“บวรศักดิ์”ชำแหละ 3 ทศวรรษองค์กรอิสระ จี้ปลดล็อก กกต. พ้นงานจัดเลือกตั้ง พร้อมเปิดทางกลุ่มการเมืองทางเลือก
วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 09.40 น.ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้าต่อมาเวลา 09.40 น.ได้จัดเสวนา เสวนาหัวข้อ “ถอดบทเรียน 30 ปี องค์กรอิสระ” โดยมี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกฯ อดีตสภาร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นายวิชา มหาคุณ อดีตคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบแห่งชาติ หรือป.ป.ช. และนายวัส ติงสมิตร อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โดยมีนายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้ดำเนินรายการ
โดยนายบวรศักดิ์ กล่าวเสวนาพิเศษชำแหละโครงสร้างทางการเมืองไทยและองค์กรอิสระ ว่า ตนเองปฏิเสธการขึ้นเวทีสาธารณะมาตลอดหลังอายุครบ 60 ปี เพราะตั้งใจวางมือทางการเมืองและไม่ต้องการแสงใดๆ อีก แต่ครั้งนี้ตัดสินใจมาร่วมงานเนื่องจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 เป็นผู้โทรศัพท์มาเชิญชวนด้วยตนเอง และจัดงานร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า จึงยอม "แหวกม่านประเพณี" ออกมาถ่ายทอดมุมมองทางวิชาการ
นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องความจริงจังในการปราบปรามการทุจริต แม้ไทยจะพยายามเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งมีมาตรฐานต้องตรวจประเมินถึง 25 กลุ่ม และต้องปรับปรุงกฎหมายกว่า 70,000 เรื่อง แต่นักการเมืองและผู้มีอำนาจกลับมองว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน โดยในการเสวนาครั้งนี้ ได้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ที่มา ผลงาน และทางออกขององค์กรอิสระ โดยเน้นย้ำไปที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
นายบวรศักดิ์ เล่าถึงเบื้องหลังการจัดตั้งองค์กรอิสระในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ว่า เกิดขึ้นจากผลงานวิจัย 15 เรื่อง สมัย ศ.นพ.ประเวศ วะสี ซึ่งวิเคราะห์พบว่าการเมืองไทยก่อนปี 2540 เป็นการแย่งชิงอำนาจ และมีปัญหาซื้อเสียงรุนแรง ตั้งแต่การแจกรองเท้าแตะไปจนถึงแจกปลาทู ขณะเดียวกันการจัดเลือกตั้งเดิมอยู่ในอำนาจกระทรวงมหาดไทย ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอช่วยฝ่ายรัฐบาลได้ง่าย จึงเป็นที่มาของการโอนอำนาจจัดเลือกตั้งมาไว้ที่ กกต. เพื่อความเป็นอิสระ และย้าย ป.ป.ป. ออกจากสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีเปลี่ยนเป็น ป.ป.ช. โดยในรัฐธรรมนูญปี 2540 ให้ กกต. มี 5 คน ควบ 3 อำนาจ คือ 1.อำนาจออกกฎเกณฑ์ 2.อำนาจจัดเลือกตั้ง และ3อำนาจไต่สวนและแจกใบเหลือง-ใบแดง 1 ปี อย่างไรก็ตาม ในรัฐธรรมนูญปี 2550 และ 2560 อำนาจของ กกต. ถูกปรับเปลี่ยน โดยปี 2550 ถูกลดอำนาจแจกใบแดงหลังประกาศผลให้ไปอยู่ที่ศาล ส่วนปี 2560 เพิ่ม กกต. เป็น 7 คน ขยายเวลาประกาศผลเป็น 60 วัน และเพิ่มมาตรการ "ใบส้ม" รวมถึง "ใบดำ" (ตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต ตาม ม.235)

