“วุฒิสาร ตันไชย” ถอดโมเดลสู่ “ความปรองดอง” “ต้องสร้างพื้นที่เพื่อพูดคุย อย่ารุก จนอีกฝ่ายไม่มีที่ยืน”
เรื่อง : พุทธชาติ แซ่เฮ้ง
ภาพ : พสุพล ชัยมงคลทรัพย์
หมายเหตุ : การเมืองไทยยังอยู่ในวังวนของความขัดแย้ง นับวันยิ่งร้อนระอุขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการพยามจัดตั้ง คณะกรรมการสมานฉันท์ ขึ้นมาเป็นตัวกลางในการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันสำหรับทุกฝ่ายก็ตาม ทั้งนี้ “ศ.วุฒิสาร ตันไชย” เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ให้สัมภาษณ์พิเศษ “สยามรัฐ” โดยมองว่า ประชาธิปไตยเป็นสังคมที่แตกต่างกันได้ แต่ต้องอดทน เคารพในเหตุผลซึ่งกันและกัน และมีสติในการหาทางออกร่วมกัน โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้
-บรรยากาศการเมืองตลอดปี 2563 ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง
การเมืองตลอดปี 2563 ที่ผ่านมา เป็นการเมืองที่คนรู้สึกว่าไม่ค่อยปกติสุข มีความขัดแย้ง มีปัญหา ทั้งปัญหาระหว่างพรรค ภายในพรรค หรือปัญหาระหว่างตัวบุคคล คือ นักการเมือง ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ เช่น การเป็นรัฐบาลผสม อาจจะมีความเห็น และวิธีคิดที่แตกต่างกัน ทำให้การตัดสินใจหลายเรื่องขาดเอกภาพ แต่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเราออกแบบให้เป็นแบบนี้ ด้วยกติกาที่ออกแบบโดยรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะระบบเลือกตั้งแบบใช้บัตรใบเดียว จึงได้รัฐบาลผสม ไม่ใช่รัฐบาลเสียงข้างมากพรรคเดียว ทำให้กลไกการบริหารการเมืองเป็นระบบที่ไม่ราบเรียบ
เรื่องของภายในพรรค จะเห็นพรรคขนาดใหญ่ พรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาล มีการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคเอง เปลี่ยนกลุ่มคน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติเหมือนกัน เพราะมาถึงจุดหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง พรรคก็ต้องไปหาวิธีการ ถือเป็นการเมืองปกติ เราอาจจะเห็นวาทกรรม วิวาทะของคนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในหลายเรื่อง และบางเรื่องเรามองว่าไม่น่าจะเป็นเรื่อง แต่ก็มีเรื่องเกิดขึ้นได้ ผมมองว่าเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องปกติในสภา เพราะการเมือง คือการเห็นไม่ตรงกัน และหาข้อยุติผ่านกลไกที่ถูกกติกา ฉะนั้นตราบใดที่อยู่ในกติการรัฐสภา แม้จะมีการพูดจาทะเลาะเบาะแว้ง มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีการโหวตหักกันไปหักกันมา คิดว่าเป็นเรื่องการเมืองปกติ
แต่ถ้าถามว่า เรื่องนี้มีประโยชน์ต่อการพัฒนาการเมืองหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถาม มันมีวิธีการแก้ไขปัญหา (Solution) ได้ แต่ว่าประชาชนจะคิดอย่างไร มองระบบการเมือง หรือศรัทธาระบบการเมืองนี้อย่างไร เป็นอีกเรื่องที่ต้องคิด แต่เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็นการเมืองที่ขยับตัวมากกว่านี้ เป็นการเมืองที่สร้างสรรค์ เป็นการเมืองที่พยายามประคับประคองให้มีทางออก ไม่ให้มีอุปสรรค และทำบ้านเมืองเดินต่อได้ จึงคิดว่าเป็นเรื่อง 2 โจทย์ เราอาจจะเห็นความเข้มข้นทางการเมืองและยุติกันไป ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นพัฒนาการ เป็นเรื่องของวุฒิภาวะทางการเมือง และภูมิคุ้มกันทางการเมืองที่จะอยู่ต่อไป แต่ว่าประชาชนจะติดอย่างไร ก่อให้เกิดความเบื่อหน่ายทางการเองหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องคิดให้ดี
-ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น นำมาสู่การตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ โดยสถาบันพระปกเกล้า ได้นำเสนอรูปแบบไว้ จากนี้เส้นทางจะเป็นอย่างไร
เรื่องนี้ความก้าวหน้าไปได้เพียงระดับเดียว คือ มีมีความพยายามจะจัดตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ แต่ผมคิดว่าความขัดแย้งที่ เรียกว่า ความขัดแย้งนอกสภา ฯกับในสภา ฯสุดท้ายแล้ว ก็คือเรื่องปกติทางสังคมที่มีความเห็นที่แตกต่าง และมีการแสดงออก เมื่อแสดงออกในสภาฯไม่ได้ ก็มาแสดงออกข้างนอก แต่หลายเรื่องที่ถูกแสดงออกจากข้างนอก ก็ถูกหยิบเข้าไอยู่ในสภาฯแล้ว เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ วันนี้ก็เข้าไปสู่กลไกระบบสภา ฯ ฉะนั้น สภาก็ต้องไปดูว่า จะคุย หรือจะโหวตกันอย่างไรก็ไม่รู้ แต่สุดท้ายต้องกลับมามองว่า ประชาชนส่วนใหญ่ที่เขาเรียกร้อง เขาคิดอะไรอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา
ในส่วนของสถาบันพระปกเกล้า เราเป็นสถาบันวิชาการที่อยู่ภายใต้การกำกับของประธานรัฐสภา เราพร้อมที่จะทำหน้าที่ แต่วันนี้เรามองเป็น 2 เรื่อง โดยเรื่องแรก เป็นข้อเสนอการตั้งกรรมการ 7 ฝ่าย เรื่องนี้เป็นงานของสภาฯโดยตรง สำนักงานสภาผู้แทนราษฎร เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นฝ่ายที่จะดูแล กับส่วนที่สอง ที่กำลังเซตขึ้นมา คือ การมองปัญหาระยะยาว ซึ่งสถาบันพระปกเกล้า อาจมีส่วนที่จะมองว่าตกลงแล้วข้อเท็จจริง รูปธรรม ข้อมูลเชิงประจักษ์ของสังคมไทยที่เป็นวิกฤติ หรือเป็นปัญหาที่ผ่านมา เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง แล้วระยะยาวเราจะมีแนวทางการป้องกันอย่างไร ซึ่งความจริงในเชิงหลักการไม่ยาก เช่น เราต้องยืนบนหลักนิติธรรม กระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมทุกฝ่ายไม่เลือกปฏิบัติ หลักการถูกหมด คำถามคือ ทำอย่างไร
ระบบวันนี้ สังคมที่มีข้อมูลข่าวสารวิ่งเต็มไปหมดผ่านโซเชียล มีเดีย แต่เป็นโซเชียล มีเดีย ข้อมูลข่าวสารที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แล้วก็ถูกบิดเบือนได้ ใช้เป็นการสร้างสถานการณ์ได้ ซึ่งมีอิทธิพลต่อคนในสังคมนี้มากขึ้น เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร คิดว่าเรื่องพวกนี้จะเป็นโจทย์ที่ถูกวาง และเราอาจจะต้องมาคิดกันว่าระยะยาว เราเปลี่ยนแปลงบริบทเหล่านี้ไม่ได้ เปลี่ยนแปลงความเห็นเหล่านี้ไม่ได้ แต่เราจะมีวิธีการทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่สร้างสรรค์อย่างไร ทำให้มีทางออกกับสังคมอย่างไร ก็เป็นความท้าท้ายในปี 2564 ที่สถาบันพระปกเกล้าจะต้องรีบพยายามหาคำตอบจากความเป็นจริงของสังคม ไม่ใช่เอาแค่หลักการ หรือทฤษฎีเท่านั้น
-อุปสรรคสำคัญอะไร ที่นำไปสู่ความปรองดอง หรือความสมานฉันท์ได้สำเร็จ
ต้องถามว่า ตกลงวันนี้ขัดแย้งหรือเปล่า อาจเป็นความคิดที่ไม่ตรงกัน หลักการสำคัญผมคิดว่า อยู่บนเงื่อนไข 2-3 เรื่อง โดยเรื่องแรก ถ้าเป็นความขัดแย้งเชิงความเห็น หรือความคิด ทางออกคือ ต้องมีพื้นที่ได้พูดคุยกัน แต่ต้องเป็นการพูดคุยที่เป็นความเคารพความเห็นซึ่งกันและกัน ที่ไม่ใช่ใครครอบงำใคร เป็นการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ และที่สำคัญเป็นการพูดคุยที่มีจุดหมายตรงกันก่อนว่า จะหาทางออกให้กับสังคม อนาคตประเทศในระยะยาว มีความปรารถนาที่ตรงกันเสียก่อน
ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะมาโต้แย้งเอาชนะกัน นี่คือหลักวิธีของการแก้ปัญหานี้ แต่ว่าก่อนที่จะเริ่มถึงตอนนี้ได้ คิดว่าเรื่องสำคัญอีกเรื่องคือ การมีบรรยากาศของการพูดคุย สังคมต้องสร้างบรรยากาศนี้ขึ้น คือการไม่รุก จนไม่ให้อีกคนมีที่ยืน เวลาพูดอย่างนี้ก็ต้องมี 3 ฝ่าย หรือ 4 ฝ่าย ทุกคนอาจจะต้องถอยคนละ 2-3 ก้าว และให้มีพื้นที่ตรงกลาง มาเริ่มต้น หากเริ่มต้นไม่ไว้ใจกัน ก็หาคนที่ไว้ใจมาเป็นคนกลาง แต่เวลาพูดถึงคนกลางมักมีปัญหาเยอะ เพราะหาไม่ค่อยได้ ฉะนั้นอาจจะต้องเป็นคณะกรรมการที่จะรับฟังกัน
การสร้างบรรยากาศก็มีความสำคัญ ลดการกระทำที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่พอใจ ดังนั้นต้องกลับมาทบทวนกันว่า การสร้างบรรยากาศนี้จะทำอย่างไร ถึงทำให้เกิดใจที่จะมาคุยกัน แต่ถ้าทุกตคนตะโกนใส่กันตลอดเวลา คิดว่าบรรยากาศจะไม่มีการพูดคุย และทุกคนก็พยายามจะสร้างมวลชนของตัวเอง เกิดการเผชิญหน้า ฉะนั้นสิ่งสำคัญ ถ้าเรายังทำตรงนี้ไม่ได้ ตัวที่สามคือ ต้องอดทนต่อความเห็นที่แตกต่าง อย่าด่วนสรุปว่าใครถูก ใครผิด และที่สำคัญคือ ต้องมีความอดทน มีสติที่จะไม่ใช้ความรุนแรง บทบาทของผู้นำแต่ละฝ่าย ผู้นำชุมนุมต้องรู้ว่า อะไรที่มีโอกาสทำให้เกิดความรุนแรง เกิดการปะทะกัน ต้องควบคุมให้ได้
ผมคิดว่า 2-3 เรื่องนี้จะต้องถูกสร้างขึ้น แต่จะสร้างขึ้นได้อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และเห็นพ้องต้องกันว่าจะเริ่มต้น ถ้าเริ่มต้นนับหนึ่งก็จะเดินต่อไปได้ แต่ถ้าทุกคนบอกให้รอกันไปรอกันมา ก็จะคาราคาซังไปเรื่อยๆ
-ที่ผ่านมาเกือบทุกรัฐบาล มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ แก้ปัญหาความขัดแย้ง คิดว่าครั้งนี้แตกต่างกันหรือไม่
คิดว่าหลายครั้งที่มีการทำเรื่องทำนองนี้ ก็มีข้อเสนอเยอะ แต่ปัญหาคือ ข้อเสนอเหล่านั้นต้องทำหลายเรื่อง ไม่ใช่ทำเรื่องหนึ่งเรื่องใดแล้วจะสำเร็จ หลายเรื่องเป็นกระบวนการที่ต้องทำที่ละขั้นตอน ต้องทำเรื่องนี้ให้ได้ข้อยุติ จึงจะขยับ ไม่ใช่เอาเรื่องสุดท้ายมาทำก่อน ฉะนั้นหลายเรื่องต้องการกระทำในทุกมิติ ทุกองค์กรที่เกี่ยวข้อง และไม่ต้องทำให้บรรยากาศนั้นเปลี่ยนไป คือต้องพยายามรักษาสถานะของความลงตัวของการเห็นพ้องต้องกันเอาไว้ ปัญหาคือเราไม่ได้ทำทุกเรื่องจนครบ แต่เราเลือกทำในสิ่งที่เราเห็นว่าฝ่ายนี้มีอำนาจได้ประโยชน์กว่าก็จะทำ อีกฝ่ายหนึ่งบอกจะเอาข้อนี้ เพราะจะได้ประโยชน์ก่อน
