"โกวิทย์"เผยยื่นศาลรธน.ตีความปมแก้รธน.ยัง 50-50 หลัง "ภท.-ก.ก." ไม่เอาด้วยหวั่นเลือกตั้งซื้อเสียงกันอื้อ

การเมือง11 ก.ย. 2564 • 06:03 น.
"โกวิทย์"เผยยื่นศาลรธน.ตีความปมแก้รธน.ยัง 50-50  หลัง "ภท.-ก.ก." ไม่เอาด้วยหวั่นเลือกตั้งซื้อเสียงกันอื้อ
"โกวิทย์" เผย ยื่นศาลรธน.ตีความปมแก้รธน.ยัง 50-50 หลัง "ภท.-ก.ก." ไม่เอาด้วย หวั่น เลือกตั้งซื้อเสียงกันอื้อ เชื่อ "เพื่อไทย" ชนะ เหตุมี ส.ส.เขตจำนวนมาก "พปชร." อาจได้อันดับ 2 ส่วน "ปชป." เป็นจุดอ่อน ชี้ บัตร 2 ใบไม่สกัด "ก้าวไกล" ถ้ามีนโยบายโดดเด่นก็สู้ได้ วันที่ 11 ก.ย. นายโกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า เราตั้งใจ แต่ตามรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง 1 ใน 10 ของจำนวนส.ส.และส.ว. หรือประมาณ 75 เสียง ซึ่งเสียงของพรรคเล็กไม่ถึงอยู่แล้ว เต็มที่ก็ประมาณ 30 เสียง ต้องไปขอเสียงของพรรคภูมิใจไทยและพรรคก้าวไกล หรือส.ว. อีกประมาณ 40 กว่าเสียง ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่า ส.ว. จะเล่นด้วยหรือไม่ ฉะนั้น กระบวนการการยื่นศาลรัฐธรรมนูญจึงอยู่ที่ 50-50 และตนดูท่าทีของพรรคภูมิใจไทยที่ออกมาแถลงว่าจะไม่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงพรรคก้าวไกลที่จะไม่ร่วมยื่นด้วย จึงมีความกังวลเรื่องเสียง ทั้งนี้ ยังไม่ได้มีการพูดคุยเจรจากันอย่างเป็นทางการ ซึ่งตนคิดว่าอาจจะต้องมีการพูดคุยและเจรจากันแต่จะต้องเป็นการเจรจาทั้งพรรค เพราะหากเจรจาระดับสมาชิกก็อาจจะไม่ยุติ เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกับทางส.ว.แล้วหรือไม่ นายโกวิทย์ กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุย เพราะยังมีเวลาระหว่างนี้อีก 15 วัน ตอนนี้ยังตอบอะไรไม่ได้เนื่องจากเพิ่งผ่านการลงมติไปแค่ 1 วัน ซึ่งหากพรรคภูมิใจไทยที่มีเสียงประมาณ 60 เสียงมาร่วมด้วยประมาณ 50 เสียง และไปรวมกับส.ว.อีกประมาณ 10 เสียงก็เพียงพอแล้ว เพราะจะต้องมีน้ำหนักในการเข้าชื่อ นายโกวิทย์ กล่าวด้วยว่า หากพูดว่าพรรคเล็กจะสูญพันธ์หรือไม่ ตนยังไม่ค่อยเห็นด้วย เหมือนเมื่อก่อนที่เรามองว่าพรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคเล็ก แต่เวลาเลือกตั้งเขาก็ได้เสียงมาก รวมถึงอีกหลายพรรคเช่นกันที่เขาได้เสียงมา ตนมองว่ามันอยู่ที่นโยบายการทำงานของพรรคนั้นๆ และตนคิดว่าการทำให้พรรคการเมืองมีอัตลักษณ์ของตัวเองในพรรคเล็กเป็นทางออกของสังคมที่ดี ไม่ใช่การไปมองพรรคใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคประชาธิปัตย์ ที่เขาเป็นพรรคเก่าแก่ ซึ่งพรรคเล็กอย่าเพิ่งไปน้อยใจว่าจะสูญพันธ์ุ แต่หากเราเสนอนโยบายที่ดีต่อประชาชน ประเทศชาติ ตนคิดว่าจะเป็นทางเลือกใหม่ได้ นายโกวิทย์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม การยื่นศาลรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการปกติของรัฐสภาที่ต้องตรวจสอบกันละกัน ซึ่งเราสงสัยว่าการเพิ่มเติมมาตราขึ้นมาใหม่ทำได้หรือไม่ กระบวนการที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) แก้ไขวันนั้นแล้วใช้เสียงของรัฐสภาถูกต้องหรือไม่ เพราะบางครั้งเสียงข้างมากก็ลากไป ซึ่งก็สมคบคิดไว้แล้วว่าจะออกมาเช่นนี้ ซึ่งตนคิดว่ามีแต่จะสร้างความถูกต้องให้ปรากฏในการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพราะยังมีข้อเคลือบแคลงสงสัยในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของ กมธ. นายโกวิทย์ กล่าวอีกว่า ส่วนการเมืองข้างหน้า ประชาชนรุ่นใหม่ในโลกยุคใหม่ เขาก็คิดได้ในเชิงการสร้างนโยบายของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก เพียงแต่ข้อกังวล คือ ต่อไปการซื้อเสียงจะมีความรุนแรงมากขึ้นในพรรคที่มีทุนที่จะมีความได้เปรียบ เมื่อแบ่ง ส.ส.เขต 400 คน จะทำให้แคบ และทำให้ใช้เงินซื้อง่าย นอกจากนี้การไปเพิ่ม ส.ส.เขต และลดจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ เท่ากับปิดกั้นโอกาสวิชาชีพของสาขาต่างๆ ที่จะเข้าสู่การเมือง ตนมองว่าประเทศไทยทิ้งน้ำหนักการคัดคนเข้าสู่การเมืองในระบบ ส.ส.เขตมากเกินไป ซึ่ง ส.ส.มักจะอ้างว่าต้องเข้าถึงและดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง ตนขอถามว่าแล้วจะมีสมาชิกสภาเทศบาล สก. ไปทำไม ซึ่งเป็นการทำงานซ้อนกับท้องถิ่น ฉะนั้น ตนมองว่ายังไม่มีพัฒนาการทางการเมืองที่ทำให้ก้าวหน้า โดยเฉพาะระบบที่พิจารณาเรื่องจำนวน ส.ส.และที่มายังมีปัญหา "ผมคิดว่าการเมืองหลังเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นโอกาสของพรรคเพื่อไทย เพราะมีส.ส.เขตจำนวนมาก และก็จะได้บัญชีรายชื่ออีก เพราะอย่างน้อยเขาก็ยังศรัทธาเรื่องกองทุนหมู่บ้าน นโยบายรักษาทุกโรค ซึ่งผมคิดว่าพรรคพลังประชารัฐคิดผิดว่าจะได้เสียงข้างมากแทนพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ พรรคพลังประชารัฐอาจได้เสียงรองจากพรรคเพื่อไทย เพราะมีโครงการคนละครึ่งหรือโครงการเยียวยาต่างๆ ส่วนพรรคที่เป็นจุดอ่อนอาจจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็อาจจะได้คนเก่าคนแก่มา หลายคนมองว่าบัตรเลือกตั้ง 2 ใบสกัดพรรคก้าวไกล ผมว่าไม่ใช่ เพราะอาจจะได้ประโยชน์ในแง่นโยบายที่โดดเด่นได้เหมือนกัน" นายโกวิทย์ กล่าว