"อดีตแกนนำพิราบขาว" ยื่นหลักฐานเพิ่มเติมเอาผิด "พิธา" โอนหุ้นหลังเลือกตั้ง ขู่กกต.ชักช้า ยื่นส.ส.เข้าชื่อส่งศาลรธน. ซัดปูด "ขบวนการฟื้นไอทีวี" ล้ม "พิธา" แค่มโน

การเมือง12 มิ.ย. 2566 • 12:14 น.
"อดีตแกนนำพิราบขาว" ยื่นหลักฐานเพิ่มเติมเอาผิด "พิธา" โอนหุ้นหลังเลือกตั้ง ขู่กกต.ชักช้า ยื่นส.ส.เข้าชื่อส่งศาลรธน. ซัดปูด "ขบวนการฟื้นไอทีวี" ล้ม "พิธา" แค่มโน

 

 "แกนนำพิราบขาว" ยื่นหลักฐานเพิ่มเอาผิด “พิธา” โอนหุ้นหลังเลือกตั้ง ลั่นกกต.ชักช้า ลุยส่งหลักฐานส.ส. เข้าชื่อยื่นตรง "ศาลรธน." ซัดเบี่ยงประเด็นมีขบวนการฟื้นไอทีวีล้ม “ก้าวไกล-พิธา” ชี้แค่มโน เตือนคนเล็งแจ้งความ “นักร้อง” หลังกกต.ปัดตก 3 ข้อร้องเรียน ระวังเป็นความเท็จซ้อน แนะ ศึกษาความหมาย ทุกอย่างคือความจริง ไม่มีอะไรซับซ้อน 

วันที่ 12 มิ.ย. 66 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 เข้ายื่นคำร้องยื่นคำร้องขอให้กกต. ขอให้ตรวจสอบ การถือครองหุ้นสื่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล ว่า เข้าข่ายมีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) หรือไม่ ซึ่งเป็นการยื่นใหม่หลังจากที่กกต.ปัดตกคำร้อง เนื่องจากเห็นว่าเป็นการยื่นเกินเวลา 

โดยนายนพรุจ กล่าวว่า การที่กกต. ปัดตกคำร้อง แต่ไม่ได้แปลว่าเรื่องนี้ตกไป เป็นความปรากฏต่อกกต. จึงสั่งดำเนินคดีอาญามาตรา 151  วันนี้ตนจึงมายื่นคำร้องให้กกต.ตรวจสอบเป็นกรณีใหม่ ซึ่งเป็นการยื่นหลังการเลือกตั้ง และเป็นประเด็นที่นายพิธา โอนหุ้นให้บุคคลอื่นหลังการเลือกตั้ง ทั้งนี้หากกกต.ไม่ดำเนินการ หรือดำเนินการล่าช้า ตนจะไปยื่นพร้อมข้อมูลหลักฐานต่อ ส.ส.เพื่อให้เข้าชื่อ 1 ใน 10 คน โดยยื่นผ่านประธานรัฐสภา ซึ่งประธานรัฐสภาไม่มีสิทธิ์ยับยั้ง ต้องส่งตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย และหากส.ส.ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตามที่ต้องการ ตนก็พร้อมที่จะให้ข้อมูล รวมทั้งยื่นให้คณะกรรมการวุฒิสภา และสมาชิกวุฒิสภา  โดยเฉพาะคณะกรรมการตรวจสอบหุ้นของวุฒิสภาให้ทำการตรวจสอบ ถ่วงดุลกับ กกต. 

ทั้งนี้ ขอย้ำว่าตนจะไม่หยุดดำเนินการ จะนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะ ซึ่งยืนยันว่าตนไม่ได้ทำนิติกรรมสงคราม แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายนิติรัฐ ดำเนินการโดยนิติธรรม เป็นการบังคับใช้กับประชาชนทุกคนไม่ใช่เฉพาะพรรคก้าวไกล หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง ขอให้ทุกพรรคอย่านำมาเป็นเงื่อนไขสร้างความขัดแย้ง สร้างวาทกรรมให้เกิดความสับสน เพราะความผิดปรากฏตามกฎหมาย และข้อมูลที่ตนนำมายื่นนั้นเป็นข้อเท็จจริง แม้กกต.จะปัดตกด้วยเทคนิคต่างๆ ด้วยข้อกฎหมาย  แต่ตนจำเป็นต้องยื่นซ้ำ โดยให้กกต.พิจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ว่าเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามลงสมัครส.ส.หรือไม่ หากพบเข้าข่ายมีความผิดก็ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนที่ตนจะยื่นหลักฐานให้ส.ส. 

