สัมภาษณ์พิเศษ: "ไชยยงค์" 22 ปีไฟใต้ และแสงสว่างปลายอุโมงค์

การเมือง31 ส.ค. 2569 • 14:48 น.
สัมภาษณ์พิเศษ: "ไชยยงค์" 22 ปีไฟใต้ และแสงสว่างปลายอุโมงค์

เรื่อง / กรวิก อุนะพำนัก

หมายเหตุ: ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะโฆษกกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ "สยามรัฐออนไลน์" ถึงสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังคงเป็นแผลลึกนานกว่าสองทศวรรษ แม้งบประมาณมหาศาลจะถูกอัดฉีดลงไป แต่ความสงบที่เป็นเป้าหมายยังดูเหมือน "แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์"

นอกจากนี้ ไชยยงค์ ถือโอกาสสะท้อนปัญหาและทางออกจากประสบการณ์ 28 ปี ในฐานะอดีตสื่อมวลชน, ที่ปรึกษา กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งทำงานร่วมกับแม่ทัพภาคที่ 4 มาถึง 17 คน รวมถึงที่ปรึกษาและคณะทำงาน ศอ.บต.

Img 1301

วิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนในพื้นที่เป็นมาอย่างไร ทำไมจึงเกิดความรู้สึกแปลกแยก?

คนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นคนมลายูที่นับถือศาสนาอิสลามครับ เขามีวัฒนธรรม มีภาษา และศาสนาที่เป็นของเขาเอง ในอดีต ปัตตานี ยะลา นราธิวาส มีคนไทยพุทธอยู่เพียง 20% อีก 80% คือคนมลายูมุสลิมที่อาศัยอยู่ในคาบสมุทรมลายู ความแตกต่างนี้คือจุดเริ่มของความแปลกแยกตั้งแต่อดีต เมื่อก่อนรัฐปัตตานีอยู่นอกเหนือการควบคุม จนกระทั่งตามประวัติศาสตร์เราสามารถไปยึดเมืองเหล่านี้ขึ้นมาได้ และให้เจ้าเมืองเก่าเป็นสุลต่านปกครองต่อ

แต่พอถึงรัชกาลที่ 5 มีการตั้งระบบเทศาภิบาล ลดบทบาทตระกูลเจ้าเมืองเก่าลง และส่งผู้ว่าราชการจากส่วนกลางไปปกครอง จนกระทั่งสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่พยายามสร้างขนบธรรมเนียมคนรักชาติแบบสากลนิยม มีการกีดกันการนับถือศาสนาอิสลามและการแต่งกาย สิ่งนี้สร้างแรงต่อต้านมาก จนกลุ่มผู้เห็นต่างและทายาทตระกูลเจ้าเมืองเดิมก่อตั้ง "ขบวนการแบ่งแยกดินแดน" เพื่อดึงรัฐปัตตานีคืนไปสู่การปกครองแบบสุลต่านมุสลิมเหมือนในอดีต

ขบวนการแบ่งแยกดินแดนในปัจจุบันมีสถานะเป็นอย่างไร?

มีการสู้รบและก่อการร้ายต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันครับ หลายกลุ่มล้มหายไป แต่ก็มีกลุ่มใหม่เกิดขึ้น รุ่นต่อรุ่น จนตอนนี้ "BRN" (ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี) เป็นขบวนการหลักที่มีทั้งกองกำลังติดอาวุธและมวลชนในพื้นที่ ส่วนกลุ่มอื่นๆ อย่าง พูโลเก่า พูโลใหม่ หรือ BNI (ขบวนการแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติปัตตานี) ยังมีโครงสร้างและสมาชิกอยู่ แต่ไม่มีกองกำลังในพื้นที่ โดยมีที่ตั้งอยู่ในประเทศที่สาม เช่น มาเลเซีย และสวีเดน พวกเขายังทำหน้าที่โฆษณาชวนเชื่อและพร้อมสนับสนุน BRN เพื่อเป้าหมายการแบ่งแยกดินแดนตั้งประเทศใหม่ที่เรียกว่า "ดารุสสลาม"

นโยบายของรัฐและกองทัพในช่วงที่ผ่านมา ตอบโจทย์การแก้ปัญหาได้มากน้อยแค่ไหน?

