“สติธร ธนานิธิโชติ” ชำแหละการเมือง “สนามใหญ่-สนามเล็ก” ชี้ “เลือกตั้ง” ยังไม่เกิดปีนี้ –“รบ.” หวังอยู่ยาว กู้ศรัทธา

การเมือง4 ม.ค. 2565 • 07:10 น.
“สติธร ธนานิธิโชติ” ชำแหละการเมือง “สนามใหญ่-สนามเล็ก” 	ชี้ “เลือกตั้ง” ยังไม่เกิดปีนี้ –“รบ.” หวังอยู่ยาว กู้ศรัทธา
เรื่อง : ปาริชาติ เฉลิมศรี “ถ้าสถานการณ์การเมือง สถานการณ์โควิด-19 เศรษฐกิจยังนิ่งๆ ประมาณนี้ รัฐบาลก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องรีบออก รัฐบาลก็อยู่ประคองตัวไป และรัฐบาลก็คาดหวังว่า ยิ่งอยู่ไปอาจจะกู้ศรัทธา” หมายเหตุ : “ดร.สติธร ธนานิธิโชติ” ผู้อำนายการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ให้สัมภาษณ์ “สยามรัฐ” ถึงมุมมองการเมืองในสนามเลือกตั้งเล็กและการเมืองในสนามเลือกตั้งใหญ่ มีรายละเอียดที่น่าใจดังนี้ - การเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เลือกสมาชิกสภาเทศบาล และเลือกนายกและสมาชิสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จะส่งผลต่อการเลือกตั้งระดับชาติอย่างไร ถ้ามองเรื่องนี้จะมี 2 เรื่องคือที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองระดับชาติ และอาจจะกระทบกับการเมืองระดับชาติ ส่วนที่เกี่ยวนั้น เนื่องจากเป็นเรื่องท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นสนามอบจ.ที่คลุมทั้งจังหวัด เทศบาลที่เป็นเขตเมืองและอบต.ที่เป็นเขตชนบท คนเลือกจะมีวิธีคิด วิธีตัดสินใจและเหตุผลในการเลือกแตกต่างจากการเมืองระดับชาติ ซึ่งมีคนไม่น้อยที่มองเรื่องท้องถิ่นเป็นเรื่องของท้องถิ่นจริง ๆ หากจะมองในเชิงหลักการ เขาจะมองว่าคนไหนทำงานได้ คนไหนเสนอแนวทางในการพัฒนาท้องถิ่นดีๆ ก็เลือกไปตามนั้น ไม่ได้สนว่าข้างหลังคือใคร ส่วนอีกแบบคือเลือกจากความสัมพันธ์ส่วนตัว เพราะท้องถิ่นมีความใกล้ชิดกับประชาชน เห็นได้จากสนามเลือกตั้งอบต.ที่จะเลือกคนที่เป็นเครือญาติกัน ซึ่งถ้าการเมืองระดับชาติจะแทรกซึมเข้ามาก็ต้องซื้อหัวคะแนน แต่ก็ไม่สามารถที่จะมีอิทธิพลในการเลือกได้ ส่วนสนามเลือกตั้งเทศบาลก็จะคล้ายๆ กันเขาจะมองว่า ใครจะมาทำประโยชน์ให้กับเมือง จะมีการเปรียบเทียบเชิงผลงานมากกว่า โดยจะดูว่านายกเทศบาลคนเก่า ทำงานได้เรื่องหรือไม่ ถ้าได้เรื่องก็เลือกต่อ ถ้าไม่เขาก็เลือกทีมอื่น เขาไม่ได้มองว่าใครจะอยู่เบื้องหลัง การเมืองพรรคไหนสนับสนุน แต่ในสนามเลือกตั้งอบจ.