“จตุพร” กังขาไฟใต้ 22 ปี งบ 5.2 แสนล้าน จี้รัฐตอบ “เจรจากับใคร?”
เมื่อวันที่ 30 ส.ค.69 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวในรายการประเทศไทยต้องมาก่อน ว่า สถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีขบวนการบีอาร์เอ็นถูกสร้างให้เป็นศัตรูและคู่เจรจาสันติสุขมานานถึง 22 ปี แต่ไม่เคยได้ผลลัพธ์ความสงบสุข
“ผู้นำเจรจาหายหน้า พ้นหน้าที่ และชีวิตจากไปกันหลายคนแล้ว แต่สถานการณ์ยังไม่เคยสงบให้ประชาชนอยู่อย่างสันติสุข การเจรจาคนแล้วคนเล่า ที่ไม่สามารถชี้ได้ว่าใครเป็นแก่นแกน ซึ่งคณะเจรจาอาจรับรู้ แต่ทั้งหมดเป็นความลับของการเจรจาที่หาความสำเร็จเคยไม่เจอ”
อีกทั้งกล่าวว่า การมีองค์กรใด องค์กรหนึ่งมีศักยภาพในการก่อเหตุถึง 22 ปีในพื้นที่จำกัด และฝ่ายรัฐต้องใช้กำลังและงบประมาณเกินกว่า 5.2 แสนล้านบาท มีคนตายร่วม 7,000 ราย บาดเจ็บเป็นหมื่น แล้วเรายังมานั่งคิดอ่านกันว่า กำลังสู้รบอยู่กับใครและคู่เจรจากับเรา ถ้าเจรจาไม่เข้าหูกัน มันต้องหยุดการเจรจาเหมือนกัน หรืออำนาจต่อรองใดๆ สำหรับการเจรจา ซึ่งไม่มีผลลัพธ์ในลักษณะการเลี้ยงโรคที่ไม่รู้จักจบสิ้น
"ประชาชนทั่วไปอย่าว่าแต่คนระดับพลเอกเลย ย่อมมีสิทธิสงสัย เพราะการต้องมีกำลัง มีงบประมาณ มีอาวุธใช้การมาถึง 22 ปี มันต้องมโหฬารมาก ปัญหามีว่า เอางบประมาณมาจากไหน ไปฝึกกำลังเอาที่ไหนกับคนตั้ง 22 รุ่น โดยที่กองกำลังของรัฐไม่สามารถเข้าไปจัดการกันได้ ผมว่าทุกอย่างเต็มไปด้วยข้อสงสัยที่อยากได้ความกระจ่างแจ้ง”
นายจตุพร กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนตัวเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยให้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ จากเลขาธิการกองทัพบกมาเป็นแทนนายฉัตรชัย บางชวด ที่ถูกย้ายไปเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ สมช. ซึ่งมีบทบาทในการจัดการปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เช่นเดียวกับปัญหาไทย-กัมพูชา ร่วมทั้งเหตุการณ์อื่นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง แต่สิ่งที่คนไทยต้องการได้ยินในขณะนี้คือ เหตุการณ์ชายแดนภาคใต้จะจบลงเมื่อใด และปิดเกมกันได้หรือไม่ นั่นสะท้อนถึงคำถามประชาชนจึงจะไม่เกิดอีก
ถ้าสถานการณ์ 3 จชด.ใต้อยู่กับแบบนี้ ไม่ว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดขึ้นมาเป็นรัฐบาล ล้วนไม่เคยประสบความสำเร็จ ทำได้อย่างมากคือเทงบประมาณลงไปและคอยอธิบายเมื่อถูกต้องคำถามในที่ประชุมสภาว่า เหตุการณ์ในช่วงเดือนนี้เมื่อปีก่อนลดลงเท่าใด หมายความว่ามีความสุขกับตัวเลขสถิติ แต่ไม่ได้สร้างความสุขให้คน 3 จชด.ภาคใต้และคนไทยทั้งปวงอย่างแท้จริง
"การนำงบประาณจำนวนมากไปแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นงบตำน้ำพริกละลายทะเล ในการคิดกลับกัน ถ้าเงินจำนวนนี้ลงไปพัฒนาใน 3 จชด.ภาคใต้ เงินจำนวน 5.2 แสนล้านในช่วง 22 ปีจะพัฒนาให้เป็นเมืองมีศักยภาพอลังการงานสร้าง แต่ทุกอย่่างมันคือความว่างเปล่า"