เรามีความผิดพลาดในการใช้ความรุนแรงปราบปรามมาตลอด 60 ปี ซึ่งส่งผลเป็นบาดแผลทางจิตใจให้คนในพื้นที่ และประวัติศาสตร์บาดแผลเหล่านี้ถูกนำมาใช้ปลุกระดม แม้ต่อมารัฐบาลจะพยายามตั้งหน่วยงานอย่าง "ศอ.บต." (ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) เพื่อพัฒนาและสร้างความเป็นธรรม หรือตั้ง "พตท. 43" (พลเรือน ตำรวจ ทหาร) เพื่อบรูณาการการทำงาน แต่ในยุคคุณทักษิณ ชินวัตร กลับมีความเชื่อว่าสถานการณ์เบาบางลงแล้ว มองว่าขบวนการกลายเป็นโจรเรียกค่าคุ้มครอง จึงมีการยุบ พตท. 43 และ ศอ.บต. ทิ้งไป

หลังจากนั้นมีการใช้นโยบาย "กำปั้นเหล็ก" มีการอุ้มหาย มีการเข่นฆ่าคนจำนวนหนึ่งจนสถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้น จนมาถึงยุคพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ จึงมีการฟื้น ศอ.บต. และตั้ง กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ขึ้นมาดูแลความมั่นคง ส่วน ศอ.บต. ดูแลเรื่องการพัฒนาและกระบวนการยุติธรรม แต่ถึงอย่างนั้น นโยบายที่ผ่านมาก็ยังไม่สามารถทำให้กลุ่ม BRN พอใจได้ พวกเขายังคงบ่มเพาะคนและใช้ความรุนแรง ทั้งซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่และทำลายเศรษฐกิจ

ยุทธศาสตร์ของขบวนการ BRN ในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่เรื่องใดเป็นสำคัญ?

นโยบายหลักที่เป็นธงของ BRN คือการทำลายเศรษฐกิจครับ เขาต้องการให้คนในพื้นที่มีความยากจน ไม่มีใครกล้ามาลงทุน เมื่อไม่มีการจ้างงาน เขาก็จะสามารถควบคุมมวลชนให้อยู่ภายใต้อิทธิพลและเชื่อฟังเขาได้ โดยเขาจะบ่มเพาะเยาวชนผ่านสถานศึกษาในเครือข่าย ใช้ 3 หลักการคือ "ประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ และศาสนา" มาบิดเบือนให้เกลียดชังรัฐและคนต่างศาสนา ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการฝึกอาวุธเพื่อเป็นนักรบ

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ มองเห็นความล้มเหลวในด้านใดบ้างสำหรับการแก้ปัญหาปัจจุบัน?

ผมต้องยอมรับว่าเราล้มเหลว 3 ด้านหลักๆ ครับ คือ 1. ล้มเหลวด้านการข่าว 2. ล้มเหลวด้านมวลชน และ 3. ล้มเหลวด้านการป้องกันเหตุ เมื่อมวลชนไม่เป็นของรัฐ การข่าวก็ไม่มี เมื่อไม่มีการข่าว ขบวนการก็ก่อเหตุได้อย่างเสรีตลอด 22 ปีที่ผ่านมา จนไม่มีพื้นที่ไหนปลอดภัยจริง แม้แต่ตารางนิ้วเดียว สิ่งนี้ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่ออำนาจรัฐและกองกำลังเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ 5-6 หมื่นคน ว่าจะสามารถปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของเขาได้

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนรุนแรงแค่ไหน?

พื้นที่ 3 จังหวัดมีทรัพยากรเยอะมาก ทั้งแร่ น้ำมัน ถ่านหิน ป่าไม้ และทะเล แต่เราเอามาใช้สร้างเศรษฐกิจไม่ได้ เพราะไม่มีใครกล้าลงทุน บริษัทรับเหมาก็ถูกวางระเบิดเครื่องจักร ล่าสุดบริษัท Global House ในปัตตานีเพิ่งถูกวางระเบิด โรงไฟฟ้าชีวมวลและโซลาร์เซลล์ก็ถูกวางเพลิง ส่งผลให้คนตกงาน ต้องอพยพไปทำงานมาเลเซียหรือจังหวัดอื่น นักเรียนจบใหม่ไม่มีงานทำ

