กมธ.ความมั่นคงฯ จี้แก้ข่าวกรองล้มเหลวปมชายแดนใต้ ย้ำไม่ใช้ความรุนแรง เดินหน้าเจรจาสันติสุข
กมธ.ความมั่นคงฯ จี้แก้ข่าวกรองล้มเหลวปมใต้ ปัดใช้ความรุนแรง เน้นเจรจาสันติสุข
วันที่ 27 ส.ค. ที่อาคารรัฐสภา นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการ ร่วมกันแถลงข่าวผลการประชุมนัดที่ 4 เพื่อติดตามสถานการณ์และการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนายมณเฑียรระบุว่าการประชุมครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ที่เป็นประวัติศาสตร์ เนื่องจากมี ส.ส.จากพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมมือกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดยไม่มีการแบ่งฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล
สำหรับการประชุมในวันนี้ คณะกรรมาธิการได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลทั้งหมด 6 หน่วยงาน แต่มีหน่วยงานที่ติดภารกิจไม่สามารถเข้าร่วมได้คือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ส่วนอีก 5 หน่วยงานที่เข้าร่วมประกอบด้วย สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), กอ.รมน.ภาค 4, กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9, ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โดยประเด็นสำคัญที่คณะกรรมาธิการตั้งคำถามคือประสิทธิภาพของงานข่าวกรองที่ปล่อยให้เหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นกระจายตัวเป็นร้อยจุดต่อเนื่องกันถึง 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 22-24 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าผิดสังเกตอย่างยิ่ง
นายมณเฑียร ระบุว่า ตัวเลขจุดเกิดเหตุที่แต่ละหน่วยงานแจ้งต่อประชาชนไม่ตรงกัน โดย กอ.รมน. ระบุว่ามีเหตุเกิดขึ้น 54 แห่ง สำนักข่าวกรองแห่งชาติระบุ 76 แห่ง ขณะที่ตำรวจภูธรภาค 9 ระบุว่ามีถึง 100 แห่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ยังพบข้อมูลว่าตลอด 22 ปีที่เกิดเหตุการณ์มา ไม่เคยมีการเชิญ ส.ส. ในพื้นที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลหรือร่วมประชุมด้านความมั่นคงเลย ทั้งที่เป็นผู้ที่รู้จักพื้นที่และเข้าถึงประชาชนได้ดีที่สุด จนทำให้งานข่าวกรองขาดความร่วมมือจากภาคประชาชน
ในด้านงบประมาณ คณะกรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตว่าตลอด 22 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 520,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 30,000 ล้านบาท แต่สถานการณ์กลับยังไม่จบสิ้น ซึ่งคณะกรรมาธิการเห็นตรงกันว่าการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกันไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน แต่ควรเน้นการเจรจาพูดคุยเพื่อหาทางออก โดยเฉพาะปัจจุบันที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงมาดูแลปัญหาด้วยตนเอง พร้อมประสานความร่วมมือกับประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียเพื่อร่วมกันยุติปัญหา
"ในเรื่องการให้ข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ข่าวกรองนั้นใช้ไม่ได้ เพราะพี่น้องประชาชนไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งคนที่เป็นผู้แทนราษฎรก็คือตัวแทนพี่น้องประชาชน เขาเกิดที่นั่น โตที่นั่น ทำไมเขาจะไม่รู้เรื่อง แต่กลับไม่เคยมีการเชิญเขาไปให้ข้อมูลเลย เราจึงต้องมาทบทวนว่าการทำงานมา 22 ปีที่ใช้งบประมาณไป 520,000 ล้านบาทนั้นมันล้มเหลว ถ้าเรามาฆ่าฟันกันไม่มีวันจบ แต่ถ้ามาพูดจาเจรจา ทุกเรื่องสามารถจบได้" นายมณเฑียร กล่าว
ขณะที่ นายณัฎฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.จังหวัดสงขลา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2569 และ 2570 ไม่ได้มีการตัดลดงบประมาณด้านข่าวกรอง แต่ผลการทำงานกลับล้มเหลวอย่างชัดเจน ส่วนกรณีความคืบหน้าการตรวจสอบเหตุการณ์ที่มีกระแสข่าวเรื่องเฮลิคอปเตอร์ยิงลงมาจากฟ้าในช่วงเกิดเหตุนั้น จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบหลักฐานเป็นหัวกระสุน 1 นัด ติดอยู่ในรถจักรยานยนต์ของผู้บาดเจ็บ ซึ่งเป็นกระสุนที่ใช้กับปืน M16 หรือ HK ได้ โดยได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้กระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบวิถีกระสุนและที่มาของปืนให้ชัดเจนภายใน 3 วัน
สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ มีรายงานผู้บาดเจ็บ 2 ราย ซึ่งเกิดจากอาการตระหนกตกใจ ไม่ได้เกิดจากการถูกทำร้ายโดยตรงจากผู้ก่อเหตุ และมีผู้ต้องสงสัยถูกควบคุมตัวมาสอบปากคำแล้ว 2 ราย ส่วนความเสียหายด้านทรัพย์สินของประชาชนและทางราชการประเมินเบื้องต้นกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการเยียวยาตามกฎเกณฑ์อย่างรวดเร็ว ส่วนสถานการณ์ในพื้นที่รอยต่ออำเภอเทพาและอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา พบเพียงการพ่นสีสเปรย์เชิงสัญลักษณ์และการเผายางรถยนต์เท่านั้น
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ เตรียมที่จะลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในเร็วๆ นี้ เพื่อติดตามสถานการณ์จริงและประเมินมาตรการป้องกันในพื้นที่ให้ชัดเจนอีกครั้ง เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงเพิ่มเติมและผลักดันให้เกิดสันติสุขอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
#กมธความมั่นคง #ข่าวกรอง #ชายแดนใต้ #ความมั่นคง #สันติสุข #เจรจาสันติสุข #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline