“ภูมิธรรม เวชยชัย” ไขรหัส “เพื่อไทย” แลนด์สไลด์ “310 ที่นั่ง”

การเมือง31 มี.ค. 2566 • 16:00 น.
“ภูมิธรรม เวชยชัย” ไขรหัส “เพื่อไทย” แลนด์สไลด์ “310 ที่นั่ง”

หมายเหตุ : “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษรายการ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์”  ตอบข้อซักถามถึงประเด็นร้อนๆทางการเมือง ที่มี “พรรคเพื่อไทย” เกี่ยวข้องในฐานะ “ตัวแปรหลัก”ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ตลอดจนการโฟกัสเป้าหมายใหญ่ คือการชนะแบบแลนด์สไลด์ด้วยที่นั่งส.ส.310 คน ประกาศจัดตั้ง “รัฐบาลพรรคเดียว” เผยแพร่ผ่านช่องยูทูบ Siamrathonline เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา

- ความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยวันนี้ให้กี่เปอร์เซ็นต์

ถ้าพูดถึงความมั่นใจ พรรคเพื่อไทยต้องมั่นใจเต็มร้อย แต่อยากจะบอกว่าความมั่นใจของเราเกิดขึ้นจากการที่เรามีต้นทุนพื้นฐาน ถ้าทุกคนเข้าใจก็จะเห็นว่าพรรคเพื่อไทยลงสมัครรับเลือกตั้งมา 20 กว่าปี ทุกการเลือกตั้งเราได้รับชัยชนะเป็นอันดับ 1 ดูจากที่ปี 2544 เราได้ 248 ที่นั่งปี 2547-2548 เราได้มา 377 ที่นั่ง และหลังจากนั้นก็ลดหลั่นลงมาในสถานการณ์ที่เกิดการรัฐประหารเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นเราเชื่อว่าการเป็นรัฐบาลของเราในยุคที่ผ่านมาอย่างน้อย 2- 3 สมัยเราเป็นรัฐบาลที่ประสบความสำเร็จเนื่องจากพรรคเราพูดแล้วทำ ประชาชนก็เชื่อมั่นและศรัทธาในการทำงาน ฉะนั้นตรงนี้เป็นต้นทุนที่ทำให้เรามองว่าเราควรจะเป็นได้ผู้แทนราษฎรเท่าไหร่ เราดูจาก 1.บรรยากาศที่ประชาชนเบื่อหน่ายรัฐบาลปัจจุบัน จึงต้องการ การเปลี่ยนแปลง ประการที่ประชาชนอยากเปลี่ยนแล้วก็รู้สึกว่าเขาเบื่อหน่ายและก็อยากเปลี่ยน วันนี้ถามไปที่พี่น้องประชาชนเกือบทุกพื้นที่คุณจะเห็นอาการของคนที่อยากเปลี่ยนแปลง ดูจากต่างจังหวัดที่เราไปออกปราศรัยในเกือบทุกจังหวัดคนล้นหลามมาก

ประการที่ 3 ประชาชนอยากมีความหวัง อยากพึ่งพาหรือร่วมมือกับคนที่สร้างความหวังให้กับเขาได้แล้วพรรคเพื่อไทยยืนอยู่ในจุดตรงนี้ ถ้าเรายืนอยู่ในระบอบประยุทธ์ซึ่งคนก็รู้สึกว่า  8 ปีที่บริหารแผ่นดินมามันไม่ได้สร้างความหวังให้เขา คนรู้สึกหดหู่ ห่อเหี่ยวใจ ดังนั้นเราคิดว่าตรงนี้เป็นสถานการณ์ที่เอื้ออำนวยและเป็นต้นทุน

ตอนนี้จุดเริ่มต้นพรรคเพื่อไทยหลังจากที่เราสตาร์ตเมื่อเดือนส.ค.ปีที่แล้ว 2565 ที่เราเปิดตัวคุณอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ที่จ.ขอนแก่น จะเห็นว่าเราได้รับการสนับสนุน ประชาชนมองคุณอุ๊งอิ๊ง เริ่มที่ 8% เป็น 10% ในการเปิดตัวครั้งแรกหลังจากนั้นขึ้นมาตลอด 12- 18- 20- 24เปอร์เซ็นต์ จนทุกวันนี้ขึ้นมาที่ 48-50% บางโพลขึ้นไปถึง 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ด้วย เพราะฉะนั้นกรณีความนิยมของคุณอุ๊งอิ๊ง มันสะท้อนความมั่นใจของเรา นี่คือเรื่องที่ 1