ที่น่าตกใจคือ วันนี้ไม่ใช่แค่คนพุทธที่เหลือแค่ 4 หมื่นกว่าคนเท่านั้นที่อพยพออกไป แต่คนมลายูมุสลิมที่มีโอกาสเขาก็เริ่มอพยพออกเช่นกัน เหลือเพียงคนยากจนที่ไม่มีทางไป ซึ่งจะตกอยู่ใต้อิทธิพลของ BRN ในที่สุด สิ่งที่ BRN หวังไม่ใช่แค่การสู้รบแตกหัก แต่คือการทำประชามติแบ่งแยกดินแดนในวันที่เขากุมสภาพมวลชนได้หมด วันหนึ่งเราอาจสูญเสียอำนาจรัฐโดยพฤตินัย เช่น เขาบังคับให้หยุดวันศุกร์เหมือนมาเลเซียได้สำเร็จ

เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น สะท้อนถึงศักยภาพของขบวนการอย่างไร?

มันสะท้อนว่าเขาสามารถกุมสภาพพื้นที่ได้เหนือกว่าทหาร เขาไม่ได้ดิ้นรนเฮือกสุดท้ายเหมือนที่เราเข้าใจ แต่เขามีศักยภาพกุมสภาพได้ทุกกระบวนการ ทั้งมวลชน การก่อการร้าย และที่สำคัญคือเขากุมสภาพในเวทีต่างประเทศได้มากกว่าเราด้วย

Img 1303

Img 1302

งบประมาณกว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี ถูกใช้อย่างคุ้มค่าและถูกจุดหรือไม่?

งบประมาณส่วนใหญ่กลายเป็นงบใช้จ่ายในกองทัพ ทั้งเงินเดือน อาวุธ และยุทโธปกรณ์ถึง 90% เหลือถึงงานพัฒนาพื้นที่จริงๆ แค่ 10% ครับ และการจะเพิ่มงบฯ คงยากเพราะสภาพเศรษฐกิจประเทศเราจำกัดจำเขี่ย แต่ปัญหาสำคัญคือ "สนิมเกิดแต่เนื้อในตน" มีความแตกแยกและไม่โปร่งใสใน กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า งบประมาณการข่าวไปไม่ถึงคนทำงานจริง ต่างคนต่างทำ ไร้เอกภาพ และการบรูณาการระหว่าง ตำรวจ ทหาร ปกครอง ก็เป็นแค่ภาพสร้างขึ้น แต่ความจริงยังต่างคนต่างอยู่เหมือนเดิมตลอด 22 ปี

นโยบายการจัดกำลังพลปัจจุบันมีจุดบอดอย่างไร?

เรากลับไปใช้นโยบายแบบเก่าที่เคยล้มเหลวมาแล้ว คือการเอาทหารจากกองทัพภาคที่ 1, 2 และ 3 กลับมารับผิดชอบพื้นที่ ผลคือปีที่ผ่านมานราธิวาส (ภาค 1) และปัตตานี (ภาค 2) มีเหตุรุนแรงสูงมาก แม้แต่ในตัวเมืองปัตตานีก็ถูกโจมตี ส่วนยะลา (ภาค 3) ป้องกันได้แค่เขตเทศบาลนครยะลาและเบตงเท่านั้น อำเภออื่นยังมีเหตุร้าย แสดงว่านโยบายนี้ไม่ได้ผล รวมถึงการทำลายแหล่งบ่มเพาะ BRN ที่เป็นหน้าที่ของหน่วยรบพิเศษก็ไม่ได้ผลมาตลอด 22 ปี ซึ่งต้องกลับไปคิดใหม่ว่าควรปรับเปลี่ยนหน่วยงานหรือนโยบายอย่างไร ไม่ใช่เดินหน้าทำไปเรื่อยๆ ทั้งที่รู้ว่าไม่ตอบโจทย์

มีความเห็นอย่างไร กับกระแสเรียกร้องให้ยุบ กอ.รมน.?

วันนี้รัฐบาลยังเห็นชอบให้มีอยู่ คงยังไม่ยุบในเร็วๆ นี้ครับ แต่ กอ.รมน. ต้องปรับปรุงครั้งใหญ่ กอ.รมน. เกิดในยุคสงครามเย็น แต่ตอนนี้ต้องปรับบทบาทให้เข้ากับยุคที่ 3 ของโลกปัจจุบัน ต้องเลิกไปแย่งงานกระทรวงอื่นทำ และต้องจัดการ "กำลังพลผี" ที่แฝงอยู่ให้ชัดเจน