ปัญหาที่สองที่เราคิดว่าไม่สามารถเอาแนวคิดข้อเสนอของคณะกรรมการแต่ละชุดมาใช้ เพราะบริบทมันเปลี่ยน ปัจจัยที่เกี่ยวข้องมันเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยแวดล้อม สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป กลุ่มคนที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ในความเห็นที่แตกต่างเหล่านี้ และเกิดการแสดงออก มีหลายกลุ่มที่เข้ามาใหม่ มีประเด็นใหม่ๆ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูด ทำให้การแก้ปัญหาแต่ละห้วงเวลา มันต้องการการกลับมาดูถึงข้อเท็จจริงในปัจจุบันมากขึ้น
แน่นอนว่าประสบการณ์ในอดีต ความรู้ในอดีต สิ่งที่เคยทำมีส่วนสำคัญ แต่ว่าขณะเดียวกันต้องมองถึงสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร คนที่เกี่ยวข้องที่มีบทบาทวันนี้ มีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น อย่างเช่นเรื่องกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ มีผู้เล่นมากขึ้น ที่จะต้องคิดแก้ไข ความลงตัว การได้การสมดุลจะทำได้ยากขึ้น เป็นเรื่องปกติ
-ความขัดแย้งวันนี้ มีการดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง มองว่าจะเป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงหรือไม่
หลักการสำคัญวันนี้ ต้องเคลียร์ก่อนว่า เราพูดเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนข้อเสนอเรื่องสถาบัน เรื่องการปฏิรูป ต้องกลับมาดูว่า ข้อเสนอนั้นรูปธรรมจริงๆ คืออะไร ซึ่งวันนี้อาจจะยังไม่มีความชัดเจนพอ และที่สำคัญทุกคนต้องเข้าใจเหตุผลซึ่งกันและกันก่อน ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเขามีเหตุผลอะไร ฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงมีเหตุผลอะไร และคิดว่าเรื่องนี้ไม่สามารถที่จะถามความเห็นได้
แต่ถ้าถามว่าจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ก็ย้อนกลับไปโจทย์แรกคือ ต้องมีการพูดคุย พื้นที่ที่คนรู้สึกว่าปลอดภัย พูดคุยได้ และเป็นพื้นที่ที่คุยด้วยเหตุและผล บนขอบเขตที่ว่า ไม่จาบจ้วง ไม่หยาบคาย คิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้เรื่องทั้งหลายคุยกันไม่ได้ แต่ถ้าเราคุยกันแบบวิญญูชน ที่คุยเอาหลักการ และทำความเข้าใจซึ่งกันและกันว่า ข้อเท็จจริง จริงๆ คืออะไร เชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้
-ใครควรมีส่วนในการพาสังคมออกจากความขัดแย้งนี้
ผมคิดว่าเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่บทบาทของสภาฯ หรือบทบาทของสถาบัน ไม่ใช่บทบาทใคร แม้กระทั่งผู้ชุมชุมนุม ผู้นำชุมนุม ผู้นำทางความคิดทั้งหลายต้องมาช่วยกัน ถ้าทุกคนตั้งใจ พูดกันไปเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ถ้าเป้าหมายตรงนี้ตรงกัน ก็ไม่เสียหายที่จะมาหารือกัน บทบาทของฝ่ายรัฐบาลเอง ซึ่งอยู่ในสองสถานะคือ ต้องรักษากฎหมายด้วย และต้องพยายามคลี่คลายสถานการณ์ด้วย ก็จะเป็นบทบาทที่ยากหน่อยในการที่จะทำหน้าที่ แต่การเอาเรื่องเหล่านี้โยนเข้าไปในเวทีระบบรัฐสภา ผมเห็นด้วย เพราะน่าจะเป็นเวทีที่แก้ปัญหาในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งทุกฝ่ายต้องมีส่วน ไม่ใช่ช่วยกันเติมฟืน