อาจจะมีกลิ่นอายของพรรคการเมือง นักการเมืองระดับชาติไปปนเยอะกว่า เนื่องจากเป็นพื้นที่ใหญ่ เป็นสมรภูมิบ้านใหญ่ เขามองว่าคุมจังหวัดนี้ คุมเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนี้ ผลประโยชน์ของเขาอยู่ในจังหวัดนี้ แปลว่าในสนามท้องถิ่นจะต้องรักษาไว้ให้มั่น ขณะเดียวกันจะเชื่อมโยงผลประโยชน์ข้างนอกในรูปแบบนโยบายงบประมาณ ที่จะนำเข้ามาภายในจังหวัดให้ได้ จึงต้องสร้างความสัมพันธ์กับการเมืองระดับชาติ รวมถึงที่ฐานเสียงหรือหัวคะแนนของส.อบจ.และนายกอบจ.อาจจะเป็นหัวคะแนนเดียวกับพรรคการเมือง ซึ่งเขาเกื้อกูลกันอยู่ก็อาจจะไปช่วยเหลือกันในสนามระดับชาติ ตรงนี้เป็นภาพที่ค่อนข้างเห็นชัดในการเลือกตั้ง 3 แบบที่ผ่านมา - อบจ.ที่เป็นเครือญาติกับผู้สมัครส.ส.จะส่งผลต่อการเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าเราสังเกตนักการเมืองระดับชาติ หากต้องการคุมฐานอิทธิพล ทรัพยากรของจังหวัด เขาก็จะคุมฐาน อบจ.ให้ได้ เพื่อประโยชน์ในการต่อฐานไปในระดับชาติ รวมถึงเทศบาลบางพื้นที่ที่มีงบประมาณทำอะไรได้ อาจจะมีคนมาขอพึ่งบารมี แต่เขาก็จะไม่เข้าไปแทรกแซงทั้งหมด เพราะมีรายละเอียดที่ยิบย่อย จะไปยึดหมดคงไม่ไหวต้องปล่อยให้เขามีระบบของเขาเอง ส่วนการเชื่อมแบบดั้งเดิมซึ่งจะเป็นการเชื่อมในท้องที่ เช่นเคยเป็นกำนันมาแล้วมีการขยายอิทธิพลทางการเมืองจนสามารถคุมจังหวัดได้ และหันไปเล่นสนามการเมืองอื่นๆที่ใหญ่ขึ้น การสะท้อนการเมืองระดับชาติหากมีฐานอบจ.ที่แน่นต่อเนื่องจะยิ่งสบาย ซึ่งจะมีความเข้มแข็ง ก็จะมีโอกาสต่อยอด แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่ถูกท้าทาย เพราะสนามระดับชาติมีตัวแปลอื่น ทั้งเรื่องพรรคการเมือง เรื่องรัฐบาล การเลือกนายกรัฐมนตรี และเรื่องนโยบายบางอย่างก็อาจจะมีผลที่เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่ว่าคุมสนามอบจ.แล้วจะสามารถการันตีว่าจะได้ในระดับชาติ แต่ก็เป็นต้นทุนที่ทำให้ได้เปรียบ - มองว่าสนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานครจะส่งผลต่อการเลือกตั้งใหญ่อย่างไร สนามเลือกตั้งกทม.จะแตกต่างจากอบจ. อย่างวันนี้พรรคพลังประชารัฐ มีปัญหายังไม่สามารถหาคนมาลงแข่งได้ เพราะรู้สึกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ได้ ส.ส.มากที่สุด เป็นเจ้าของพื้นที่ และกทม.มีอำนาจ ผลประโยชน์อะไรบางอย่าง ที่สำคัญเป็นเมืองหลวงแพ้ไม่ได้จึงออกอาการแบบนี้ ซึ่งจะต้องทำทุกวิถีทางหาคนส่งลงเลือกตั้งและจะต้องชนะ ทั้งระดับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสภากทม. (ส.ก.) หากย้อนไปดูในอดีตสนามเลือกตั้งกทม.ก็ไม่ได้ส่งผลกับสนามเลือกตั้งใหญ่ขนาดนั้น เช่น พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยที่ชนะระดับชาติอย่างถล่มทลายมาตลอด แต่ก็แพ้สนามกทม.ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ กลับกันพรรคประชาธิปัตย์ก็แพ้ในสนามเลือกตั้งใหญ่ ฉะนั้นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และส.ก.เขาไม่ได้คิดว่าจะต้องเชื่อมโยงกับระดับชาติ และไม่ได้คิดตามอุดมคติที่ว่า หากระดับชาติเป็นพรรคนี้ จะต้องเลือกในส่วน กทม.ที่เป็นฝั่งตรงข้ามเพื่อให้คานกันก็ไม่ใช่ หากสังเกตดีๆ การเลือกผู้ว่าฯ กทม. ของคนกทม.คือ 1.จะสวิงไปตามสถานการณ์ เขาจะดูที่ตัวบุคคลที่สมัครลงเลือกตั้งว่าโอเคหรือไม่ นอกจากพรรคที่คอยสนับสนุน ถ้าพอใช้ได้ก็ไปกันได้ ส่วนที่ 2.เรื่องของอารมณ์ เพราะคนกทม.ไปกับกระแสง่าย เหวี่ยงเร็ว อย่างการเลือกตั้งปี 2562 ที่ช่วงโค้งสุดท้ายพรรคพลังประชารัฐ หาเสียงว่าความสงบจบที่ลุงตู่ ทำให้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้น คนกทม.อ่อนไหวและสวิงกับความรู้สึกแรง เร็ว สามารถเปลี่ยนใจได้เลย ทั้งนี้สนามเลือกตั้งกทม.พรรคพลังประชารัฐไม่จำเป็นจะต้องไปซีเรียส เพราะหากแพ้ ก็ใช่ว่าการเลือกตั้งระดับชาติจะไม่ได้ส.ส.เลย ตราบใดที่ขุมกำลังของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.คนปัจจุบัน ที่ตอนนี้อาจจะใช้ชื่ออื่นลงสมัคร แต่ถ้าถึงเวลาลงสมัครจริง อาจกลับมาเป็นเครือข่ายกับพรรคพลังประชารัฐ ก็ยังมีโอกาสเหมือนเดิมอยู่ดี ถึงตอนนี้กระแสพรรคพลังประชารัฐ กระแสลุงตู่ไม่ได้ร้อนแรงจนสามารถกินใจคนกทม.ได้ แต่พอถึงเวลาจริงๆ หากมีจังหวะหรืออะไรไปเทคความรู้สึก เขาก็พร้อมที่จะกลับมาโหวตให้อยู่ดี เพราะสนามกทม.ไม่มีอะไรตายตัวพลิกง่ายพลิกเร็ว - จากการเปิดตัวของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ระหว่าง 2 คนนี้ใครจะได้รับความนิยมมากกว่ากัน 2 คนที่เปิดตัว ผมยังรู้สึกว่าตัดสินยากและไม่ใช่ตัวแปรที่แท้จริง ต้องใส่สมการอย่างพล.ต.อ.อัศวิน เข้าไปด้วยเป็น 3 คน ซึ่งผมรู้สึกว่าคนที่น่าจะได้เปรียบคือพล.ต.อ.อัศวิน เพราะด้วยความที่วางฐานในกทม.ไว้นานจึงได้เปรียบ ขณะที่นายสุชัชวีร์ ถึงจะมาในนามของพรรคประชาธิปัตย์ แต่แนวโน้มอาจจะไปดึงคะแนนคนที่เลือกนายชัชชาติ ซึ่งมีฐานพรรคเพื่อไทยเป็นทุนเดิมอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าต้นทุนนี้จะเต็มที่กับนายชัชชาติแค่ไหน และก็ไม่รู้ว่าต้นทุนนี้เสียไปให้กับพล.ต.อ.