อีกทั้งกล่าวว่า การก่อเหตุใน 3 จชด.ใต้ในวันนี้ เพียงชี้ให้เห็นว่า ไม่ประสงค์ต่อชีวิตประชาชน ระเบิดเวลาแค่กลเกมทั้งนั้น ถ้าเขาจะเอาจริงมันไม่จำเป็นหรอก เพราะหลายปฏิบัติการเหมือนตอนสังหารจ่าเพียร เอกสมญา ที่ถูกล็อกเป้าหมายเอาชีวิต เมื่อร้องขอรัฐบาลให้ย้ายออกจากพื้นที่ขอไปเกษียณราชการในปีสุดท้ายที่บ้านเกิดย่านตาขาว จังหวัดตรัง แต่รัฐบาลขณะนั้นใจดำ กระทั่งจบชีวิตลงพร้อมกับการได้ยศขึ้นเป็นพลตำรวจเอก แต่คนเป็นรัฐบาลขณะนั้นไม่แสดงความรับผิดชอบชั่วดี จนถูกตำหนิรัฐบาลขณะนั้น
อีกอย่างการแก้ปัญหา 3 จชด.ภาคใต้ในช่วง 22 ปีมานั้น แต่ละรัฐบาลในหลายรัฐบาลเป็นพวกเก่งหลังเหตุการณ์ทั้งนั้น แม้ถูกกระทู้ถามในสภา แต่กลับว่างเปล่า เพราะสิ่งที่พูดไม่ได้ทำ สิ่งที่ทำก็ไม่ได้พูด และทุกคนมีความสุขกับเหตุการณ์ความไม่สงบนั้นอยู่
"ตลอดเวลา 22 ปีผ่านมานั้น ล้วนมีคำถามว่า คุณเจรจาสันติสุขกับใคร และผู้ก่อความไม่สงบเอาอาวุธมาไหนตลอด 22 ปี มันต้องใช้เงินมหาศาลนะ ขณะเดียวกันต้องใช้กำลังในการจะปลุกคนให้เกิดความหลงเชื่อให้ไปพลีชีพกันได้มากมาย”
นายจตุพร ย้ำว่า ขณะนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์ใน 3 จชด.ภาคใต้นั้น กลุ่มก่อเหตุต้องการชี้ให้เห็นว่า ความเป็นรัฐไม่สามารถควบคุมได้แล้ว เขาต้องการนำไปสู่คำว่า รัฐล้มเหลว และความจริงนั้น ถ้าเขาไม่จำกัดวงในพื้นที่ 3 จชด.ใต้ แล้วขยายปฏิบัติการณ์นอกพื้นที่ รัฐก็ไม่สามารถป้องกันอะไรได้ เพราะการข่าวล้าช้า หละหลวม จนคนย้ายออกจากพื้นที่จำนวนมาก
สิ่งสำคัญพื้นที่ 3 จชด.ใต้ ได้เสียโอกาสการพัฒนาไปมาก แทนที่จะเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรม และมีผลผลิตด้านต่างๆ มากมาย แต่ถูกกลบด้วยความไม่สงบ ซึ่งเต็มไปด้วยความน่าสงสัยว่า ตลอดเวลาผ่านมา 22 ปีนั้น รัฐเอาจริงกันหรือเปล่า เพราะพื้นที่ความไม่สงบอันจำกัดกับงบประมาณ 5.2 แสนล้านสามารถตรวจตรากันได้หมดอยู่แล้ว
อีกทั้งเชื่อว่า คนไทยต้องการคำตอบว่า ครั้งนี้ที่เปลี่ยนเลขาฯ สมช.คนใหม่นั้น ท่านจะได้ใช้ความรู้ความสามารถในการปิดเกมตามแนวทางและหลักการสันติสุข ซึ่งเคยทำได้ในช่วงใช้นโยบายใต้ร่มเย็นมาแล้ว
"แต่เราสงสัยว่า ในยุคนี้ มีขบวนการบีอาร์เอ็น เขาเอากำลังมาจากไหน และเจรจามา 22 ปีนั้นเจรจากับเสาไฟหรืออย่างไร เพราะไม่มีผลลัพธ์ในการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น"
นายจตุพร หวังว่า เลขาธิการกองทัพบก ที่ไปเป็นเลขาธิการ สมช. และรองนายกฯ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รับผิดชอบในส่วนรัฐบาล จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างยุติ พร้อมย้ำถึงการให้มีรัฐมนตรีเฉพาะไปเฝ้าระวังใน 3 จชด.ภาคใต้ และสร้างดรีมทีมลงไปปฎิบัติการใน 3 จชด.ภาคใต้ทุกมิติ
"โดยภารกิจแล้ว ต้องไม่ใช้เพื่อการฆ่าให้จบ แต่เป็นภารกิจเพื่อแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้ตรงจุด ป้องกันปราบปราม สร้างเสริมสันติสุขให้ปรากฎ แล้วเอาจริง และอาจโยกย้ายกันขนานใหญ่ เอาคนดีมีฝีมือลงไป ทุ่มเททุ่มใจเพื่อชาติกันสักรอบ เพราะ 3 จชด.ใต้ไม่ใช่แค่งานความมั่นคง แต่เกี่ยวข้องกับทุกฝ่าย ทุกกระทรวง ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม"