"กองทัพเรือ" เปิดอาคาร อ่าวดงตาล สัตหีบ รับรองคนไทยกลับจากอู่ฮั่น สังเกตุอาการ14วัน

การเมือง3 ก.พ. 2563 • 19:35 น.
"กองทัพเรือ" เปิดอาคาร อ่าวดงตาล สัตหีบ รับรองคนไทยกลับจากอู่ฮั่น สังเกตุอาการ14วัน
วันนี้ 3 ก.พ.63 พล.ร.ท.ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ รองเสนาธิการ ทหารเรือ และโฆษก กองทัพเรือ ได้แถลงข่าวการสนับสนุนของกองทัพเรือ ในการเฝ้าระวังสถานการณ์ที่ได้มีการแพร่ระบาด เชื้อไวรัสสายพันธ์ุใหม่ 2019 เพื่อช่วยเหลือคนไทยที่เดินทางกลับจากเมือง อู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นการด่วนตั้งแต่วันแรกที่เครื่องบินได้นำคนไทยทั้งหมดจากเมืองอู่ฮั่น มาลงที่สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา และนำมาเฝ้าสังเกตอาการที่อาคารรับรองสัตหีบ ประมาณ 14 วัน หรือจนกว่าสถานการณ์จะเป็นปกติ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้สั่งการให้ กองทัพเรือให้การสนับสนุน กำลังพลและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชน ชาวไทย ที่จะเดินทางกลับมาจากเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเต็มความสามารถ เบื้องต้น สั่งการให้จัดตั้งกองอำนวยการร่วม เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดต่อ และพร้อมบริหารจัดการแก้ไขสถานการณ์ ที่ โรงพยาบาล อาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ จัดเตรียม อาคารรับรองสัตหีบ บริเวณ อ่าวดงตาล เป็นพื้นที่ควบคุม จำนวน 5 อาคาร สามารถรองรับ คนไทยที่เดินทางกลับมาจากเมืองอู่ฮั่น พร้อมเที่ยวบินที่จัดไปรับได้ทั้งหมด โดยขณะนี้ได้จัดเตรียมสถานที่และการช่วยเหลือในสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆให้ สามารถรองรับการเข้าพักเฝ้าสังเกตอาการได้จนกว่า หมดภาวะแพร่กระจาย คือ ประมาณ 14 วัน ในส่วนการวางแผนรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดโรค หากตรวจพบนั้น กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานหลักในการเตรียมความพร้อมในการวางแผนรับมือสถานการณ์ สำหรับความปลอดภัยในพื้นที่ใกล้เคียง ในอำเภอสัตหีบ ขอให้มั่นใจได้ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบกับการนำประชาชนคนไทยจากอู่ฮั่น มาพำนักเป็นการชั่วคราวในครั้งนี้. เพราะรอบบริเวณ อาคารรับรองสัตหีบ เป็นพื้นที่เฉพาะ ห่างจากชุมชนและกองทัพเรือได้จัดเขตป้องกันการเชื่อมต่อกับภายนอกไว้แล้ว ขอให้ประชาชนชาวไทยไม่ต้องกังวล ว่าคนไทยจากเมืองอู่ฮั่นจะไม่ได้รับการดูแล หรือจะมีใครรังเกียจคนไทยด้วยกันเอง เพราะกองทัพเรือไม่เคยคิดทอดทิ้ง และยินดีที่จะร่วมให้การช่วยเหลือ ดั่งคำขวัญของกองทัพเรือที่ว่าเราพร้อมที่จะหายใจ เชื่อมใจ และมีชะตาชีวิตร่วมกันกับประชาชนคนไทยตลอดไป ขอบคุณภาพและข้อมูล​ : จากเพจเฟสบุ๊กกองทัพเรือ​ โดย​ โฆษกกองทัพเรือ