อัศวิน มากน้อยแค่ไหนประเมินยากเหมือนกัน ทั้งนี้ตัวช่วยของนายชัชชาติ คือพลังกระแสโซเชียล หากไม่มีแคนดิเดตกับพรรคก้าวไกลก็จะมีโอกาสได้คะแนนตรงนั้นมา เพราะต้องไม่ลืมว่ากระแสในโซเชียลมาจากคนที่เชียร์พรรคก้าวไกล เพราะหากเขาไม่มีตัวเลือกจากพรรคก้าวไกลก็ไม่รู้จะไปไหน คงไม่ไปที่นายสุชัชวีร์แน่นอน เพราะขณะนี้เองตัวนายสุชัชวีร์ ก็ถูกโซเชียลขุดมาโจมตีอยู่ ย้ำชัดว่า หากไม่มีตัวแปรคือพรรคก้าวไกล กระแสก็ยังจะเป็นนายชัชชาติ และเมื่อไปรวมกับฐานพรรคเพื่อไทยที่แม้จะไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังพอไหว แบบนี้มีโอกาส เพียงแต่ว่าต้องดูด้วยว่าฐานที่มีอยู่ของพรรคเพื่อไทยมากพอหรือยัง ในขณะที่ฐานพรรคพลังประชารัฐที่ใช้ในการเลือกตั้งปี 2562 อยู่ในมือพล.ต.อ.อัศวิน อยู่แล้วและแข็งแรง ถ้าพรรคพลังประชารัฐรับได้และให้พล.ต.อ.อัศวิน เดินหน้าเต็มที่ในสโลแกนของเขาไป ก็จะน่ากลัวเพราะมีต้นทุนคะแนนเลือกตั้งปี 2562 ประมาณ 700,000 กว่าคะแนนเป็นตัวตั้ง ตัวแปรอย่างนายสุชัชวีร์ ที่คะแนนของพรรคประชาธิปัตย์จากการเลือกตั้งปี 2562 ที่มีประมาณ 400,000 กว่าคะแนน ผมคิดว่านายสุชัชวีร์ คงประเมินแล้วว่า 400,000 คะแนนของพรรคประชาธิปัตย์เป็นคะแนนที่ค่อนข้างชัวร์ และหากนายสุชัชวีร์สร้างกระแสได้ดีและเด่นกว่าพล.ต.อ.อัศวิน สุดท้ายแล้วหากฝั่งรัฐบาลไม่อยากแพ้การเลือกตั้งกทม.เขาก็จะเทคะแนนมาฝั่งนายสุชัชวีร์ เพื่อให้ชนะนายชัชชาติ เพราะฐานเสียงที่พรรคพลังประชารัฐกำไว้ในมือนั้นเทได้ เนื่องจากเป็นฐานจัดตั้ง ถึงเวลาถ้าคิดว่าสู้กันตรงไปตรงมาแล้วแพ้แน่ก็ต้องหากลวิธี แต่จะไปดึงเอา 400,000 ที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์มาให้กับพล.ต.อ.อัศวินก็คงไม่ได้ -พรรคก้าวไกลเปิดตัวผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งกทม.จะชิงคะแนนได้หรือไม่ พรรคก้าวไกลคงไม่ถอย ซึ่งพรรคก้าวไกลลงเลือกตั้งส.ก.แน่ๆ และหากไม่ลงเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ก็อาจจะเป็นการจงใจหรือปล่อยเกียร์ว่างให้นายชัชชาติมากเกินไปหรือเปล่า ซึ่งเมื่อพรรคก้าวไกลส่งคนลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คะแนนกระแสของนายชัชชาติก็จะลดลง คะแนนเสียงของนายชัชชาติและแคนดิเดตพรรคก้าวไกลจะถ่ายโอนได้ยาก ถ่ายได้ทางเดียวคือจากพรรคเพื่อไทยมาหาพรรคก้าวไกล ซึ่งก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่พรรคเพื่อไทยจะถ่ายคะแนนให้กับพรรคก้าวไกล ส่วนคะแนนของพรรคก้าวไกลเองถ่ายให้ใครไม่ได้เนื่องจากเป็นเสียงที่อิสระ - การที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.