ส่วนเรื่องที่ 2 จะเห็นว่าจุดเริ่มต้นเตรียมการในการเลือกตั้ง จะเห็นว่าสื่อต่างๆหรือทุกคนเขาดูจากพื้นที่ ที่พรรคเพื่อไทยมีโอกาสได้เป็นผู้แทนราษฎร หรือที่เป็นส.ส.อยู่แล้ว รวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 180 บวก 40 ที่นั่ง ก็คือ 220 บวกลบที่นั่งส.ส.จุดนี้สื่อทุกฉบับมองแบบนั้น ซึ่งไม่ได้เกินจากความเป็นจริงที่เราประเมินตัวเองอยู่ เพราะฉะนั้นตัวเลข 220 ที่นั่งส.ส.เราตั้งเป้าว่าถ้าเราจะเอาชนะการที่จะตั้งตัวเลขเท่าไหร่ เราก็ต้องมาดูว่า เรากำลังที่จะต่อสู้เพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ทางการเมือง เป็นอย่างไร ดังนั้นตัวเลขบวก-ลบ ที่ 220 ที่นั่ง เราคิดว่าเราตั้งเป้า 250 ที่นั่งจึงไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยไป เกินไป ฉะนั้นเราคิดเป็น 220 แล้วเราได้ส.ส. 30 เขต ถ้าเราเพิ่มความสามารถเพราะได้ 30 เขตที่จะเพิ่ม มันมีจุดที่เราแพ้อยู่ประมาณ 2- 5% อยู่มากพอสมควร

-แคนดิเดตนายกฯ ที่จะถือเป็นคู่ต่อสู้ของพรรคเพื่อไทย?

จริงๆโดยหลักการเราต้องมองทุกคนเป็นคู่แข่งคู่ต่อสู้ทั้งหมด เพราะเขาอาสาประชาชนมาแล้วเรายังไม่รู้ว่าประชาชนจะตัดสินใจเลือกใคร เพียงแต่เราประเมินว่าคนที่จะมีกำลังหลักมากที่สุดที่จะต่อกรกับเราก็มีแค่พรรค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากพรรครวมไทยสร้างชาติ กับพรรคพลังประชารัฐ ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งถือว่าเป็นนายกรัฐมนตรียังกุมอำนาจกลไกของรัฐราชการอยู่แล้วก็ยังมีต้นทุนสว. 250 คนอยู่ นอกเหนือจากนั้นก็อาจจะมีพรรคที่อนุโลมว่าเป็นพรรคที่สามารถมีกลไกส.ว.อยู่ก็คือพรรคพลังประชารัฐ

เพราะฉะนั้น 2 พรรคนี้ก็คือเป้าหมายที่เราจะต้องต่อสู้จริงๆ และเรามีพันธมิตรเป็นพรรคฝ่ายประชาธิปไตยเพราะฉะนั้นนี่คือจุดยืนของพรรคเพื่อไทย เรายอมรับความเป็นประชาธิปไตย แต่เราไม่สามารถยอมรับพรรคที่ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจนในระบอบประชาธิปไตยได้

-มองประเด็นเรื่องการจับมือตั้งรัฐบาล ก่อนการเลือกตั้ง อย่างไร?

ประการแรกผมคิดว่า เป็นสิทธิของพรรคการเมืองต่างๆไม่ว่าจะพูดคุยกับใคร แล้วมีเงื่อนไขอะไร เพียงแต่การเสนอตัวไปจับมือตั้งรัฐบาล โดยที่ประชาชนยังไม่ได้ออกเสียง ยังไม่ได้แสดงประชามติ ยังไม่ได้แสดงความต้องการของตัวเองที่ชัดเจนจึงดูค่อนข้างจะไม่เคารพเสียงประชาชนไปหน่อย คิดว่าตรงนี้สำหรับผม ผมไม่ทำ พรรคเพื่อไทยเราไม่ทำ พรรคเพื่อไทยเราคิดว่าการตัดสินจะตั้งรัฐบาล หรือจะจับมือใครตั้งรัฐบาล สิ่งที่สำคัญคือต้องดูผลการเลือกตั้งก่อน หรือความรู้สึกของประชาชนก่อนว่าประชาชนเลือกใคร ให้ความไว้วางใจใคร อย่างน้อยที่สุดการที่ประชาชนตัดสินใจเลือกใครเป็นรัฐบาลหรือเลือกใครเป็นพรรครองๆลงมา มันควรจะเป็นข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้นในการที่ดูว่าเราควรจะจับมือกับใคร

ประการต่อมาควรจะดูว่านโยบายที่ตัวเองเสนอ ที่จะไปทำงานการเมืองให้กับพี่น้องประชาชนในภาวะที่กำลังประสบวิกฤต เรามีนโยบายที่เหมือนหรือใกล้เคียงกันหรือไม่ ถ้าไม่เช่นนั้นสิ่งที่กำลังทำอยู่ ก็คือการเมืองแบบเก่า ก็คือการเมืองในมิติที่แย่งชิงอำนาจกัน ประสานประโยชน์ในการอำนวยประโยชน์ให้กันและกัน เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเราไม่เห็นด้วย

-ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยเผชิญกับข่าวลือในทางลบ ทั้งเรื่องของรัฐประหารถ้าเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงเรื่องยุบพรรค ตรงนี้ส่งผลกระทบกับพรรคมากน้อยแค่ไหน

