพาเจ้าของทุนและเครือข่ายอุปถัมภ์มากกว่าสมาชิก ทำให้ประชาธิปไตยภายในพรรคอ่อนแอและเอื้อต่อการสืบทอดอำนาจข้ามรุ่น
7.ระบบราชการมีอำนาจเหนือกระบวนการกำหนดนโยบาย เมื่อข้อมูล งบประมาณ กฎหมาย และการนำนโยบายไปปฏิบัติกระจุกอยู่ในราชการส่วนกลาง ข้าราชการระดับสูงสามารถปรับเปลี่ยน ชะลอ หรือยับยั้งนโยบายที่ได้รับความชอบธรรมจากการเลือกตั้งได้ โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การสร้างระบบราชการมืออาชีพ ซึ่งรักษาหลักคุณธรรมและความเป็นกลาง แต่ยังอยู่ภายใต้รัฐบาลที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและรับผิดชอบต่อสาธารณะ
8.เครือข่ายอำนาจขัดขวางการกระจายอำนาจและประชาธิปไตยท้องถิ่น เพราะส่วนกลางมีแรงจูงใจรักษางบประมาณ บุคลากร และทรัพยากรไว้ในความควบคุม ท้องถิ่นจึงขาดอำนาจและรายได้ ขณะที่ประชาชนยังต้องพึ่งพากระทรวง กรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือตระกูลการเมืองในการนำโครงการลงสู่พื้นที่ การเมืองท้องถิ่นจึงกลายเป็นการแข่งขันเพื่อเข้าถึงส่วนกลาง มากกว่าการร่วมกำหนดอนาคตของชุมชน ทำให้ประชาธิปไตยไม่สามารถหยั่งรากในชีวิตประจำวันของประชาชน
9.การกระจุกตัวของอำนาจผลิตซ้ำวัฒนธรรมการเมืองแบบลำดับชั้น เมื่ออำนาจชนชั้นนำได้รับความชอบธรรมจากคุณธรรม ความรู้ สถานภาพ หรือความมั่นคง ประชาชนย่อมถูกวางเป็นผู้รับการปกครอง แนวคิดว่าชนชั้นนำรู้ดีกว่า ประชาชนยังไม่พร้อม หรือการเมืองต้องถูกกำกับโดย “คนดี” ทำให้ความไม่เสมอภาคกลายเป็นเรื่องปกติ และลดทอนคุณค่าของการอภิปราย การประนีประนอม และการเคารพความเห็นต่าง
10.ความขัดแย้งทางการเมืองมีความซับซ้อนและแบ่งขั้วมากขึ้น เพราะไม่ได้มีเฉพาะการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับชนชั้นนำ แต่ยังเป็นการแข่งขันระหว่างทุนเก่ากับทุนใหม่ กองทัพกับรัฐบาลเลือกตั้ง ราชการกับนักการเมือง และตระกูลท้องถิ่นกับพรรคระดับชาติ ประชาชนอาจถูกระดมให้สนับสนุนชนชั้นนำฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผ่านวาทกรรมความดีกับความชั่วหรือประชาธิปไตยกับภัยต่อชาติ การแบ่งขั้วจึงบดบังผลประโยชน์เบื้องหลัง และเปลี่ยนประชาธิปไตยเป็นการเลือกข้างระหว่างเครือข่ายอำนาจ แทนการสร้างกติกาควบคุมทุกเครือข่ายอย่างเท่าเทียม
ผลรวมของข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้ความรับผิดชอบทางประชาธิปไตยไม่ชัดเจน ประชาชนระบุได้ยากว่าใครตัดสินใจและใครต้องรับผิดชอบ รัฐบาลอาจอ้างข้อจำกัดจากราชการ พรรคอ้างแรงกดดันจากทุน ข้าราชการอ้างกฎหมาย และกองทัพอ้างความมั่นคง
เมื่อประชาชนเลือกตั้งแล้วแต่ควบคุมผลลัพธ์ไม่ได้ ความไว้วางใจต่อรัฐสภา พรรคการเมือง รัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งย่อมลดลง เปิดพื้นที่ให้อำนาจนิยมอ้างว่าการเมืองแบบเลือกตั้งไร้ประสิทธิภาพและจำเป็นต้องถูกจัดระเบียบจากเบื้องบน
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของประชาธิปไตยไม่ใช่การขจัดชนชั้นนำทั้งหมด แต่คือการทำให้สถานะชนชั้นนำเปิดกว้าง แข่งขัน หมุนเวียน ตรวจสอบ และสูญเสียได้ เมื่อหมดความไว้วางใจ จึงต้องทำให้กองทัพอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือนและรัฐสภา บังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้า เปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับนโยบาย สร้างประชาธิปไตยภายในพรรค พัฒนาราชการมืออาชีพที่รับผิดชอบต่อรัฐบาลเลือกตั้ง และกระจายอำนาจ งบประมาณ และบุคลากรสู่ท้องถิ่น พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมระหว่างวาระเลือกตั้งผ่านการเสนอกฎหมาย งบประมาณแบบมีส่วนร่วม การรับฟังความคิดเห็น การเข้าถึงข้อมูล และการบริหารกิจการชุมชน
ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ใครชนะการเลือกตั้ง” แต่รวมถึง “ใครกำหนดตัวเลือก ใครจำกัดอำนาจรัฐบาล ใครได้ประโยชน์จากนโยบาย และประชาชนทำให้ผู้มีอำนาจรับผิดชอบได้เพียงใด”
เพราะหัวใจของประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่การหมุนเวียนผู้ปกครองเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้อำนาจทุกประเภทอยู่ภายใต้การควบคุมของประชาชนอย่างเสมอภาค โปร่งใส และต่อเนื่อง"