“กลุ่มทับลาน 43” จี้รัฐยึดแนวเขตปี 43 ปมที่ดินทับซ้อน กระทบ 4.6 หมื่นราย
วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน พร้อมด้วย นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล โฆษกคณะกรรมาธิการ และนายวีระ รัตนอักษรกุล เลขาธิการกลุ่มทับลาน 43 ร่วมกันแถลงผลการประชุมกรณีปัญหาที่ดินทับซ้อนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ภายหลังเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงเพื่อหาทางออกให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบมายาวนาน
นายวีระ รัตนอักษรกุล เลขาธิการกลุ่มทับลาน 43 เปิดเผยว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากความผิดพลาดของรัฐ 100% ในการขีดเส้นแนวเขตอุทยานฯ เมื่อปี 2524 ทับซ้อนที่ดินทำกิน ชุมชน และสถานที่สำคัญของชาวบ้าน ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนว่าอยู่มาก่อนการประกาศเขตอุทยานฯ เช่น วัดที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2489 รวมถึงโรงเรียนและชุมชนเมืองที่มีความเจริญแล้ว ไม่ใช่สภาพป่าอนุรักษ์ตามที่กล่าวอ้าง

โดยที่ผ่านมามีความพยายามแก้ไขปัญหาผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 และการจัดทำ One Map ที่ให้ใช้แนวเขตการสำรวจร่วมกันในปี 2543 หรือ "เส้น 43" เป็นเกณฑ์ แต่คณะกรรมการในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับไม่ยอมรับเส้นดังกล่าว และยังคงยึดแนวเขตปี 2524 ที่ผิดพลาด ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในอดีตได้ยอมรับต่อกรรมาธิการว่าเป็นการขีดเส้นบนโต๊ะทำงานโดยไม่ได้ลงพื้นที่สำรวจจริง
ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 46,000 ราย ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ปราจีนบุรี และบางส่วนของสระแก้ว ทำให้ขาดความมั่นคงในชีวิต ไม่สามารถทำนิติกรรมหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นได้ แม้แต่กิ่งไม้กิ่งเดียวก็ไม่สามารถแตะต้องได้เนื่องจากติดข้อกฎหมายอุทยานฯ ที่รุนแรง ทั้งที่ชาวบ้านเหล่านี้คือผู้ที่ช่วยกันปลูกและรักษาป่ามาโดยตลอด
"คุณไปขีดทับหลักฐานที่ดินเขา ขีดทับบ้าน ขีดทับโรงเรียน ขีดทับวัด มันไม่ใช่ป่า การประกาศทับปี 24 ทั้งที่ไม่ได้ลงพื้นที่จริงคือความผิดพลาดของรัฐ 100% วันนี้ชาวบ้าน 46,000 รายต้องเดือดร้อนขาดความมั่นคงในชีวิต เราจึงขอเรียกร้องเอาแนวเขตปี 43 ที่ทุกคนมีส่วนร่วมกลับคืนมา" นายวีระ กล่าว
ด้านนายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล โฆษกคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ปัญหานี้มีอุปสรรคสำคัญอยู่ที่ระดับนโยบาย เนื่องจากมติของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติที่ดำเนินการเพิกถอนที่ดินนั้น สวนทางกับแนวทางที่วางไว้แต่ต้น โดยเฉพาะมติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เมื่อปี 2566 และมติ ครม. ที่ยืนยันให้เพิกถอนพื้นที่ทับซ้อนจำนวน 260,000 ไร่ เพื่อคืนสิทธิให้ชาวบ้าน แต่เมื่อเรื่องมาถึงกรมอุทยานฯ กลับไม่มีการดำเนินการแก้ไขกฎหมายหรือออกพระราชกฤษฎีกาตามมติ คทช. อย่างที่ควรจะเป็น
นอกจากนี้ ทางกรมอุทยานฯ ยังได้ยอมรับต่อที่ประชุมว่ามีการดำเนินคดีผิดตัวกับประชาชนจำนวน 23 ราย และรับปากว่าจะดำเนินการเยียวยา แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติว่าจะเยียวยาในรูปแบบใด ไม่ว่าจะเป็นการชดเชยด้วยเงินหรือการจัดหาที่ดินใหม่ ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้จำเป็นต้องอาศัยการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เด็ดขาดจากฝ่ายบริหารเพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ

นายเลาฟั้ง ย้ำว่า มติคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติสวนทางกับมติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติและมติ ครม. ที่ให้เพิกถอนพื้นที่ทับซ้อน 260,000 ไร่ ปัญหานี้ต้องอาศัยการตัดสินใจในระดับนโยบาย เพราะแม้แต่การเยียวยาคนที่ถูกดำเนินคดีผิดตัว 23 ราย กรมอุทยานฯ ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะทำอย่างไร
ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ แสดงความผิดหวังต่อกรณีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องนโยบายที่ดิน ไม่มาเข้าร่วมประชุมตามที่ได้ให้สัจจะไว้ รวมถึงคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในบอร์ดอุทยานฯ ที่ไม่เดินทางมาโดยพร้อมเพรียงกัน ทำให้ไม่สามารถพิจารณาหาข้อยุติในเชิงนโยบายได้
นายรังสิมันต์ ระบุว่า การสรุปว่าชาวบ้านเป็นผู้บุกรุกป่านั้นเป็นการสรุปที่เร็วเกินไป เพราะที่ผ่านมาภาครัฐเคยใช้งบประมาณนับพันล้านบาทเพื่อสำรวจแนวเขตปี 2543 จนชาวบ้านยอมรับและถอยออกจากเขตป่าจริงมาแล้ว แต่วันนี้มติบอร์ดอุทยานฯ กลับดูเหมือนจะใหญ่กว่ามติ ครม. และรัฐบาลพยายามใช้นโยบายแบบ "คนละครึ่ง" คือแก้ปัญหาบางส่วนและคงพื้นที่ทับซ้อนไว้บางส่วนโดยไม่มีฐานความคิดรองรับ ซึ่งเป็นการเดิมพันด้วยชีวิตของคนหลายครอบครัวที่รอคอยความยุติธรรมมาเกือบ 50 ปี
หลังจากนี้กรรมาธิการฯ มีแผนจะเดินทางไปพบรัฐมนตรีที่กระทรวงทรัพยากรฯ โดยตรงเพื่อทวงถามความคืบหน้า เพราะปัญหาที่สะสมมานานไม่ควรต้องรอต่อไปอีก 10-30 ปี และขอยืนยันว่าการเพิกถอนพื้นที่ชุมชนออกจากเขตอุทยานฯ ไม่ได้ทำให้ป่าทับลานหายไป แต่เป็นการรักษาป่าที่แท้จริงควบคู่ไปกับการให้ประชาชนมีที่ดินทำกินอย่างถูกต้อง
นายรังสิมันต์ ตั้งคำถามว่า เรากำลังทำอะไรกัน มติของบอร์ดอุทยานกลับใหญ่กว่ามติของ ครม. เรากำลังเดิมพันด้วยชีวิตคน น่าผิดหวังที่ท่านสุชาติ ชมกลิ่น ไม่รักษาสัจจะในการที่จะมาประชุมร่วมกัน ปัญหาที่หมักหมมมาเกือบ 50 ปีนี้จะให้ชาวบ้านรอไปถึงเมื่อไร ในเมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าประชาชนอยู่มาก่อนการประกาศเขตอุทยาน