เป็นธรรมดา เพราะสิ่งเหล่านี้ เกิดมาคู่กับวัฒนธรรมการเมืองแบบเก่าของสังคมไทย เพราะฉะนั้นการสร้างความตื่นตระหนก การสร้างความหวาดกลัว จะทำให้คนหวาดระแวงหรือกังวลใจ ในการที่จะตัดสินใจเลือกพรรคที่ถูกมองว่าเป็นเป้าหมายในการที่จะทำรัฐประหาร แต่ผมเชื่อว่าคนไทยปัจจุบัน วัฒนธรรมทางการเมืองไทยมันเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว เพราะคนไม่ค่อยกลัวคำข่มขู่ หรือคำชี้แจงแบบนี้ เพราะว่าเขาก็ผ่านพ้นมาแล้ว และรู้สึกว่าเขาก็ตัดสินใจเลือก

ยังจำได้หรือไม่ ว่าเมื่อการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 มีการใช้สโลแกน “ความสงบจบที่ลุงตู่” เมื่อเลือกไปแล้วเลือกไป ชีวิตก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวันนี้สิ่งที่มันเป็นปัญหาของพี่น้องประชาชนคือปัญหาปากท้อง เขามีปัญหาชีวิต เขามีปัญหาหน้าที่การงาน มีปัญหาเด็กรุ่นใหม่จบมาไม่มีงานทำ

ที่เป็นอยู่วันนี้เศรษฐกิจซบเซามาก สมัยรัฐบาลไทยรักไทย เราทำให้ประเทศไทยเป็นเสือตัวที่ 5 ที่กำลังเฟื่องฟูและกำลังเติบโตในอาเซียนและก็เข้าไปอยู่ในเวทีโลก แต่วันนี้ภายใต้รัฐบาล 8 ปีซึ่งมีอำนาจล้นมีอำนาจเด็ดขาดมี ม. 44 อยู่ในมือมีอำนาจพิเศษอยู่ในมือ ในการที่จะทำอะไรหลายอย่าง ก็ยังแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย อันนี้ไม่ใช่จะมา look down แต่ว่าเป็นเรื่องจริงที่ประชาชนเขาประสบอยู่แล้ว ฉะนั้นรัฐบาลชุดนี้ ผมมองว่ามันไปไม่ได้แล้ว มันไม่ได้ทำให้ชีวิตคนเขามีความหวังเพราะฉะนั้นการที่เขาจะกังวลใจ จะกลัวเรื่องต่างๆเหล่านั้น  คงไม่มากเท่ากับกังวลใจเรื่องที่ตัวเองจะไม่มีงานทำ ตัวเองจะไม่มีกิน ตัวเองจะไม่มีความสุขสบายในชีวิต เพราะฉะนั้นผมคิดว่าไม่น่ากังวลหรอก

-แคนดิเดตนายกฯทั้ง 3 ของพรรคเพื่อไทย จะมีความชัดเจนเมื่อใด

จริงๆแคนดิเดตนายกฯทั้ง 3 คนยังไม่มีความชัดเจนเลย เพราะว่าเป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารพรรค และเรื่องนี้ยังไม่ได้ถูกยกเข้าในกรรมการบริหารแต่เพียงคนที่เราเปิดตัวมาถือว่าเป็นลีดเดอร์ของเรา เป็น ลีดเดอร์ ที่ทำหน้าที่ในการช่วยกัน และวันนี้พรรคเพื่อไทยเราทำงานกันเป็นทีม เป็นคณะ ท่านได้เห็นว่าหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย  ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัว เป็นประธานคณะทำงานเศรษฐกิจเป็นประธานคณะกรรมการสังคม ซึ่งพรรคกำลังจะประกาศวันจันทร์ (3 เม.ย.) นี้ก็จะมีมากมายหลากหลาย

เราคิดว่าเราเป็นพรรคการเมืองที่มีระบบการทำงานที่มีคณะกรรมการ มีคนทำงานมาก ดังนั้นคนของเราทำงานกันเต็มที่ อย่างไรก็ดีในวันที่ 4 -5 เม.ย.นี้ก็จะต้องมีการสมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แล้ว ก็ต้องประกาศแคนดิเดตนายกฯแล้ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวันที่ 4 หรือ 5  เม.ย.นี้หรือก่อนหน้านี้นิดหน่อยคงจะมีการประชุมกรรมการบริหารและกรรมการบริหารคงได้ตัดสินใจว่าแคนดิเดตของเราเรามี 3 คนแน่นอน

เราจะแสดงให้เห็นว่าเรามีใครบ้าง ที่เป็นแคนดิเดตสำหรับพรรคเรา ซึ่งทั้ง 3 คนก็น่าจะเป็นคนที่สามารถเสริมซึ่งกันและกันได้ ที่ทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากสบายใจ สามารถที่จะชี้ให้เห็นว่าเรามีบุคลากรที่มีทักษะความสามารถในด้านต่างๆที่จะมาช่วยแก้ปัญหาวิกฤติในปัจจุบันได้  โดยเวทีพรรคเพื่อไทยวันที่ 5 เม.ย.นี้จะเป็นวันที่เราเปิดที่เปิดแคมเปญ ครั้งใหญ่ ก็ที่ผ่านมาถือว่าเป็น พรีแคมเปญ เท่านั้น