อดีตประธาน กมธ.ยกร่างฯ กล่าวต่อว่า หากพิเคราะห์ผลงาน กกต. ตลอด 29 ปีที่ผ่านมา (รวม 6 ชุด) จะพบความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ชุดที่ 1 (ปี 2540):ได้รับความไว้วางใจสูงมาก ได้ชื่อว่า "กกต. ชุดปราบโกง" มีการแจกใบเหลืองเลือกตั้ง สว. ถึง 5 ครั้ง เพื่อให้ได้สภาที่สะอาด ชุดที่ 2 (ปี 2544) เริ่มมีการแทรกแซงทางการเมือง จนนำไปสู่คดีประวัติศาสตร์ ศาลฎีกาจำคุก กกต. 2 ปี (คำพิพากษาฎีกาที่ 1464/2549) จากกรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เร่งรัดเอาผิดพรรคเล็ก แต่ละเว้นการตรวจสอบพรรคใหญ่ และชุดต่อๆ มา เกิดปัญหาการจัดเลือกตั้งจนศาลสั่งให้เป็นโมฆะ (ปี 2557) และคดีพิพาทเรื่องระบบคำนวณสัดส่วนปาร์ตี้ลิสต์ บัตรเขย่ง รวมถึงการแจกใบส้มเชียงใหม่ที่ศาลฎีกายกฟ้องในเวลาต่อมา
"งานวิจัย 22 ปีของสถาบันพระปกเกล้าร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ชัดว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรอิสระ โดยเฉพาะ กกต. ต่ำลงเรื่อยๆ เพราะประชาชนคาดหวังสูง แต่ผลงานที่ออกมาสวนทางกัน" ศ.ดร.บวรศักดิ์ กล่าว

นายบวรศักดิ์ ยังเน้นย้ำว่า ไม่ชอบใช้คำว่า "ปฏิรูป" เพราะบาลีแปลว่าของปลอม แต่ขอใช้คำว่า "อภิวัฒน์" (การพัฒนาไปสู่ทางที่ดีขึ้น) ตามแนวคิดของ ดร.ปรีดี พนมยงค์ โดยเสนอทางออก 5ประการ 1.สปีดจัดตั้งรัฐบาล ลดช่องว่างซื้อเสียง หากยุบสภา ต้องจัดเลือกตั้งภายใน 30 วัน (ต่างประเทศใช้เพียง 20-40 วัน) เพื่อไม่ให้มีเวลาซื้อเสียง ประกาศผลและรับรอง ส.ส. ภายใน 30 วัน เรียกประชุมสภาใน 10 วัน และเลือกนายกรัฐมนตรีให้เสร็จภายใน 30 วัน เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ "รัฐบาลเป็ดง่อย" นาน 4–5 เดือน 2.ผ่าตัดใหญ่ กกต. ตัดอำนาจจัดเลือกตั้ง ให้ กกต. เหลือเพียง 2 อำนาจ คือ ออกกฎเกณฑ์ และ ไต่สวนจับคนผิด 3.โอนอำนาจบริหารจัดการเลือกตั้งไปให้ "คณะกรรมการปลัดกระทรวง" (มหาดไทย, กลาโหม,ศึกษาธิการ, สาธารณสุข ฯลฯ) เป็นผู้จัด เพื่อป้องกันไม่ให้ กกต. สับสนในบทบาทที่ต้องฟ้องเจ้าหน้าที่ของตนเอง
นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อ่วา 4.อภิวัฒน์การสรรหาและเปิดเผยกระบวนการ ปรับโครงสร้างกรรมการสรรหามาจาก ศาลฎีกา (2), ศาลปกครองสูงสุด (2), ฝ่ายรัฐบาล (2), ฝ่ายค้าน (2) และประธานองค์กรอิสระ (1) การโหวตรับรองในรัฐสภา ให้แยกนับคะแนนเป็น 3 กลุ่ม (ส.ส.รัฐบาล, ส.ส.ฝ่ายค้าน, ส.ว.) ผู้ชนะต้องได้คะแนน 2 ใน 3 กลุ่ม ยกเลิกการประชุมลับในการตรวจสอบประวัติองค์กรอิสระ โดยให้ไต่สวนเปิดเผยต่อสาธารณะแบบสหรัฐอเมริกา และนำระบบถอดถอนโดยประชาชนกลับมาใช้ และ5. เปิดทาง "กลุ่มการเมือง" แก้กฎหมายอนุญาตให้ตั้ง "กลุ่มการเมือง" ลงสนามเลือกตั้งได้ตามโมเดลประเทศสแกนดิเนเวียและฝรั่งเศส โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขสมาชิก 5,000 คน หรือสาขาพรรคที่ยุ่งยาก เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่หรือผู้มีอุดมการณ์ร่วมกันส่งผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์และเขตได้ โดยไม่ต้องฝืนใจไปสังกัดพรรคการเมืองใหญ่
ทั้งนี้นายกระสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้ดำเนินรายการ ได้ตั้งโจทย์ทิ้งทายไว้ว่า ข้อเสนอทั้งหมดของ ศ.ดร.บวรศักดิ์ เป็นเรื่องใหญ่และจำเป็น แต่ประเด็นสำคัญคือ จะเริ่มทลายกำแพงเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ในเมื่อกลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบันเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากระบบนี้ ก่อนจะส่งไม้ต่อให้ อาจารย์วิชา มหาคุณ ร่วมสะท้อนมุมมองต่อ