กลางปี 2565 และมีการเปิดตัวแคนดิเดตผู้สมัครออกมาก่อนจะเป็นการแบไต๋หรือไม่ ไม่หรอก อย่างนายชัชชาติเปิดตัวมา 3 ปีแล้ว เพราะสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่เรื่องการสร้างกระแสเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องการทำงานเชิงลึกในพื้นที่ ใครเปิดก่อน ทำงานก่อน ซึ่งต้องยอมรับว่าคนที่เขาอยู่ในตำแหน่ง ถึงแม้จะไม่เปิดตัวตรงๆ เขาก็ทำงานเชิงพื้นที่ สร้างฐานคะแนนมาตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้ง เขานำหน้าไปไกลแล้ว จะมาหวังกระแสแบบลมเพลมพัดอย่างเดียวออกสื่อโซเชียล ก็ไม่ได้การันตีว่าจะชนะกันง่ายๆ เพราะต้องมีฐานจัดตั้งที่จะเชื่อมกับชุมชนกลุ่มคนต่างๆ ที่เขารวมกันเป็นกลุ่มอยู่ในกทม. ซึ่งเวลา 6 เดือนไม่ถือว่าเร็วเกินไปให้รีบ ๆ เปิดอย่าช้าเดี๋ยวไม่ทัน -วันนี้ทุกพรรคการเมืองมีความพร้อมที่จะเลือกตั้งใหญ่แล้วหรือไม่ โดยภาพรวมเขาค่อนข้างพร้อม เพราะมีตัวเลือกอยู่ประมาณหนึ่งแล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่กติกา เนื่องจากมีการแก้ไขจำนวนเขตจาก 350 เขตเป็น 400 เขต จึงเกิดความไม่ชัดเจนตรงที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องรอให้แก้กฏหมายลูกเสร็จจึงจะไปแบ่งเขตได้ ซึ่งเมื่อแบ่งเขตใหม่ ก็อาจจะไม่เข้าทางกับคนที่วางไว้ หรือมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่จะทำอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ทุกพรรคมีความกังวลมากเพราะจะมีผลกับการเลือกตั้ง - การเลือกตั้งโดยใช้บัตรสองใบ จะส่งผลกระทบกับพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กอย่างไร มีทั้งที่กระทบมากและกระทบน้อย พรรคที่ได้รับผลกระทบมากคือ พรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคไม่ได้เอาแค่เสียงตกน้ำอย่างเดียว แต่ยังมีส.ส.เขต ที่เขาได้ด้วย แต่เขาก็จะมีปัญหาว่า เขตการเลือกตั้งจะเปลี่ยนหรือไม่ รวมถึงการเลือกตั้งปี 2562 พรรคภูมิใจไทยได้ประโยชน์จากการเลือกตั้งบัตรใบเดียว เพราะพรรคมีศักยภาพในการส่งผู้ลงสมัครเลือกตั้งทั่วประเทศที่ได้คะแนนระดับ 5,000 ถึง 10,000 แล้วก็ไปโกยคะแนนตกน้ำมา และกลายเป็นคะแนนในส่วนของส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งการใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ จะทำให้พรรคภูมิใจไทยมีปัญหาแบบการเลือกตั้งปี 2554 ที่ได้แต่ ส.ส.เขต ส่วนส.ส.บัญชีรายชื่อได้น้อย ส่วนในพรรคขนาดเล็กอย่าง พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคเหล่านี้เขาเก็บเขตกินอยู่แล้ว หากเขาไม่โดนดูดไปถ้ายังปักหลักมั่นก็อยู่กันไป ถือว่าเขาไม่ได้รับผลกระทบเยอะ ไม่ได้ไม่เสียกับบัตรเลือกตั้ง -หากมีการเลือกตั้งสนามใหญ่จะมีความรุนแรงในการหาเสียง ชิงพื้นที่อย่างไร ผมคาดว่าปีหน้าก็ยังไม่ได้มีการเลือกตั้ง แต่หากมีการเลือกตั้ง ระบบบัตรเลือกตั้งสองใบจะไม่ห้ำหั่นกันโหดเท่ากับบัตรเลือกตั้งใบเดียว