“วรวุฒิ” ฟังธงเศรษฐกิจปี 2566 ฉลุย เตือนยังต้องติดตามภาวะสงครามอย่างใกล้ชิด กระทบต้นทุนพลังงาน ค่าครองชีพ

การเมือง29 ธ.ค. 2565 • 16:19 น.
“วรวุฒิ” ฟังธงเศรษฐกิจปี 2566 ฉลุย เตือนยังต้องติดตามภาวะสงครามอย่างใกล้ชิด กระทบต้นทุนพลังงาน ค่าครองชีพ

“วรวุฒิ” ฟังธงเศรษฐกิจปี 2566 ฉลุย เตือนยังต้องติดตามภาวะสงครามอย่างใกล้ชิด กระทบต้นทุนพลังงาน ค่าครองชีพ เชื่อ "นักท่องเที่ยว" แห่เข้าไทยทะลุ 25 ล้านคน กระตุ้น จีดีพี กระเตื้อง

วันที่ 29 ธ.ค.65 นายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า อดีตประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2566 ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจจะดีขึ้นกว่า 2 ปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ยังต้องติดตามอย่างต่อเนื่องคือภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงาน ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าในภาคเอกชนทั้งหมด นอกจากนี้ ยังส่งผลไปถึงการปรับขึ้นค่าไฟไฟฟ้าในไทยอีก 30% ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างหนัก

นอกจากนี้ นายวรวุฒิ ยังมองว่า กิจกรรมทางการเมืองผ่านการเลือกตั้งรอบใหม่ พรรคการเมืองส่วนใหญ่ต่างอัดแคมเปญหาเสียงต่าง ๆ และหนึ่งในนั้นคือ นโยบายการปรับค่าแรงขั้น ซึ่งมีการระบุตัวเลขออกมาแล้วว่า  600 บาท มองในมุมของนักธุรกิจ หมายความว่าในอีก 5 ปี จะมีการปรับขึ้นค่าแรงเฉลี่ย 12% ติดต่อกันทุกปี โดยส่วนตัวไม่ปฏิเสธเรื่องการปรับขึ้นค่าแรงรายวันที่ส่งผลไปถึงค่าจ้างระดับปริญญาตรี ซึ่งไม่ได้สูงมากนักในปัจจุบัน ควรจะได้ปรับเพิ่มขึ้นด้วย แต่ในขณะนี้ไม่เหมาะที่จะปรับขึ้นรวดเดียว เพราะเมื่อมีข่าวออกมา ในทางธุรกิจ ก็ต้องมีการปรับราคาสินค้า ซึ่งเป็นต้นทุนเพิ่มเผื่อไว้สำหรับค่าแรงที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ยังอาจกระทบเงินลงทุนจากต่างชาติที่จะหยุดรอดูท่าทีก่อน ด้วยต่างต้องคำนวนต้นทุนการผลิตล่วงหน้า โดยเฉพาะค่าแรงงานท้องถิ่นรวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ ประกอบกันอีก และที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ธุรกิจรายย่อย เอสเอ็มอี ส่วนบริษัทใหญ่ ๆ ค่าแรงสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยมีปัญหา 

อย่างไรก็ตามม นายวรวุฒิ กล่าวว่าในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ เพราะประเทศไทยโชคดีจากการฟื้นตัวจากเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและทำได้ค่อนข้างดี เห็นได้จากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางกลับมายังไทย และคาดว่าจะแตะ 11 ล้านคนได้ในช่วงสิ้นปี 2565 และในสมัยรัฐบาลหน้าไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศ ก็ต้องใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าไปต่ออย่างยั่งยืน ทั้งนี้คาดว่า ในปี 2566 นี้คาดจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 25 ล้านคน ซึ่งยังไม่รวมนักท่องเที่ยวคนไทย อีกจำนวนหนึ่ง ที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นความคึกคักของเศรษฐกิจด้วย 

“ไทยยังเนื้อหอมด้านการท่องเที่ยวอยู่มาก  ดูจากสายการบินต่างๆวางให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางของต่างชาติ ที่เมื่อพวกเขากลับไปยังประเทศแล้วจะเกิดอาการ Blue Bangkok ติดไข้กรุงเทพ คิดถึงเมืองไทย ซึ่งในฐานะพวกเราคนไทยควรใช้เสน่ห์ที่เป็นจุดขายเหล่านี้ สร้างโอกาสใหม่ๆทางเศรษฐกิจจากการติดไข้แบงค็อก”  เพื่อฟื้นตัวอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มาขับเคลื่อนจีดีพีของไทยได้เร็วที่สุด จากการบริโภคของนักท่องเที่ยวในไทยสร้างการหมุนเวียนของธุรกิจ บริการ ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว” รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าว 
 
