“เรืองไกร” ยื่นอัยการสูงสุดขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “การถวายสัตย์-แถลงนโยบาย” เป็นโมฆะ

การเมือง7 ส.ค. 2562 • 06:30 น.
“เรืองไกร” ยื่นอัยการสูงสุดขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “การถวายสัตย์-แถลงนโยบาย” เป็นโมฆะ
“เรืองไกร” ยื่นอัยการสูงสุดขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “การถวายสัตย์-แถลงนโยบาย” เป็นโมฆะ พร้อมเสนอให้นายกรัฐมนตรีลาออกเพื่อแก้ไขปัญหา ก่อนถูกอภิปราย สนง.อัยการสูงสุด เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 ส.ค. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด เพื่อขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 49 ในประเด็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ ครม. ถวายสัตย์ไม่ครบ รวมถึงการไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบายของคณะรัฐมนตรี ที่ได้แถลงต่อรัฐสภาว่าเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง ประกอบมาตรา 68 วรรคหนึ่งหรือไม่ โดยยืนผ่านนายธรัมพ์ ชาลีจันทร์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด นายเรืองไกร กล่าวว่า การกล่าวถ้อยคำถวายสัตย์ของพล.อ.ประยุทธ์ ต่อพระมหากษัตริย์นั้น ได้ปฏิบัติไม่เหมือนกับครั้งก่อนๆ คือกล่าวคำปฏิญาณตกไปในท่อนสุดท้าย แถมยังกล่าวคำว่า ”ตลอดไป” เติมเข้ามาอีก ซึ่งการอภิปรายในสภาก็กำลังจะมีการตั้งกระทู้สดในเรื่องนี้ บางคนที่ได้รับทราบเรื่องนี้ก็มีการไปร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่จากที่ตนได้ดูข้อกฎหมายและจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา เห็นว่าเรื่องนี้จะต้องมาร้องที่อัยการสูงสุด เนื่องจากเห็นว่าการกระทำดังกล่าวขัดมาตรา 5 และไม่เป็นไปตามมาตรา 3 วรรคสอง ก็เท่ากับว่าการกระทำดังกล่าวใช้บังคับไม่ได้ อย่างที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเป็นโมฆะ และประเด็นที่สอง คือเมื่อขณะเข้ารับหน้าที่แล้วจะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา 162 เนื่องจากนโยบายจะต้องสอดคล้องกับหน้าที่แห่งรัฐ พร้อมต้องแสดงที่มาที่จะนำใช้จ่ายต่อนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา แต่ก็เกิดปัญหาว่าคำแถลงนโยบาย 37 หน้า ไม่มีตัวเลขงบฯ ก็เท่ากับว่าการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภามา น่าจะเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน การไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอาจจะโดนดำเนินคดีอาญาได้ด้วย ซึ่งตนก็ได้ไปยื่นคำร้องที่ ป.ป.ช.มาแล้ว ตนจึงมายื่นคำร้องขอให้อัยการสูงสุดพิจารณาส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการกระทำดังกล่าวใช้บังคับไม่ได้ ตามมาตรา 89 ที่บัญญัติไว้ว่าผู้ใดทราบการกระทำที่จะเป็นการล้มล้างการปกครอง และต้องนำเอาประเพณีตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 มาใช้ด้วย จากเหตุที่ได้มาโดยไม่เป็นไปตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย ในเรื่องมาตราดังกล่าวจะเห็นได้จากที่พรรคของตนได้ถูกยุบตามมาตรา 92 เพราะจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเป็นปฏิปักษ์ การได้อำนาจตรงนี้เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงยังต้องไปยึดโยงรัฐธรรมนูญ 2550 “ในวันนี้ผมได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีสนธิสัญญาไทยกัมพูชาที่ศาลแล้วธรรมนูญเคยวินิจฉัยการกระทำของ นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ว่ามีการกระทำที่ไม่ชอบ เพราะไม่ได้ขอความเห็นชอบจากรัฐสภา และเท่าที่ทราบ การปฏิบัติหน้าที่ของพลเอกประยุทธ์ในครั้งนี้ ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเกิดจากข้อผิดพลาดจริงๆ เราจึงต้องมาหาทางออกร่วมกัน ว่าถ้าหากมีการบริหารราชการแผ่นดินในการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายแล้ว ถัดจากนี้การประชุมของ ครม. หรือการใช้จ่ายงบประมาณและพันธกรณีกับต่างประเทศมันจะสมบูรณ์หรือไม่”นายเรืองไกรกล่าว นายเรืองไกร ยังกล่าวว่า เมื่อเกิดการกระทำที่ไม่ชอบแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ควรจะพิจารณาตัวเองด้วยการลาออก จากการเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วเริ่มกระบวนการขึ้นใหม่ ด้วยการให้รัฐสภาเลือกผู้ที่ควรเป็นนายกรัฐมนตรี และถ้าพลเอกประยุทธ์ยังได้มติจากที่ประชุมรัฐสภาเข้ามารับตำแหน่งและนำคณะรัฐมนตรีขอเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณให้ครบถ้วน และทำคำแถลงนโยบายใหม่ อันนี้ถือว่าเหมาะสมที่สุด ประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์ก็จะยุติ แต่ในส่วนกรณีที่ตนได้ยื่นร้องอัยการสูงสุดวันนี้ก็จะยังทำคู่ขนานกันต่อไป “ในเรื่องความเสียหาย เหตุการณ์มันชัดเจนแล้ว เหมือนที่นายกรัฐมนตรีไปพูดที่โรงเรียนนายร้อยแล้วก็มาพูดที่ ครม.มันชัดเจนมาก ว่าปัญหานี้นายกฯ ขอแก้ไขเอง นี่คือเหตุผลที่ผมขอเสนอให้ท่านลาออก เพราะถ้าหากรอให้เปิดอภิปรายมันก็จะยิ่งไปใหญ่” นายเรืองไกร กล่าว ขณะที่นายธรัมพ์ ชาลีจันทร์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่าตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรค 2 ซึ่งเป็นช่องทางที่อัยการสูงสุดจะพิจารณาว่าจะสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ โดยหากภายใน 15 วัน อัยการสูงสุดยังไม่ได้ให้คำตอบ หรือดำเนินการใดๆ แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องนั้นสามารถไปยื่นตรงได้ต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ตนจะรับเรื่องนำเรียนอัยการสูงสุดต่อไป ซึ่งในประเด็นนี้ทางอัยการมีคณะทำงานเฉพาะ เนื่องจากมีผู้ร้องหลายคนที่ร้อง มีหลายคำร้องลักษณะคล้ายกัน รวมถึงที่พรรคอนาคตใหม่ได้มายื่นก่อนหน้านี้ เรื่องนี้ก็ให้คณะทำงานไปดำเนินการก่อนเสนอให้อัยการสูงสุดพิจารณาต่อไป อย่างไรก็ตามเมื่ออัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว ก็จะแจ้งผลให้ผู้ร้องทราบ เพราะผู้ร้องอาจใช้สิทธิร้องเอง ซึ่งยืนยันว่าจะเร่งพิจารณาโดยเร็ว เนื่องจากมีเรื่องพิจารณาหลายเรื่อง