นายกฯลาออก เลือกใหม่
"ปชป."ยันจุดยืนหาก"พล.อ.ประยุทธ์"ลาออก ต้องยึดหลักการตามรัฐธรรมนูญ เลือกนายกฯใหม่ "โผแต่งตั้ง มท."เจอเลื่อนรอบที่สาม รอลุ้นเก้าอี้"ปลัด มท.คนใหม่"ในการประชุม ครม.ครั้งหน้า
เมื่อวันที่ 27 ก.ค.64 นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีโลกออนไลน์ ปั่นกระแส พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรัว่าการกระทรวงกลาโหมจะลาออก ก่อนจะติดแฮชแท็ก #กูไม่เอานายกพระราชทาน ว่า ตอบในฐานะพรรคประชาธิปัตย์จะตรงประเด็นมากที่สุด เพราะขณะนี้หลักการสำคัญในการปกครอง คือมีรัฐธรรมนูญที่กำหนดกฎเกณฑ์กติกาไว้ชัด ทุกขั้นตอนในระบบการเมือง ที่มาของนายกรัฐมนตรี ที่มาของรัฐบาล ผ่านกลไกโดยระบบรัฐสภา พรรคจึงมองเรื่องนี้ตามหลักการความเป็นจริง อย่าไปตั้งสมมุติฐานเพื่อหาคำตอบในเรื่องของอนาคต เชื่อว่าทุกอย่างยังเดินหน้าไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ส่วนกรณีที่มีการทำโพลว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ลาออก แล้วต้องเลือกนายกฯจากบัญชีรายชื่อเดิม ซึ่งมีชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในรายชื่อ นายราเมศกล่าวว่า ไม่สามารถคาดการณ์ความเป็นไปได้ ว่าจะมีมากน้อย เพียงใด แต่ที่บอกได้ คือการตอบโพลทุกคนมีสิทธิตอบเชียร์คนที่ตนชื่นชอบเป็นเรื่องปกติ การจะตอบคำถามโดยการคาดคะเนคงไม่ได้ เพราะทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้กังวลใดๆ หน้าที่ขณะนี้สำคัญที่สุด คือช่วยเหลือ และแบ่งเบาความลำบากของประชาชน คือสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ มุ่งมั่นทำงานทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่มีข่าวว่าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า จากที่คาดกันว่าจะมีการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ที่มีการเลื่อนพิจารณาแล้วถึง 2 ครั้ง โดยเฉพาะตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย แทน นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ที่จะเกษียณอายุราชการ 30 ก.ย.นี้ โดยมีรายงานว่า กระทรวงมหาดไทย ได้เสนอโยก นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ มารับตำแหน่ง ล่าสุดมีรายงานว่า โผโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ถูกเบรคแล้ว ไม่มีการนำเข้าที่ประชุม ครม. แต่อย่างใด
วันเดียวกัน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตามที่รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กแรกเกิดได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพและมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย เพื่อเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพในอนาคต โดยให้เงินอุดหนุนเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือน เดือนละ 600 บาท แก่ครอบครัวที่มีรายได้น้อย
สำหรับปีงบประมาณ 2564 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ดำเนินการจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่ผู้มีสิทธิ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 ถึงเดือนมิถุนายน 2564 แล้ว จำนวน 1,966,093 คน แต่ด้วยในเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2564 มีสิทธิผู้ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดสูงถึง 2,227,029 คน ดังนั้น เพื่อให้การจ่ายเงินอุดหนุนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ครม. จึงมีมติให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 3,493.19 ล้านบาท เพื่อใช้จ่ายเป็นเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2564 จำนวน 2,227,029 คน อย่างต่อเนื่อง