เพราะอย่างน้อยคนเลือกเขาอาจแยกกันระหว่างคนกับพรรคเพียงแต่ว่าหากมีเขตเลือกตั้งเยอะ ก็จะเป็นธรรมชาติที่ว่าพรรคใหญ่ที่แข่งกันเป็นรัฐบาลจะสู้กันแรง สวนพรรคที่ไม่มีโอกาสก็ต้องทำใจไปลุ้นเก็บบัญชีรายชื่ออย่างเดียว เขตไหนไม่มีความหวังก็ไม่ต้องไปส่งเยอะ -ปัจจัยอะไรที่จะทำให้ยังไม่มีการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2565 ถ้าสถานการณ์การเมือง สถานการณ์โควิด-19 เศรษฐกิจยังนิ่งๆ ประมาณนี้ รัฐบาลก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องรีบออก รัฐบาลก็อยู่ประคองตัวไป และรัฐบาลก็คาดหวังว่า ยิ่งอยู่ไปอาจจะกู้ศรัทธา ทำให้คนลืมความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาไปได้บ้าง รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องรอจังหวะบวกเพิ่ม ก็พอทำให้รัฐบาลประคองต่อไป ไม่ต้องรีบ เพราะไม่รู้ว่ารีบเปลี่ยนไปทำไมในเมื่อเสียงในสภาฯก็ยังคุมได้อยู่ หากจะมีการเลือกตั้งทั่วไปเร็วสุดก็น่าจะหลังผ่านงบประมาณปีหน้าก่อน ซึ่งเมื่อผ่านงบประมาณแล้ว ก็อาจอยู่ใช้ต่ออีก 3 เดือน หรือคิดไปคิดมาก็อาจอยู่จนครบเทอม หรือจะอยู่ให้ผ่านการแต่งตั้งโยกย้ายให้จบ 30 กันยายนก็ถือว่าเป็นปลายปีแล้ว หากอยู่จนถึงวันนั้น หรือถ้าอยู่อีกหน่อยก็ครบเทอมแล้วจะรีบยุบไปทำไม - กรณี “นายกฯ 8 ปี” จะเป็นเงื่อนไข หรือไม่ เป็นเรื่องที่ไปว่ากัน ซึ่งจะต้องรอให้ถึงเวลานั้นก่อน และต้องไปดูว่ามีคนไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะไม่มีประโยชน์อะไร หากนายกฯ ยุบสภาก่อนสิงหาคมที่ครบกำหนด แต่ปรากฎว่านายกฯ ได้รับการเลือกตั้งกลับเข้ามาใหม่ ก็ต้องมานับต่ออยู่ดี มันหนีไปไหนไม่ได้ ฉะนั้นก็วัดกันไปเลย ไปลุ้นถ้าศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าอยู่ได้ก็อยู่ ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ออกแค่นั้นมีค่าเท่ากันเพราะอยู่ได้แค่หลักเดือนเท่านั้น เพราะหากนายกฯ ไม่ได้ไปบริหารประเทศเสียหาย ก็น่าจะรอดและแนวทางการตัดสินที่ผ่านมาก็เป็นแบบนั้น เพราะของแบบนี้อยู่ที่การตีความและคำวินิจฉัยเสียงส่วนใหญ่ของตุลาการไม่ได้ตายตัวด้วยข้อกฎหมาย -จะมีอุบัติเหตุทางการเมืองอื่นๆ หรือไม่ ยากเหมือนกัน เพราะ 3 อุบัติเหตุที่เราเคยกังวลกันคือ 1. ม็อบซึ่งตอนนี้นิ่งไปแล้ว อาจจะก่อใหม่จากมาตรา 112 แต่ก็ไม่เห็นวี่แววว่าจะมีความรุนแรงได้เหมือนเก่า 2. การทำรัฐประหารก็ยังไม่มีวี่แววอีกเหมือนกัน เพราะ 3 ป.