เมื่อถามถึงกรณีมีการเปิดเผยคลิประบุว่า ไอทีวีเป็นสื่อแต่อยู่ระหว่างรอดำเนินกิจการโดยยังรอผลของข้อพิพาทคดีที่มีการฟ้องร้องกันอยู่ให้จบก่อน นายนพรุจ กล่าวว่า ข้อเท็จจริง แม้แต่หุ้นเดียวหรือปิดกิจการเหมือนวีลัคมีเดีย ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ศาลจะตรวจดูว่าถ้าชื่อตรงกับสื่อมวลชนก็จะไม่แปลความเป็นอย่างอื่น แม้แต่ปิดกิจการไปแล้ว ก็ต้องได้รับโทษ อย่างกรณีนายสุรโชค ทิวากร ผู้สมัครพรรคไทยภักดี ที่ถือหุ้นบริษัท อสมท.จำกัด มหาชน เพียง 1 หุ้น หุ้นละ 5 บาท ซึ่งไม่มีโอกาสครอบงำสื่อเลย และไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ตามกฎหมายเมื่อเข้ามาสมัครแล้ว คุณรู้อยู่แล้วแต่จงใจสมัครก็ต้องได้รับโทษ ส่วนหลักฐานที่ตนนำมาในวันนี้นั้นเป็นคำสัมภาษณ์ของนายพิธา ที่ยอมรับต่อสื่อว่าได้โอนหุ้นทายาท ส่วนเรื่องบริษัทไอทีวีปิดหรือไม่ปิดนั้น ตนจะยื่นหลักฐานเพิ่มเติมหลังกกต. ประกาศรับรองส.ส. ประกอบการพิจารณา และย้ำว่าการที่กกต. ปัดตกไม่ได้เป็นการให้ความเท็จ แต่ปัดตกเพราะเงื่อนไขเรื่องเวลา แต่กกกต. ก็นำความทั้งหมดมาดำเนินการเอง

“ใครจะไปดำเนินการแจ้งความเท็จ มันจะกลายเป็นเท็จซ้อน ต้องฝากด้วย เพราะว่ากกต.เป็นคนพูดว่า ความปรากฏ คุณต้องไปตีความคำว่า ความปรากฏก่อน คือความจริงไม่ใช่ความเท็จ ไม่อย่างนั้น กกต.ก็จะถูกดำเนินคดีเอง ถ้าเอาความเท็จไปดำเนินการ” นายนพรุจ กล่าว 

เมื่อถามว่า นายพิธาพยายามออกมาบอกว่ามีความพยายามฟื้นไอทีวีให้เป็นสื่อ เพื่อมาเล่นงานตัวเองนั้น นายนพรุจ กล่าวว่า เป็นวาทกรรมและอาจจะเป็นมโน ซึ่งนายพิธา มีสิทธิที่จะต่อสู้ เพราะถูกกล่าวหา ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับนายพิธา แต่ทุกอย่างและข้อเท็จจริงจะปรากฏในชั้นศาล ที่มาร้องก็เพราะตนต้องการให้ผู้ถูกร้องต่อสู้ตามกระบวนการของกฎหมาย แต่ไม่ใช่กฎหมู่ และตนไม่สนับสนุนการลงถนน ขอให้กกต.ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ โดยยึดตามสโลแกนใหม่ ของกกต. “สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย” แต่ตนก็ได้พยายามย้ำว่า สุจริต โปร่งใส หากไม่มีคำว่าโปร่งใสก็ไม่เป็นอะไร แต่ขอให้กกต.ทำหน้าที่เป็นข้าราชการของแผ่นดิน เป็นข้าราชการของพระราชา และเป็นข้าราชการของประชาชนด้วย 

เมื่อถามว่า มองอย่างไร ที่พรรคก้าวไกลพยายามเปิดโปงว่าเป็นแผนที่ต้องการล้มพรรคก้าวไกล นายนพรุจ กล่าวว่า ขณะนี้เขากำลังจุดประเด็น อาจจะมีสื่อมวลชนบางส่วนไปจุดประเด็น แต่ต้องบอกว่า ประเด็นจริงๆ แล้ว ก็เหมือนที่กกต.ออกมาแถลงว่า ในวันที่ลงสมัครถือหุ้นสื่อหรือไม่ และจริง ไม่จริง และสื่อยังดำเนินการหรือว่าเลิกไปแล้ว แต่นั้นเอง ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่มีการจุดประเด็นไปเรื่องอื่น อาจจะเป็นการขยายปม ซึ่งตนไม่สนใจ