ที่สำคัญ กอ.รมน. ควรหันไปเป็นเจ้าภาพรับมือ "ภัยคุกคามรูปแบบใหม่" ที่ยังไม่มีเจ้าภาพชัดเจน เช่น ปัญหาต่างชาติเข้ามาถือครองทรัพยากรและที่ดินผ่านนอมินี อย่างที่เกิดในภูเก็ต เกาะพะงัน หรืออำเภอปาย ที่คนอิสราเอลเข้ามาถือครองธุรกิจ รวมถึงกลุ่มจีนเทาและสแกมเมอร์ สิ่งเหล่านี้คือภัยที่ยึดครองเศรษฐกิจชาติ ซึ่ง กอ.รมน. ควรไปทำหน้าที่ตรงนี้ให้ชัดเจน

ควรยกเลิกกฎหมายพิเศษอย่าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือ กฎอัยการศึก หรือไม่?

กลุ่มสิทธิมนุษยชนและกลุ่มต่างๆ เรียกร้องให้เลิกใช้ "กฎหมาย 3 พี่น้อง" นี้ เพราะมองว่าลิดรอนสิทธิและเป็นเงื่อนไขสร้างปัญหา แต่ในข้อเท็จจริง หากจะยกเลิก รัฐต้องมี "กฎหมายแก้ปัญหาการก่อการร้าย" มาใช้ทดแทน เพราะกฎหมายปกติ (ป.วิอาญา) ใช้รับมือกับกระบวนการก่อการร้ายไม่ได้ สถานการณ์ภาคใต้มันเลยจุดของความไม่สงบไปเป็น "การก่อการร้าย" มาหลายปีแล้ว หากไม่มีกฎหมายพิเศษเป็นเครื่องมือ เจ้าหน้าที่จะติดตามจับกุมคนร้ายไม่ได้เลย และสถานการณ์จะรุนแรงกว่านี้

ในฐานะโฆษกกรรมาธิการทหารและความมั่นคงฯ มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลอย่างไร?

ผมเสนอมาตลอดว่า 1. ต้องทำยุทธศาสตร์ใหม่ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง 2. ต้องบรูณาการและมีระบบให้คุณให้โทษกับทุกหน่วยงาน 3. ห้ามมีความแตกแยกใน กอ.รมน. 4. งานการข่าวต้องโปร่งใส งบการข่าวต้องไปถึงคนทำงาน ที่สำคัญผมมองว่ายุทธศาสตร์ของ สมช. (สภาความมั่นคงแห่งชาติ) ผิดพลาดมาตลอด ผมเคยเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช. แต่สุดท้ายก็เอาทหารที่อกหักจากตำแหน่งมาเป็นอีก แทนที่จะเอา "ลูกหม้อ" ที่เข้าใจงานจริงๆ ขึ้นมา มันเลยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

สิ่งสำคัญคือ ให้ฝ่ายปกครอง (เช่น นายอำเภอ,ผู้ว่าราชการจังหวัด) เข้ามารับผิดชอบงานการข่าวและมวลชนอย่างเต็มตัว เพราะเข้าถึงประชาชนได้ ที่ผ่านมาหน่วยงานเหล่านี้ (ปกครอง) ลอยตัวเหนือปัญหา ไม่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น จึงต้องมีระบบให้คุณให้โทษกับทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่อย่างจริงจัง

สุดท้าย อยากสะท้อนอะไรถึงรัฐบาลเกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่?

ประชาชนจ่อมจมอยู่กับความทุกข์และสภาพที่มองไม่เห็นทางออกมานาน ล่าสุดเหตุการณ์วันที่ 22 สิงหาคม ที่มีการก่อเหตุถึง 51 จุด แม่ทัพภาคที่ 4 บอกว่ารู้ข่าวมา 2 เดือนแล้ว ผมถามกลับว่าถ้ารู้นานขนาดนั้นทำไมป้องกันไม่ได้? เมื่อเกิดเหตุแล้วก็จับใครไม่ได้อีก นี่คือความล้มเหลวที่ไม่มีใครออกมารับผิดชอบ การที่ ครม.สัญจร ลงพื้นที่และเสนอนโยบายต่างๆ ผมหวังว่ามันจะไม่เป็นแค่ "ยาหอม" เพื่อให้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์บ้าง แต่ต้องทำได้จริง เพื่อช่วยให้ประชาชนรอดพ้นจากความทุกข์ทรมานและพื้นที่ 3 จังหวัดไม่ถูกสาปให้หมดโอกาสพัฒนาไปมากกว่านี้ครับ