ยังสามารถสร้างเอกภาพภายในกองทัพได้อยู่ คงไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาทำรัฐประหาร ซึ่งต้องรอ 3 ป. คุมกองทัพไม่อยู่หรือมีคนคิดต่าง ถึงจะเกิดรัฐประหารได้ ซึ่งขณะนี้ยังมองไม่เห็น และยังไม่มีสัญญาณอะไรพวกนี้ 3. เศรษฐกิจตกต่ำแบบโงหัวไม่ขึ้น ซึ่งประเทศเรายังไม่ไปถึงขนาดนั้น ยังพอประคองตัวได้ เพราะเจอสถานการณ์โควิด-19 มาขนาดนี้ยังรอดได้เลย แม้ว่าจะมีหนี้เพิ่มเยอะก็ยังพอมีทางไปเรื่อยๆ โอกาสทางเศรษฐกิจคนก็รออยู่นักลงทุนดูเหมือนยังมีความหวัง ซึ่งแปลว่าไม่น่าจะทำให้รัฐบาลเจอวิกฤติเศรษฐกิจถ้าจะเจอก็เป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลก ซึ่งทั่วโลกก็เป็นหมด รัฐบาลก็ไม่ต้องรับผิดโดยตรง ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณไปทางไหนหากเทียบกับปีที่แล้วที่ยังรู้สึกว่า ม็อบยังพอมีแรง แต่ปีนี้ ม็อบก็ไม่ได้ไปไหนทเสนอรัฐธรรมนูญเข้าไปส.ว.ก็คว่ำในวันเดียว และก็ค่อนข้างที่จะชัดเจนเมื่อพล.อ.ประยุทธ์ เดินสายออกต่างจังหวัด ซึ่งเป็นธรรมชาติของคนที่อยากอยู่ครบเทอม ที่จะไปสร้างฐานเสียงแฟนคลับ ไปเยี่ยมเยียนแฟนคลับให้ทั่วๆ ซึ่งกว่าจะครบทุกจังหวัดก็ครบเทอมพอดี - ปัญหาภายในความขัดแย้งระหว่างพล.อ.ประยุทธ์ และร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลมีปัญหาหรือไม่ ก็เป็นปัจจัยอยู่ระดับหนึ่ง เพราะตัวร.อ.ธรรมนัส มีส.ส.อยู่ในมือ ซึ่งเป็นเสียงข้างมากในพรรคพลังประชารัฐ และยังมีพาวเวอร์ในการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งมีการสร้างบารมีไว้มากมาย เพียงแต่ว่าเครือข่ายอำนาจหรือบารมีที่ได้มา ต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งได้มาเพราะทำงานให้กับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่ได้มาเพราะตัวเอง ตราบใดที่ร.อ.ธรรมนัส ยังมีหลังอิงเป็นพล.อ.ประวิตร ในขณะที่พล.อ.ประยุทธ์และพล.อ.ประวิตร ยังสานใจกันได้ แค่ผิดใจกันที่ ร.อ.ธรรมนัสคนเดียว และหากมองอนาคตไกลๆ เป้าหมายใหญ่ร่วมกัน ก็ต้องไปด้วยกัน ต้องลากกันไป ทิ้งกันไม่ได้ ถ้าทิ้งกันก็พังทั้งขบวน สุดท้ายเมื่อถึงจุดชี้เป็นชี้ตายเขาก็ยังจับมือกันอยู่ -มุมมองในฐานะวิชาการการเมืองปี 2565 จะไปในทิศทางใด น่าจะนิ่งๆ ปี 2565 เป็นปีแห่งการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งผมยังเดาว่าปี 2565 ยังคงไม่ได้เลือก แต่หากได้เลือกจริงก็คงประมาณปลายปี หมายความว่าตั้งแต่มกราคมจนถึงปลายปีจะมีการขยับของฝ่ายการเมืองที่มุ่งหน้าไปสู่การเลือกตั้งทั้งในระดับชาติ หรือสนามเลือกตั้งกทม. ที่มีเป้าหมายคือการเลือกตั้งสนามใหญ่ มุ่งสร้างฐานเสียงคะแนนนิยม เพื่อเตรียมไว้หากลงสนามเลือกตั้งใหญ่เมื่อไหร่ ก็จะนำสิ่งเหล่านี้ไปเป็นต้นทุนในการสู้เลือกตั้ง เป็นปีแห่งการเตรียมความพร้อม