แต่ต้องช่วยกันมองว่า เราจะทำอย่างไรให้พ้นจากความเห็นที่แตกต่าง และเกิดการชะงักงันอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของประเทศนี้ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าประเทศเราอาจจะพัฒนาการไปได้ เปลี่ยนไปจากที่มันผิดจากประเทศที่เราเป็นอยู่คงทำไม่ได้ อันนี้เราต้องยอมรับ อะไรที่มันปรับเปลี่ยนบนสถานะที่ถูกต้อง และอยู่ในหลักการมันค่อยๆ พัฒนาไป มันเป็นวิวัฒนาการ
-คิดอย่างไร ปัจจุบันมีการดึงเด็ก เยาวชน เข้าไปสู่วงขัดแย้งทางการเมือง
ผมไม่รู้ว่าดึง หรือเขาเข้าไปเอง แต่ถ้าเราฟังข้อเสนอของเด็ก หรือเยาวชนจำนวนหนึ่ง เขาก็พูเรื่องอนาคตเขา เช่น เรื่องระบบการศึกษาที่จะทำให้เขาสามารถแสดงออกได้มากขึ้น หรือระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์สังคมในอนาคต อันนี้เราต้องยอมรับว่า เราจำเป็นต้องฟังเขาก่อน เอามาดูว่าจริง หรือไม่จริง
เพราะล่าสุดที่ World Bank พูดถึงผลลัพธ์ของการศึกษาไทย ก็อยู่ในสัดส่วนที่ค่อนข้างมีปัญหา แต่ขณะเดียวกันเด็กต้องเข้าใจบริบทของระบบเดิมที่มีอยู่ และต้องยอมรับว่า โจทย์ของเด็กนักเรียนจำนวนหนึ่ง คิดว่าเป็นโจทย์ที่เขากำลังคิดถึงอนาคตตัวเขาว่า การศึกษาแบบนี้อาจจะไม่เหมาะแล้วกับโลกในอนาคต เราก็ควรต้องฟัง เพราะว่าเจนเนอเรชั่นของเรา เป็นเจนเนอเรชั่นท้ายๆ เขาเป็นเจนเนอเรชั่นที่รับผิดชอบต่อสังคมต่อ
ฉะนั้นการฟัง 2-3 เจนเนอเรชั่น ที่จะมาหาความคิดร่วมกัน หาทางที่เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขระบบการศึกษาไทย คิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย หรือเสียเวลา เป็นเรื่องควรที่ต้องทำ ซึ่งต้องยอมรับเราปฏิรูปการศึกษามาหลายครั้ง แต่ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ฉะนั้นวันนี้จะเป็นโอกาสหนึ่งที่มีคนที่โยนหินถามทางมาว่า เขาอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไร
-ปี 2564 มองว่าโอกาสจะเดินไปสู่ความรุนแรง หรือความสมานฉันท์ มากกว่ากัน
แน่นอนว่าเราไม่อยากเห็นความรุนแรง ฉะนั้นคิดว่าสิ่งสำคัญคือ เราต้องอยู่กับมันได้บนความเห็นที่แตกต่าง บนความเห็นที่ไม่ตรงกัน เป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย แต่สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญมากในระบอบประชาธิปไตย อย่างแรกคือความเชื่อมั่น เชื่อในปรัชญาว่า ประชาธิปไตยเป็นสังคมที่แตกต่างกันได้ แสดงออกได้ และเคารพเหตุผล อันที่สอง ต้องมีความอดทน อดทนในการรับฟังสิ่งไม่ถูกหู และแตกต่าง ตราบใดก็ตามที่ไม่ละเมิดกฎหมาย ดังนั้นถ้าทุกคอยู่บนพื้นฐานแบบนี้ ก็จะเป็นระบบปกติที่จะต้องหาทางออกผ่านกลไก ที่ผมได้เรียนเอาไว้ตอนต้น
และที่สำคัญการมีสติ ไม่ทำให้จุดที่เป็นจุดล่อแหลม ถูกหยิบขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการที่จะกระตุ้นให้เกิดความรุนแรง หรือการเผชิญหน้า ฉะนั้นบางครั้งความรุนแรงไม่ได้เริ่มต้นจากการถือไม้ กับอาวุธมา แต่ความรุนแรงจากคำพูดก็เป็นความรุนแรง ก็กระตุ้นได้ ถ้าทุกฝ่ายตระหนักเรื่องนี้ และมีความตั้งใจจริงว่า สังคมไทย ไม่ควรที่จะต้องมีเหตุการณ์รุนแรงแบบในอดีต และไม่ควรมีเหตุการณ์ที่บอกว่า ขัดแย้งจนหาข้อยุติไม่ได้ และเป็นข้ออ้างสำคัญที่จะเข้ามาปฏิวัติรัฐประหารอีก
"คิดว่าทุกคนต้องพยายามช่วยกันอดทน เคารพในเหตุผลซึ่งกันและกัน และมีสติในการหาทางออกร่วมกัน"