นายวรวุฒิ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีสัญญาณบวกด้านการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวของไทย แต่อาจยังต้องระมัดระวังด้านต้นทุนสินค้าบริการ ที่จะปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจัยเชิงลบทางเศรษฐกิจ ทั้งค่าพลังงานน้ำมัน ค่าไฟฟ้า รวมถึงค่าแรงขั้นต่ำที่อาจปรับขึ้น ที่ในขณะนี้ยังต้องพิจารณารอบด้านช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ช่วงที่ รัฐบาลไทยในยุคนั้นได้ประกาศนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นเป็น 300 บาท ส่งผลให้ทุนต่างชาติขยับฐานการผลิตไปยังเวียดนามเพื่อลดต้นทุนด้านแรงงาน ทำให้ให้เวียดนาม มี Korea Town, Japan Town ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา สะท้อนการดึงดูดการลงทุนชาวต่างชาติของเวียดนามได้อย่างดี จากค่าแรงที่ต่ำกว่า และคุณภาพการผลิตที่เทียบเท่ากับไทย  

ขณะที่ค่าเฉลี่ยอายุแรงงานเวียดนามอยู่ในวัย 30 ต้น ๆ และมีค่านิยมทำงานมากกว่าหนึ่งแห่งขึ้นไป นอกเหนือจากงานประจำเลิก 5 โมงเย็น เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลเวียดนามที่กระตุ้นให้คนในประเทศอยู่นอกบ้านเป็นเวลานานมากขึ้น เพื่อกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจ จูงใจให้นักลงทุนต่างชาติกลับไปอีก  

“สิ่งที่แตกต่างกับไทยคือ ค่าแรงขั้นต่ำเวียดนามอยู่ราว ๆ 234 บาท ส่วนของไทยตอนนี้อยู่ที่ 340 บาท ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าอัตราค่าแรงของไทยในตอนนี้ไม่สอดคล้องกับเงินเฟ้อ ซึ่งรัฐบาล ควรออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน  เช่น ตั๋วเดือนรถเมล์ คูปองสาธารณูปโภคด้านต่างๆ ฯลฯ ก่อนตัดสินใจใช้นโยบายการขึ้นค่าแรงที่ยังไม่สอดคล้องกับแผนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ ซึ่งควรไปเน้นการเติบโตของจีดีพีดีกว่า ขณะเดียวกันรัฐบาลควรเร่งให้ความสำคัญด้านการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานคนไทย เพื่อรับมือกับอนาคตข้างหน้าที่จะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากขึ้น ซึ่งการใช้ทักษะแรงงานแบบเดิมทำซ้ำๆ อาจไม่เพียงพอกับความต้องการตลาดโลก อีกต่อไป” นายวรวุฒิ กล่าว 

อดีตประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวถึงปัจจัยลบในปี 2566 ว่า ยังต้องจับตากระแสโลกที่เกิดขึ้นด้วยว่าจะส่งผลกระทบเกี่ยวข้องกับประเทศต่าง ๆ ที่เป็นคู่ค้าทางเศรษฐกิจอย่างไร อีกทั้งการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่อาจยังมีต่อเนื่อง แนวโน้มจากภาวะสงครามว่าจะคลี่คลายไปในทิศทางใด  ดังนั้น การหันกลับมากระตุ้นการบริโภคในประเทศ ผ่านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยที่ทยอยฟื้นตัวนั้นจะมีบทบาทอย่างมาก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้อวหาวิธีสร้างแรงจูงใจ ทั้งการซื้อสินค้าบริการจากนักท่องเที่ยวให้อยู่ในไทยเป็นระยะเวลานานขึ้น มีการใช้จ่ายต่อหัวมากขึ้น เป็นต้น ผ่านการเพิ่มมูลค่าที่แท้จริงในกลุ่มสินค้าโอทอป เอสเอ็มอี ที่มีคุณภาพ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม  ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งสร้างให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงช้อปปิ้ง เหมือนในเกาหลี ตอนนี้เมื่อเทียบกัน นักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยในเมืองไทย  4 คน เท่ากับนักท่องเที่ยวที่ไปใช้จ่ายท่องเที่ยวในเกาหลีเพียง 1 คน ซึ่งแตกต่างกันมาก   

นายวรวุฒิ กล่าวว่า ประเทศไทยขณะนี้ จึงเปรียบเสมือน คนกินบุญเก่าจาการสะสมของบรรพบุรุษ ซึ่งสามารถต่อยอดเชิงกิจกรรมผ่านเครื่องมือซอฟต์พาวเวอร์  ด้านต่างๆ ทั้งอาหาร วัฒนธรรม แอดเวนเจอร์ รวมไปถึงการสร้างบรรยากาศความถี่ในการช็อปปิ้งเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจได้ทั้งระบบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ภาคการผลิตการเกษตร  ไปจนถึงค้าปลีกและการบริการได้อย่างมาก