"อ๋อย" อัดเยียวยา 5 พันล่าช้า หวั่นกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ-สังคม แนะ เอาคนยากจนมาเป็นกุนซือ
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ โพสต์ข้อความในเพตเฟซบุ๊ก Chaturon Chaisang ระบุว่า...
ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเรื่องเยียวยาและการคลายล็อคครับ
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกฯกล่าวว่า"ขณะนี้มาตรการเยียวยาทั้งระบบล่าช้ามาก ในสัปดาห์นี้จะมีการจ่ายเงินเพิ่มอีกประมาณ 3 ล้านคน รวมแล้วก็จะเป็นประมาณ 11 ล้านคน หมายความว่า ผู้ที่เข้าข่ายได้รับการเยียวยาอีกประมาณ 5 ล้านคนต้องอยู่กันโดยไม่มีรายได้อะไรเลยรวมทั้งสิ้นจะนานถึง 2 เดือน ส่วนอีกประมาณ 5-6 ล้านที่เดือดร้อนแต่ไม่เข้าข่ายก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะดูแลอย่างไรและเมื่อใด ผู้ประกันตนกว่าครึ่งยังไม่ได้รับเงินและเกษตรกร 10ล้านคนก็ยังไม่ได้รับเงิน ที่ล่าช้าทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะรัฐบาลไม่มีเงินหรือหาเงินไม่ได้แล้ว แต่เป็นเพราะการบริหารจัดการที่ล้มเหลว ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ขณะที่มีการวางระบบที่ผิดทำให้มีปัญหาทางธุรการมากไปโดยไม่จำเป็น ผู้ที่รับผิดชอบตั้งปต่หัวหน้ารัฐบาลลงมาไม่เข้าใจว่านี่เป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติเหมือนไฟไหม้หรือน้ำท่วมที่ต้องการให้ความช่วยเหลือทันที"
ทางออกในเรื่องนี้มีอยู่ทางเดียวคืออะไรที่จ่ายได้ให้จ่ายไปก่อน รัฐบาลน่าจะนึกย้อนหลังไปถึงตอนที่ทั้งแจกทั้งแถมให้คนมีสตาค์อยู่แล้วไปเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยังทำได้ เวลานี้คนเดือดร้อนกันทั้งนั้น ทำไมจึงจ่ายยากจ่ายเย็น ผมอยากเสนอให้รัฐบาลเชิญคนหาเช้ากินค่ำหรือตัวแทนองค์กรที่ทำงานกับคนยากจนมาให้คำปรึกษาจะไ้ด้ช่วยให้ผู้รับผิดชอบที่มีรายได้ประจำเข้าใจความรู้สึกของคนที่ไม่มีจะกินว่าเป็นอย่างไร
ในส่วนของการคลายล็อคให้เปิดกิจการทำกิจกรรมได้มากขึ้นนั้น เนื่องจากขาดการวางแผนล่วงหน้า ผู้ประกอบการและคนทำมาค้าขายจำนวนมากไม่กล้าเตรียมการล่วงหน้าทำให้ไม่มีความพร้อมยังเปิดกิจการหรือเริ่มทำมาค้าขายไม่ได้ สั่งคลายล็อคแล้ว แต่เพิ่งมีคู่มือปฏิบัติการต่างๆออกมา การปิดหรือเปิดก็ลักลั่น กิจการหลายอย่างยังถูกห้ามอยู่ทั้งๆที่สามารถเปิดได้โดยมีมาตรการทางสาธารณสุขที่เหมาะสม รัฐทำราวกับว่าเห็นการเปิดกิจการและการทำมาค้าขายเป็นพิษเป็นภัยมากกว่าจะเห็นว่าเป็นความจำเป็นและเป็นประโยชน์ แทนที่จะหาทางช่วยเหลือ สำรวจว่าเขามีปัญหาอะไร ต้องการให้ช่วยเหลืออย่างไร กลับเน้นแต่การขู่คาดโทษ ทำให้จังหวัดต่างๆแข่งกันใช้มาตรการเข้มเกินจำเป็น ภาคเอกชนและคนทำมาค้าขายไม่กล้าวางแผนลงทุน
นอกจากนี้กิจการที่เปิดจำนวนมากก็กำลังประสบปัญหาไม่มีผู้ซื้อหรือไม่มีวัตถุดิบมาส่งเพราะกิจการหลายถูกปิดหรืออยู่ไม่ได้มานาน รัฐบาลและกลไกราชการทั้งหลายไม่มีการถามว่าภาคเอกชนต้องการให้ช่วยเหลืออะไรอย่างไร มีแต่ขู่อยู่ตลอดว่าถ้าอย่างนั้นจะสั่งปิดอย่างนี้จะให้หยุด หารู้ไม่ว่าต่อไปจะพบว่าธุรกิจจำนวนมากนั้น ถึงเวลาอยากให้เขาเปิด เขาก็เปิดกันไม่ได้ ขณะนี้คนจำนวนมากยังกลับมาทำงานไม่ได้และคนตกงานหยุดงานยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ถึงสิ้นเดือนมิถุนายน รัฐบาลจะต้องจ่ายเงินเยียวยาทั้งหมดประมาณ 4 แสนล้าน ซึ่งพอบรรเทาความเดือดร้อนของคนหลายสิบล้านคนได้บ้างเท่านั้น เพราะเงิน 5,000 บาทต่อเดือนนั้นมากว่าค่าแรงขั้นต่ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่าลืมว่าวงเงินที่ใช้สำหรับการเยียวยาตามพรก.มีไม่ถึง 6 แสนล้านหากยังเดินกันไปอย่างนี้กิจการต่างๆจะล้มอีกมากและคนจะตกงานเดือดร้อนมากขึ้น ไม่ถึงเดือนกันยายน รัฐบาลก็จะไม่มีงบประมาณที่จะใช้สำหรับการเยียวยา จะกลายเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจสังคมที่ใหญ่มาก การเน้นแต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพียงอย่างเดียว ไม่ให้ความสนใจกับประชาชนที่กำลังไม่มีจะกินทำให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับแก้ปัญหาเศรษฐกิจน้อยเกินไป รัฐบาลจึงควรหาความสมดุลที่เหมาะสมระหว่างการรับมือการแพร่ระบาดกับการดูแลเศรษฐกิจและคนส่วนใหญ่ที่เดือดร้อนให้ได้