นักเคลื่อนไหวยกเคส 'ทานตะวัน' เหยื่อแว่นตาล้าหลัง วิเคราะห์ผิด โดดเดี่ยวทางคดี
ศาลสั่งเพิกถอนประกันตัว “ทานตะวัน”คดี ม.112 เข้าร่วมกิจกรรมที่ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ทั้งที่หลีกเลี่ยงได้ จนท.ราชทัณฑ์ นำตัวเข้าเรือนจำทันที
ล่าสุด พิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่มประชาชนคนไทย โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว Pichit Chaimongkol ระบุว่า...
ร่วมหมู่ แบบโดดเดี่ยว
ผมว่า ฝ่ายก้าวหน้า ที่ท่องคำภีร์ปฏิวัติ น่าจะสรุปบทเรียนการต่อสู้แบบ อุดมการณ์ร่วม รับผิดชอบแยกได้แล้วนะ
มันเกิดมาหลายกรณีละ ประเภทเราสู้เพื่ออุดมการณ์เดียวกัน(จริงหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง) แต่การรับผิดชอบผลจากอุดมการณ์มันถูกแยกส่วนรับผิดชอบ หรือรับปิดชอบตัวเอง
คุณสร้าง อุดมคติ ให้คนรุ่นใหม่ ปฏิวัติสังคม แล้วรู้สึกภาคภูมิใจว่า หว่านเมล็ดพืชแห่งการปฏิวัติลงดิน รอการเติบโต เป็นต้นกล้าแห่งการเปลี่ยนแปลง
เมื่อต้นกล้าชูช่อ เสียงปรบมือโห่ร้องแห่งการปฏิวัติเสียงดังมากขึ้น
สุดท้ายต้นกล้าเหล่านั้น โดดเดี่ยวเมื่อโดนคดี
ใครรับผิดชอบอะไรได้บ้าง นอกจากให้กำลังใจ
การติดคคี มาจากการบ่มเพาะการปฏิวัติสังคม
และคนยุยงการปฏิวัติสังคม(ด้วยวิธีแบบเก่านั้น) ส่วนใหญ่หนีคดี เอาตัวรอดไปต่างประเทศ เหลือนักปฏิบัติการทางความคิดที่ติดคุก ติดคดีในไทย
แน่นอน สังคมต้องมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็นำมาสู่การวิเคราะห์โครงสร้างทางสังคมที่เป็นจริง สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยและยุคสมัย
ผมว่า วิธีวิเคราะห์โครงสร้างสังคมของบางส่วนของฝ่ายที่อ้างตัวเองก้าวหน้านั้น ล้าหลังเกินไป คุณกำลังเอาแว่นประวัติศาสตร์ที่เก่ากึก มาสวมตามองสังคมไทยแบบปัจจุบัน
ไอ้แว่นทฤษฎี นั่นละ กำลังคลอบงำวิธีคิดของคนรุ่นใหม่ ให้สู้แบบไร้การกำหนดยุทธวิธีที่สอดคล้องกับปัจจุบัน ยุทธวิธีไม่ใช่วิธีการนะคิดดีๆ
เผลอๆมันผิดตั้งแต่การกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศของการปฏิวัตรนั่นแล้ว
อันนี้ไม่ใช่การสมยอมให้กับความอยุติธรรม แต่กำลังถามว่า วิธีการเดิมๆ มันล้าหลัง แว่นตาเดิมๆควรถูกเช็ดถู
คนที่ล้าหลังไม่ใช่อำนาจรัฐ แต่กลับเป็นฝ่ายปฏิวัติเสียเอง
เด็กชื่อ ทานตะวัน และคนอื่นๆ จึงเป็นเหยื่อของแว่นตา อันล้าหลังนี้ คือร่วมหมู่ทางการวิเคราะห์สังคมที่ผิด แล้วถูกโดดเดี่ยวทางคดี
สุดท้ายใครบอกได้เหรอว่านี่คือชัยชนะของการเปลี่ยนแปลง มันคือการถูกโดดเดี่ยวต่างหาก